เรื่องใหม่ที่ได้เรียนรู้ในปี 2024 เก็บไว้ใช้ในปี 2025

ความทรงจำที่ตราตรึงมักจะเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน

เราจะ productive ที่สุดตอนที่เราสุขภาพแข็งแรง ตอนเราป่วยไม่ว่ามีเครื่องมีดีแค่ไหนก็ productive ไม่ขึ้น

การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยให้เรามีพลังงานดีๆ ตลอดวัน

และพลังงานที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับหัวหน้าและผู้บริหาร เพราะพลังงานไม่ว่าจะบวกหรือลบจะถูกส่งต่อไปยังทีมงานหลายคนหรือหลายสิบคน

การจ้างเทรนเนอร์ที่ฟิตเนสนั้นเป็นอะไรที่แพงมาก แต่เมื่อมองกลับไปจะรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

คุณประโยชน์สูงสุดของเทรนเนอร์ คลาสโยคะ หรือคลาสเรียน ไม่ใช่การมีคนสอน เพราะมีคลิปคนสอนมากมาย คุณประโยชน์สูงสุดคือมันบังคับให้เราต้องจัดเวลาเพื่อมาโฟกัสกับกิจกรรมที่เราตัดสินใจแล้วว่าสำคัญ และอยู่กับมันตรงนั้นอย่างไม่ว่อกแว่กเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ถ้าวิ่งมานานแล้วเวลายังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจต้องแก้ที่ท่าวิ่ง

ถ้ากลัววิ่งแล้วเข่าจะพัง ให้หันมาสนใจการเล่นเวทเพื่อให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้น เวลาวิ่งมันจะช่วยปกป้องเข่าเราได้ดี

บาลานซ์ของร่างกายเป็นสิ่งที่เรามักไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วจำเป็นมากที่จะโตไปเป็นคนที่ไม่ล้มตอนแก่ เราฝึกได้เรื่อยๆ ตั้งแต่วันนี้ด้วยการยืนขาเดียวแปรงฟัน ยืนใส่ถุงเท้า และยืนใส่กางเกง (อย่างระมัดระวัง)

จุดที่ปวดกับต้นเหตุที่ปวดนั้นบางทีก็เป็นคนละส่วนที่เชื่อมโยงกันอยู่ หากปวดหลังล่าง ให้ลองยืดแฮมสตริง ถ้าปวดคอ ให้ลองยืดไหล่

LDL สูงบางทีก็ไม่ใช่ความผิดของเรา เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ต่อให้ออกกำลังกายและระวังอาหารแล้วก็ยังสูงอยู่ ลองปรึกษาหมอแล้วพิจารณาเรื่องกินยาดูก็ไม่เสียหาย

การต้องกินยาตลอดชีวิตฟังแล้วน่าเศร้า แต่พอมาคิดดูอีกทีว่ามีหลายอย่างที่เราต้องทำตลอดชีวิตเพื่อดูแลตัวเอง อย่างการแปรงฟันและการกินวิตามินซี มันก็อาจไม่เศร้ามากนัก

เราควรพาพ่อแม่ไปเที่ยวในวันที่เขายังเดินเหินได้คล่อง

ข้อดีสำคัญของการมีคู่ชีวิต คือเขาจะคิดหรือทำอะไรที่เราคิดไม่ถึงหรือทำไม่ได้

วัยเด็กของลูกคือนาฬิกาที่คอยเตือนพ่อแม่ว่าเวลาผ่านไปเร็วแค่ไหน

ตอนไปเที่ยวต่างประเทศเรามักจะนอนหลับได้ดี เพราะได้เดินเกินวันละหมื่นก้าว กลับมาเมืองไทย ถ้าอยากนอนหลับได้ดี ควรหาโอกาสเดินเยอะๆ เช่นกัน

ถ้าเรารับพนักงานที่ใช่เข้ามา เราจะเหนื่อยน้อยลง ถ้าเรารับพนักงานที่ไม่ใช่เข้ามา เราจะเหนื่อยเท่าเดิมหรือเหนื่อยกว่าเดิม

ตอนทำโปรเจ็กต์สำคัญ ให้มองไปข้างหน้าเลยว่า “มันจะพัง” ได้ยังไงบ้าง แล้วทำทุกทางเพื่อปิดความเสี่ยงเหล่านั้นให้มากที่สุด

ผู้บริหารระดับสูงต้องทำสามอย่างให้ดี คือบอกความคาดหวังให้ชัด ตั้งคำถามที่น้องอาจไม่ได้คิดถึง และตัดสินใจให้คม

สิ่งที่หัวหน้ามักพลาด คือบอกความคาดหวังไม่ชัด ทำให้เสียเวลาและความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

ทดลอง (experiment) ให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำอยู่จนเป็นนิสัยนั้นเราไม่รู้เลยว่ามันดีที่สุดแล้วหรือยัง เราทำเพราะแค่ความเคยชิน เราทำเพราะยึดติดกับตัวตนเดิม

เมื่อเราเจออะไรที่ทำให้ล่าช้าในการเดินทาง ให้บอกตัวเองว่ามันอาจช่วยให้เราแคล้วคลาดในเรื่องที่ไม่ดี

อย่า over-optimize มีบัฟเฟอร์ในตาราง เผื่อเวลาสำหรับเดินทาง เติมน้ำมันตอนเหลือ 4 ขีด

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ ลดอีโก้แล้วลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เราติดขัดมานาน ก็อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแบบคาดไม่ถึง

ตัวเลขในบัญชีคือนิทาน ประสบการณ์วันต่อวันคือของจริง

ถ้าอ่านหนังสือแล้วน่าเบื่อหรือไม่ได้อะไร ให้เริ่มเล่มใหม่โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว – Slow is smooth, and smooth is fast.

