Realistic Optimism – มองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne ขายดิบขายดีไปทั่วโลกเพราะมันเปิดเผย “ความลับ” ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

ความลับที่ว่านั้นก็คือ “กฎแรงดึงดูด” ที่บัญญัติไว้ว่าหากเราคิดถึงสิ่งใดเราก็จะดึงดุดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต

ถ้าคิดถึงแต่เรื่องดีๆ เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ ถ้าเราคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆ เราก็จะนำพาแต่สิ่งแย่ๆ เข้ามา

หนึ่งในเคล็ดลับที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็คือการ visualize สิ่งดีๆ อาจจะมีภาพในจินตนาการที่ชัดเจน หรือปริ๊นท์รูปบ้านในฝัน แล้วมาแปะไว้ตรงที่ที่เราจะมองเห็นมันได้ทุกวัน แล้วเราจะดึงดูดสิ่งเหล่านี้เข้ามาหาตัวเราได้อย่างแน่นอน

The Secret ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าเป็นหนังสือหลอกเด็ก แค่นั่งจินตนาการเฉยๆ แล้วเรื่องดีๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ อาจพูดได้ว่ามันคือการสอนให้คนมี Unrealistic Optimism หรือการมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ

แต่การมองโลกในแง่ดีนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน

เพราะหากเราศึกษาประวัติคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะพบว่าเขาเป็นคนมีความเชื่อมั่นและมองโลกอย่างมีความหวังแทบทุกคน แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์หรือจากติดลบเขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ได้

ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขก็มองโลกในแง่ดีเช่นกัน แต่เป็นแบบ Realistic Optimism คือมองโลกในแง่ดีอย่างมีวุฒิภาวะ

คนที่เป็น realistic optimist คือคนที่เชื่อว่าดีชั่วอยู่ทีตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว รู้ว่าความสำเร็จและอนาคตที่ดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาง่ายๆ ต้องลงแรงและต้องอดทน

คนกลุ่มนี้อาจจะมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัวพอๆ กับคนที่อ่านหนังสือ The Secret ก็ได้ การมี visualization ภาพอนาคตไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความแตกต่างก็คือ เขาเข้าใจกฎธรรมชาติที่ว่าทุกอย่างย่อมเกิดตามเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องเพียรพยายามทำปัจจัยให้ถึงพร้อมเสียก่อน ผลจึงจะตามมา

สำหรับคนที่ผ่านโลกมาสักพัก และเห็นสถานการณ์วุ่นวายทั้งในไทยและเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา คงจะเป็นการยากที่จะมองโลกในแง่