Perfectionist มี 3 แบบ คนที่คาดหวังให้ตัวเองเพอร์เฟ็กต์ คนที่คาดหวังให้คนอื่นเพอร์เฟ็กต์ และคนที่คิดว่าคนอื่นคาดหวังให้เราเพอร์เฟ็กต์

เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา แทนที่จะฟังพ็อดแคสต์หรือหนังสือเสียงตอนเดินทาง ให้เปิดเพลงที่เราชอบฟัง

ถ้าอ่าน non-fiction จนช้ำไปหมดแล้ว ให้ลองอ่านนิยาย

ถ้าเย็นเกินไปให้เติมร้อน ถ้าร้อนเกินไปให้เติมเย็น

เมื่อถึงจุดหนึ่ง self-improvement จะไม่สำคัญเท่า self-acceptance

เซอร์คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับแห่งยุคสมัยที่ไม่มีสมาร์ตโฟน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้กำกับที่คอหนังหลายคนชื่นชอบอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) เพิ่งได้รับการพระราชทานยศชั้นอัศวินจากอังกฤษ (knighthood) จากการทำงานให้แก่วงการภาพยนตร์ โดยภรรยาของโนแลนที่ชื่อว่าเอ็มมา โทมัส (Emma Thomas) ก็ได้รับพระราชทานยศเป็นท่านผู้หญิง (damehood) เช่นกัน

ผมเพิ่งรู้ว่าภรรยาของโนแลนเป็นโปรดิวเซอร์หนังทุกเรื่องของโนแลน รวมถึงเรื่องล่าสุดอย่าง Oppenheimer ที่คว้าออสการ์ไปถึง 7 สาขา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และอื่นๆ อีกหลายสาขา

นี่คือหนังที่โนแลนกำกับทั้งหมด

  • Following (1998)
  • Memento (2000)
  • Insomnia (2002)
  • Batman Begins (2005)
  • The Prestige (2006)
  • The Dark Knight (2008)
  • Inception (2010)
  • The Dark Knight Rises (2012)
  • Interstellar (2014)
  • Dunkirk (2017)
  • Tenet (2020)
  • Oppenheimer (2023)


ผมไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของโนแลน แต่ก็ชอบทุกเรื่องที่ได้ดู ไม่ว่าจะเป็น Memento, The Dark Knight ทั้งสามภาค, Inception, Interstellar และ Oppenheimer

ผมเคยได้อ่านใน Quora ว่าโนแลนมีสไตล์การทำงานไม่เหมือนใคร เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้ครับ

  • โนแลนไม่มีสมาร์ตโฟนและไม่มีอีเมล การติดต่อกับคนอื่นเขาจะให้ภรรยาเป็นคนช่วย
  • เวลาโนแลนได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ โนแลนจะเขียนลง index cards และเรียงลงกล่องเก็บ index cards ที่ติดป้ายชื่อและแถบสีอย่างเป็นระเบียบ (คงคล้ายๆ เทคนิคการจดโน้ตแบบ Zettelkasten ที่เคยเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง)
  • ก่อนจะร่างบทสักเรื่อง เขาจะจ้างที่ปรึกษาที่รู้ลึกรู้จริงในด้านนั้นเสมอ เช่น ตอนจะทำหนัง Interstellar ก็ปรึกษานักฟิสิกส์รางวัลโนเบลอย่าง Kip Thorne หรือตอนทำหนัง Inception ก็มี Dr. Deirdre Barrett ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ความฝันจาก Harvard มาเป็นที่ปรึกษา
  • เวลาเขียนบท โนแลนจะไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่จะเขียนบทด้วยลายมือลงกระดาษสีเหลือง (yellow legal pad) ซึ่งบางทีก็ทำให้การสร้างหนังล่าช้าไปหลายเดือน
  • เมื่อบทพร้อมแล้ว โนแลนจะพิมพ์สคริปต์เป็นหมึกดำลงในกระดาษสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาสคริปต์ไปถ่ายเอกสาร (ว่ากันว่ากระดาษสีแดงทำให้ถ่ายเอกสารได้ลำบาก)
  • เวลาส่งสคริปต์ให้นักแสดง โนแลนจะเดินทางไปพบนักแสดง แล้วยื่นสคริปต์ให้นักแสดงด้วยมือตัวเองเสมอ บนสคริปต์จะมีชื่อนักแสดงคนนั้นพิมพ์เป็นลายน้ำ ดังนั้นหากสคริปต์เกิดการรั่วไหล ก็จะรู้ได้ทันทีว่ารั่วมาจากนักแสดงคนไหน
  • โนแลนไม่อนุญาตให้คนในกองถ่ายใช้โทรศัพท์ โดยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Esquire ไว้ว่า “โทรศัพท์มือถือคือสิ่งที่รบกวนสมาธิเป็นอย่างยิ่ง และคนทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่มีมันอยู่ใกล้ตัว แม้ในช่วงแรกอาจลำบากอยู่บ้าง แต่การไม่มีโทรศัพท์จะช่วยให้พวกเขาจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำได้อย่างเต็มที่”
  • ไม่มีเก้าอี้ในกองถ่าย โดย Anne Hathaway ที่เคยแสดงใน The Dark Knight Rises บอกว่า “โนแลนไม่ยอมให้มีเก้าอี้ในกองถ่าย โดยเหตุผลของเขาก็คือ ถ้ามีเก้าอี้อยู่ตรงนั้น ก็จะมีคนไปนั่ง และถ้าใครกำลังนั่งอยู่ แสดงว่าเขาไม่ได้ทำงาน”
  • โนแลนไม่ชอบให้แสดงเข้าห้องน้ำ แต่ก็พอยอมรับได้ – Robert Downey Jr. ที่แสดงใน Oppenheimer เคยถามโนแลนว่า “แล้วคุณไม่เข้าห้องน้ำบ้างเหรอ?” โนแลนตอบว่า “ก็เข้านะ ตอน 11 โมงกับ 6 โมงเย็น” RDJ คิดในใจว่าหมอนี่ตั้งใจจะกวนประสาทกันใช่มั้ย
  • Cillian Murphy เป็นนักแสดงคู่บุญกับโนแลนมาหลายเรื่อง แต่ไม่เคยได้เป็นนักแสดงนำจนกระทั่งเรื่อง Oppenheimer ซึ่งตอนที่เมอร์ฟีย์ได้รับสคริปต์จากโนแลนสำหรับบทหนังเรื่องนี้ เขาก็เห็นบนหน้าแรกมีโน้ตจากโนแลนเขียนไว้ว่า “Dear Cillian, finally a chance to see you lead.” แล้วเมอร์ฟีย์ก็คว้าออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Oppenheimer

พอได้รู้ว่าโนแลนไม่มีสมาร์ตโฟน ก็ทำให้ผมนึกถึง Yuval Noah Harari ผู้เขียน Sapiens และ Nexus ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนเหมือนกัน

และการที่โนแลนไม่มีอีเมล นั่นย่อมหมายความว่าเขาไม่ได้มีโซเชียลมีเดีย ทำให้เขาใช้เวลาแต่ละวันต่างไปจากคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้

บทเรียนที่ได้จาก Nolan คงไม่ใช่การที่เราต้องเลิกเล่นโซเชียล ต้องเลิกใช้สมาร์ตโฟน หรือเขียนทุกอย่างด้วยลายมือ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะค้นพบแนวทางที่เราเชื่อมั่น และไม่หวั่นไหวไปกับกระแสหรือของเล่นใหม่ๆ ที่ใครๆ เขาว่าดีครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก:

Quora: Naveen Subramanian’s answer to Is it okay to read books and write on paper, even though everyone insists we should use the Internet for everything?

Wikipedia: Christopher Nolan

Unliad: Important reason why Christopher Nolan only uses red and black scripts

Filmmaking Lifestyle: Christopher Nolan’s Writing Process: Everything You Need To Know

เมื่อผ่านความยากลำบากนี้ อนาคตของเราจะดีขึ้น

คุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร เคยเล่าถึงคุณ Jensen Huang, Founder & CEO ของ NVIDIA หนึ่งในบริษัทที่ร้อนแรงที่สุดในชั่วโมงนี้

เมื่อตอนต้นปี Jensen Huang ได้ขึ้นไปให้สัมภาษณ์บนเวทีของงาน SIEPR Economic Forum ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

พิธีกรถามคุณเจนเซ่นว่า สแตนฟอร์ดมีนักศึกษามากมายที่อยากออกไปเป็นผู้ประกอบการ คุณเจนเซ่นมีคำแนะนำอะไรบ้างที่จะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ

คุณเจนเซ่นตอบว่า:

“รู้ไหม หนึ่งในข้อได้เปรียบของผมก็คือการมีความคาดหวังที่ต่ำมาก นักศึกษาที่จบจากสแตนฟอร์ดส่วนใหญ่มักมีความคาดหวังสูง คุณก็สมควรมีความคาดหวังสูงแหละ เพราะคุณจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ถูกรายล้อมด้วยคนที่น่าทึ่ง แถมคุณยังมีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียนอีกด้วย ดังนั้นการมีความคาดหวังสูงจึงเป็นเรื่องธรรมดา

แต่คนที่มีความคาดหวังสูงมักมีความสามารถต่ำในการลุกขึ้นจากความล้มเหลว (low resilience) และ resilience นี่แหละคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ผมไม่รู้จะสอนอะไรคุณ นอกจากหวังว่าคุณจะได้สัมผัสกับความทุกข์บ้าง

ทุกวันนี้ผมใช้คำว่า “ความเจ็บปวดและความทุกข์” (pain & suffering) กับคนที่บริษัทด้วยความยินดี เพราะนี่คือวิธีฝึกฝนและหล่อหลอมนิสัยใจคอของคนในองค์กร คุณก็รู้ดีว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเฉลียวฉลาด แต่เกิดจากนิสัยใจคอ (character) และนิสัยใจคอที่ดีไม่ได้เกิดในคนที่หัวไว แต่เกิดในคนที่ผ่านพ้นความทุกข์มาแล้ว

ถ้าผมจะขอพรให้นักศึกษาสแตนฟอร์ดทุกคนสักหนึ่งข้อ ผมขอให้พวกคุณได้สัมผัสกับความเจ็บปวดและความทุกข์อย่างเต็มที่

“I wish upon you ample doses of pain and suffering.”


เมื่อปลายปีที่แล้วผมเขียนถึงหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023

สิ่งหนึ่งในตัวผมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือความรู้สึกขัดอกขัดใจที่ลดลงเวลาเจอเรื่องที่ต้องออกแรงหรือไม่สบายตัว เช่น

  • ลูกวัย 7 ขวบและ 9 ขวบขอให้อุ้ม
  • แบกเป้หนักเวลาไปเดินงานหนังสือ
  • จอดรถไกลจากทางเข้าห้าง
  • ถือถุงหลายใบเวลาไปช็อปปิ้ง
  • เดินอยู่ข้างนอกแล้วเจอไอแดด

เพราะผมรู้สึกว่ามันสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของผมหลังจากอ่านหนังสือ Outlive จบ นั่นก็คือผมอยากเป็นคนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองได้

ดังนั้น อะไรที่ทำให้ผมต้องออกแรง มันจะทำให้ผมแข็งแรงขึ้นด้วยเช่นกัน

ตอนนี้เราอยู่ในยุคสมัยที่ชีวิตสะดวกสบายยิ่งกว่ายุคใดที่ผ่านมา แต่ก็น่าแปลกที่ผู้คนกลับป่วยเป็นเบาหวานและโรคซึมเศร้ามากกว่ายุคใดที่ผ่านมาเช่นกัน

เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มาเจอสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายขนาดนี้ เป็นเวลาเกือบ 300,000 ปีที่ Homo Sapiens ต้องอดมื้อกินมื้อ เผชิญภยันตราย ตากแดดตากฝน ทนหนาวทนร้อน มีแค่ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมานี้เองที่มนุษย์ทำให้ทุกอย่างสะดวกสบายและมีอาหารให้กินมากมายจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน

แต่แม้จะสบายกายขนาดนี้ ความสุขของเราก็เหมือนจะไม่ได้กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่ เพราะความสุขที่แท้จริงอาจไม่ได้เกิดจากความสบายกาย และการได้เสพอาหารและความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัด

ความสุขที่แท้น่าจะเกิดจากความรู้สึกว่าเราได้เติบโตหรือสร้างความคืบหน้าเพื่อบรรลุจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

ดังนั้น เมื่อผมเจอเรื่องที่ไม่สบายกาย แต่ผมรู้ว่ามันทำให้ผมขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่จะเป็นคนแก่ที่แข็งแรง ผมจึงยินดีปรีดาไปกับ pain & suffering เหมือนที่คุณเจนเซ่นบอก


เมื่อวานนี้ผมได้อ่านสเตตัสของพี่ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

“หลายๆ เดือนมานี้ ผมได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ จากหลากหลายวงการที่ไม่ได้เจอมานาน บางคนสมัยเด็กๆ เรียนเก่งเข้าขั้นเป็นอัจฉริยะ (ไม่ใช่ทนาย) แต่พอโตมา หลายๆ คนกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนคนบางคนเหมือนจะธรรมดาๆ ในสมัยเรียน แต่กลับเฉิดฉายในตอนนี้

พอได้สอบถามประวัติไปๆ มาๆ ทำให้เห็นความน่าสนใจอย่างหนึ่งว่า คนที่ได้เคยทำงานที่ต่างประเทศมานาน จะมีความคิดที่เปิดกว้าง ดูโต ดูมั่นใจ มีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน คนที่ทำ startup ก็มีพลังไม่แพ้กัน แม้จะดูมีบาดแผลและความลำบากไม่น้อย คนที่ทำงานองค์กรไทยกลับดูหมดพลัง ยิ่งหลายๆ คนในวงราชการ รัฐวิสาหกิจแทบไม่ต้องพูดถึง

ผมไม่ได้อยากจะ stereotype คนที่ทำงานต่างที่กัน แต่พอเจอคนที่ไม่ได้เจอกันหลายสิบปี แล้วเห็นความแตกต่างขนาดนี้ ทำให้รู้สึกว่า คนที่เก่งๆ ศักยภาพเขามีสูงมากๆ แต่พอไปอยู่ในองค์กรที่ไม่เหมาะสมกับเขา ไม่เปิดให้เขาได้แสดงโอกาส ได้ฉายแสง ได้ลองทำ ลองล้มเหลว ตัวเขาเลยค่อยๆ หมองลง เลิกที่จะกล้าลอง กล้าทำ ทำตัวกลมกลืนไปกับองค์กรแทน”


ตัวผมเองทำงานอยู่ในองค์กรที่เริ่มต้นจากการเป็น startup แม้ตอนนี้จะไม่สามารถถือว่าตัวเองเป็น startup ได้แล้ว แต่ความเข้มข้นและความยากลำบากนั้นก็ยังไม่ลดน้อยถอยลงเลยสักนิด

เมื่อเจองานที่ทำให้เราได้เจอโจทย์ยากอยู่ตลอด แถมมีวัฒนธรรมองค์กรที่คาดหวังให้ทุกคนทำเต็มที่อยู่เสมอ ผมก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเองเก่งขึ้น แกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร และภูมิใจที่ความยากลำบากตลอด 8 ปีที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้เรามีตัวตนแบบนี้

ดังนั้น ผมจะบอกน้องๆ ในทีมอยู่เสมอว่า การได้เจอโจทย์ที่ยากนั้นเป็น good problem เพราะมันจะทำให้เราเติบโตยิ่งกว่าเดิม

ส่วน bad problem นั้นคือการได้เจองานง่ายๆ และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก เพราะเวลาที่เราสบาย เราจะชะล่าใจ และเราจะอ่อนแอลง และยิ่งถ้าเราประมาท มันก็อาจนำไปสู่ความล่มสลาย

เหมือนกับคำกล่าวที่ว่าธุรกิจครอบครัวมักจะจบที่รุ่นที่ 3 เพราะรุ่นแรกสร้าง รุ่นสองรักษาและขยับขยาย แต่รุ่นสามที่เกิดมาโดยไม่เคยรู้จักความลำบากอาจทำลายสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้

“Hard times create strong men. Strong men create good times. Good times create weak men, and weak men create hard times.”
— G. Michael Hopf

ดังนั้น อย่ารังเกียจหรือหลีกหนีสิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายหรือทางใจ เพราะมันคือตั๋วรางวัลที่เราได้มาฟรีๆ

และเมื่อผ่านความยากลำบากนี้ อนาคตของเราจะดีขึ้นครับ

อยากให้ Perfectionist ได้อ่านบทความนี้

ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้คุยกับคนที่บอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ (perfectionist) ไม่น้อยกว่า 3 คน

เวลาผมสัมภาษณ์งาน พอผมถามผู้สมัครว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้าง หนึ่งในคำตอบที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือการบอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เช่นกัน

คำนี้เป็นคำตำหนิตัวเองที่เป็นการชมตัวเองไปในตัว คือรู้นะว่าเป็นปัญหา แต่ก็มีความภูมิใจอยู่เหมือนกันว่าเราเป็นคนที่ทำเต็มที่กับทุกอย่าง

วันนี้ก็เลยอยากจะพาผู้อ่านทำความรู้จักกับเพอร์เฟกชั่นนิสต์มากขึ้น โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มาจากหนังสือ The Perfection Trap: The Science of Why We Never Feel Enough ของ Thomas Curran ครับ

เรามักจะคิดว่าเพอร์เฟกชั่นนิสต์เป็นคนที่คาดหวังกับตัวเองสูงเท่านั้น แต่ผู้เขียนบอกว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นมี 3 มิติด้วยกัน

  1. คาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หรือ SOP: Self-Oriented Perfectionism
  2. รู้สึกว่าคนรอบข้างคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หรือ SPP: Socially-Prescribed Perfectionism
  3. คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ หรือ OOP: Other-Oriented Perfectionism

ที่เราคุ้นเคยก็คือมิติแรก – SOP คือคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ ซึ่งขับเคลื่อนมาจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองยังดีไม่พอ/ยังเก่งไม่พอ/ยังมีไม่พอ (I’m not enough.) ก็เลยต้องพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีไม่มีที่ติ เพื่อกลบความรู้สึกขาดแคลนนี้

ส่วนมิติที่สอง – SPP คือความรู้สึกว่าถูกคาดหวังจากคนรอบตัวให้เราสมบูรณ์แบบ อันนี้จะเกิดกับคนฝั่งเอเชียมากกว่าชาวตะวันตก เพราะคนเอเชียมีความเป็น collectivist สูง คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ พ่อแม่มักจะมีความหวังที่สูงลิ่วให้กับลูก ซึ่งลูกก็มักจะแบกความคาดหวังนั้นไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจนกระทั่งถึงวัยทำงาน

มิติที่สามคือคาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ หรือ OOP ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ สตีฟ จ็อบส์ ที่คาดหวังสูงกับทุกคนรอบตัวและไม่เคยประนีประนอมกับความไม่สมบูรณ์แบบ

Thomas Curran ผู้เขียนหนังสือบอกว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ใช่ขาวหรือดำ แต่เป็น spectrum ที่มีดีกรีความเข้มข้นได้หลายเฉด คนหนึ่งคนสามารถมีความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ได้ทั้งสามมิติ มากน้อยแตกต่างกันไป

ถ้าใครอยากรู้ว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แนวไหน (หรืออยากรู้ว่าคนข้างๆ เป็นแนวไหน) ก็ลองทำแบบทดสอบนี้ โดยให้ 5 คะแนนสำหรับข้อที่เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และให้ 1 คะแนนถ้าเราไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

Self-Oriented Perfectionism
…… เราพยายามที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ
…… เราตั้งมาตรฐานให้กับตนเองไว้สูงมาก
…… หากเราทำผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่อง เราจะตำหนิตัวเองอย่างหนัก
…… เราต้องสมบูรณ์แบบในสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
…… หากไม่สามารถทำอะไรออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราจะรู้สึกผิดและอับอาย

Socially-Prescribed Perfectionism
…… หากเราทำพลาด ก็มีคนพร้อมที่จะวิจารณ์เรา
…… คนอื่นนั้นดูสมบูรณ์แบบ และพวกเขาจะตัดสินเราหากเราไม่สมบูรณ์แบบ
…… คนใกล้ชิดของเราจะรับไม่ได้หากเราไม่สมบูรณ์แบบ
…… ผู้คนมักจะโกรธหากเราไม่ทำอะไรอย่างสมบูรณ์แบบ
…… ทุกคนคาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบ

Other-Oriented Perfectionism
…… เป็นเรื่องยากที่จะอดทนกับการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคนรอบข้าง
…… หากผู้คนไม่พยายามอย่างเต็มที่ เราจะบอกให้พวกเขารู้
…… ทุกคนควรเป็นเลิศในสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา
…… เมื่อคนใกล้ชิดทำพลาดหรือบกพร่อง เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตือนพวกเขา
…… เราไม่ชอบการอยู่ล้อมรอบด้วยคนที่มาตรฐานต่ำ

เอาคะแนนของแต่ละหมวดมารวมกัน หมวดไหนคะแนนเยอะก็จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แบบไหน


แล้วข้อเสียของการเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์คืออะไร?

แม้บางคนจะรู้สึกภูมิใจลึกๆ กับการเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่

เพราะคนที่เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์จะมีความสุขได้ยากกว่าคนทั่วไป

เวลาที่ทำงานสำคัญสำเร็จเรียบร้อยไปได้ด้วยดี เพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ได้รู้สึกภูมิใจหรือชื่นชมตัวเอง

สิ่งที่เพอร์เฟกชั่นนิสต์รู้สึกมากกว่าคือ “ความโล่งใจ” ว่าจบงานนี้ไปได้อีกงาน และไม่มีใครมาว่าอะไรเราได้

แต่ความโล่งใจก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะเพอร์เฟกชั่นนิสต์ก็จะกังวลกับงานชิ้นต่อไป หรือไม่ก็ตั้งเป้าหมายใหม่ด้วยมาตรฐานที่สูงยิ่งกว่าเดิม แล้วทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงตรงนั้น เมื่อทำสำเร็จก็คาดหวังให้ตัวเองทำได้ดีกว่านี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งถึงจุดนึงที่ไม่สามารถทำได้ตามที่ตัวเองคาดหวัง (หรือคิดว่าคนอื่นคาดหวัง) อีกต่อไป

คนที่เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์จึงมีโอกาส burnout สูงกว่าคนธรรมดามาก

แต่เพอร์เฟกชั่นนิสต์บางคนก็อาจทักท้วงว่า แม้ต้องแลกด้วยการ burnout และการไม่มีความสุข แต่อย่างน้อย performance ก็น่าจะดีกว่าคนทั่วไปไม่ใช่เหรอ เราเห็นคนอย่างสตีฟ จ็อบส์ นักเขียน bestseller หรือนักกีฬาระดับโลกหลายคนก็มีความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์กันทั้งนั้น

แต่ Thomas Curran ผู้เขียนบอกว่า จากงานวิจัยและการเก็บตัวอย่างมากกว่า 40,000 คน เขาพบว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นไม่มีความสัมพันธ์ (correlation) กับ performance หรือผลงาน!

Curran ให้เหตุผลไว้น่าสนใจมาก

อย่างแรก ที่เราเห็นว่าคนเด่นคนดังนั้นเขาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เราต้องระวังด้วยว่าเรากำลังมี survivorship bias

Survivorship bias คือเรามักจะตัดสินจากคนที่ “เหลือรอด”

คนอย่างสตีฟ จ็อบส์นั้นประสบความสำเร็จ และเมื่อจ็อบส์นั้นเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เราก็เลยคิดว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นทำให้จ็อบส์สำเร็จ

แต่แท้จริงแล้วยังมีเพอร์เฟกชั่นนิสต์อีกตั้งมากมายที่ไม่ได้เดินทางไปถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพ แต่เราไม่เคยเห็นหรือได้ยินได้ฟังคนเหล่านั้น

แถมความสำเร็จนั้นก็เกิดจากหลายปัจจัยมาก ทั้งเรื่องการศึกษา ฐานะทางบ้าน ประเทศที่เกิด โชค จังหวะเวลา เราไม่สามารถให้เครดิตกับความสำเร็จของจ็อบส์ได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์


อีกจุดอ่อนสำคัญของเพอร์เฟกชั่นนิสต์ คือแรงขับเคลื่อนของเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นไม่ใช่การได้มาซึ่งความสำเร็จหรือบรรลุความเป็นเลิศ

แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของเพอร์เฟกชั่นนิสต์คือความกลัวที่จะล้มเหลว

ทำยังไงก็ได้ที่จะไม่เฟล เพราะถ้าเราเฟล ความรู้สึกที่ว่าเราดีไม่พอจะผุดขึ้นมาทันที

ซึ่งเวลาที่เพอร์เฟกชั่นนิสต์เจองานที่ถนัด พวกเขาก็จะสร้างงานออกมาได้ดีเพราะเป็นคนขยันอยู่แล้ว

แต่พอเจองานที่ยากมากๆ งานที่เคยฝากรอยแผลเอาไว้ และเพอร์เฟกชั่นนิสต์รู้สึกได้ว่าอาจจะยากเกินไปและมีสิทธิ์ที่จะไม่ออกมาอย่างที่หวัง เพอร์เฟกชั่นนิสต์มีแนวโน้มที่จะ “หนี” ด้วยการไม่ยอมทำสิ่งนั้น หรือผัดผ่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเพอร์เฟกชั่นนิสต์จึงไม่ได้มี performance ในการทำงานดีกว่าคนทั่วไป เพราะข้อดีจากความขยันขั้นสุดนั้นถูกหักล้างด้วยข้อเสียของการไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงๆ และการเบิร์นเอาท์ก่อนวัยอันควร

ส่วน Other-oriented perfectionist หรือคนที่คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบนั้น มักจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์หรือการการทำงานกับคนอื่น เพราะช่างตัดสินและช่างวิจารณ์จนทำให้เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนร่วมห้องเข็ดขยาด


เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แล้ว และอยากหายจากอาการนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง?

Curran แนะนำเอาไว้หลายอย่าง แต่ผมขอยกมาซัก 3 ข้อแล้วกันนะครับ

ข้อแรก ให้เข้าใจก่อนว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ใช่ความผิดของเรา

จากงานวิจัย ความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เกิดจากยีนส์ประมาณ 30%-40% คือมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราเลือกไม่ได้

แถมระบอบทุนนิยมก็คอยบอกเราตลอดเวลาว่า เรายังดีไม่พอ เรายังมีไม่พอ เราสามารถไปได้ไกลกว่านี้อีกถ้าเราซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้หรือเข้าคอร์สตัวนั้น การเปลี่ยนประชาชนให้เป็นผู้บริโภคคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะถ้าเกิดว่าทุกคนรู้สึกว่าดีพอแล้ว มีพอแล้ว ไม่ต้องซื้อของเพิ่มอีกแล้ว เศรษฐกิจก็จะติดขัดและอาจเข้าสู่ recession ก็เป็นได้

การมาถึงของโซเชียลมีเดียก็มีผลเป็นอย่างมาก เพราะมันคอยเตือนเราตลอดเวลาว่ามีคนที่สวยกว่าเรา เก่งกว่าเรา ชีวิตดีกว่าเรา ดังนั้นความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นจึงเกิดขึ้นมากกว่ายุคก่อน

ดังนั้น ให้รู้ว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ของเรานั้นคือผลผลิตจากยีนส์บวกกับผลผลิตจากยุคสมัย เราจะได้โทษตัวเองน้อยลง

ข้อสอง ให้หัดมีเมตตากับตนเอง หรือ self-compassion

อย่าโบยตีตัวเองมากเกินไปถ้าเราทำพลาด ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่มันคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ – Failure is not humiliating. It’s humanising.

ไม่มีใครในโลกนี้ที่เพอร์เฟ็กต์ เพราะกล่าวโดยแท้จริงแล้ว ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์

ข้อสาม ให้เดินเข้าหาสิ่งที่กลัว

เพราะที่ผ่านมาเราวิ่งหนีความล้มเหลวมาโดยตลอด อะไรที่ทำท่าว่าจะไม่ไหวเราก็เลยไม่กล้าลอง แต่จากนี้ไปให้เราลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำดู ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่ได้ออกมาได้ดีอย่างที่เราหวัง แต่เราก็จะได้พบว่ามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดเช่นกัน

เมื่อเราผูกมิตรกับความไม่สมบูรณ์แบบบ่อยๆ ความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ของเราก็น่าจะบรรเทาลงเช่นกัน

ใครสนใจศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น ลองไปหาฟัง Thomas Curran ตามพ็อดแคสต์ต่างๆ ได้นะครับ เขาเองก็เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ขั้นสุดเหมือนกัน เคยเก็บความเครียดความกดดันเอาไว้มากมายจนสุดท้ายเป็น panic attack ดังนั้นข้อเขียนและข้อความของเขาจะเข้าใจเหล่าเพอร์เฟกชั่นนิสต์เป็นอย่างดี

ขอเอาใจช่วยให้เพอร์เฟกชั่นนิสต์ทุกท่านได้พบสันติในใจครับ

อย่าลืมมองตัวแปรอื่นในสมการ

ไม่นานมานี้ Derek Sivers ได้เขียนบทความว่าด้วยสมการแห่งความมั่งคั่ง:

Wealth = Have ÷ Want

ความมั่งคั่ง คือสิ่งที่เรามีหารด้วยความต้องการ

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 100 เราก็เป็นคนจน

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 5 เราก็เป็นคนรวย

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 1 เราก็เป็นคนรวยเอามากๆ

ถ้าชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ค่อยมีอะไร ให้ใส่ใจที่ “Have” ก่อน

แต่เมื่อเรามีพอแล้ว ให้กลับมาสำรวจ “Want” ของเราเอง

เพราะการเพิ่มสิ่งที่เรามีนั้นไม่ง่าย ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเยอะ

แต่การลดสิ่งที่เราต้องการนั้นเป็น “เกมข้างใน” (inner game) ล้วนๆ

ที่ผ่านมา Derek โฟกัสกับการเพิ่มสิ่งที่เขามี

แต่เดี๋ยวนี้ Derek โฟกัสกับการลดทอนความต้องการของตัวเอง

(สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Derek Sivers เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ CD Baby และขายธุรกิจไปในราคา 700 ล้านบาท จากนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการหาเงิน รายได้จากหนังสือเล่มหลังๆ ที่เขาเขียน Derek จะบริจาคให้การกุศล)


อ่านสมการของ Derek แล้วทำให้คิดขึ้นได้ว่า บางทีเราก็จดจ่อหรือจับจดกับตัวแปรบางตัวในสมการมากเกินไป จนหลงลืมไปว่าเรามีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านตัวแปรตัวอื่นๆ ได้มากกว่า

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนถึง The Psychology of Money ของ Morgan Housel ซึ่งผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

ข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า:

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett เพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟตต์เพราะไม่ได้ลงทุนมายาวนานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงอาจไม่สำคัญเท่ากับเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

หลายคนเอาแต่สนใจผลตอบแทน เห็นการลงทุน A ให้ผลตอบแทน 7% แต่การลงทุน B ให้ผลตอบแทน 30% ต่อปีก็เทใจให้การลงทุน B

แต่ถ้าการลงทุน B เสี่ยงมาก และเรามีโอกาสเจ๊ง เวลาที่เราอยู่ในตลาดก็จะต่ำมาก

สมมติว่า:

การลงทุน A ทำให้เราอยู่ในตลาดได้ 30 ปี
การลงทุน B ทำให้เราอยู่ในตลาดได้แค่ 3 ปีก็ต้องรีบขายทิ้ง

การลงทุน A ให้ผลตอบแทน: 1.07^30 = 7.6 เท่า

การลงทุน B ให้ผลตอบแทน: 1.30^3 = 2.2 เท่า (หรือาจจะเจ๊งก็ได้)

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ผิดหรือถูก แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน

ขอแค่ให้ระลึกว่า ผลตอบแทนนั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ยาก เพราะมีปัจจัยเต็มไปหมด แต่เวลาที่เราอยู่ในตลาดนั้นเราควบคุมได้มากกว่า


นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว หลักการ “มองหาตัวแปรอื่นในสมการ” ยังใช้ในความสัมพันธ์ได้อีกด้วย

เวลาเรามีปัญหากับคนอื่น ความคิดของเรามักจดจ่อไปที่ “คู่กรณี” ว่าเขาทำผิดอะไร นิสัยอะไรของเขาที่เราไม่ชอบ

แต่อย่าลืมว่าเราเองก็เป็นตัวแปรหนึ่งในสมการเช่นกัน

เหมือนเรื่องเล่าที่ภรรยาบ่นกับสามีหลายวันว่าบ้านข้างๆ ซักผ้าไม่สะอาดแล้วตากเอาไว้

อยู่มาวันหนึ่งผ้าที่ข้างบ้านตากกลับดูสะอาดขึ้นจนภรรยาประหลาดใจ สามีจึงบอกว่า:

“ผ้าข้างบ้านเขาซักสะอาดมาตั้งนานแล้ว เช้านี้ผมแค่เช็ดหน้าต่างบ้านให้บ้านเราเท่านั้นเอง”

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีปัญหากับคนอื่น ให้มองว่ามันคือโอกาสในการขัดเกลาตัวเองให้เป็นคนที่มีวุฒิภาวะในความสัมพันธ์มากขึ้น

ทุกผลลัพธ์กอปรไปด้วยหลายเหตุปัจจัย ถ้าพบว่าตัวเองพยายามแก้ตัวแปรใดมาเนิ่นนานแล้วไม่ดีขึ้น ก็ขอให้ถอยออกมาดูให้ดี ว่ามีตัวแปรอื่นที่เราหลงลืมไปหรือเปล่าครับ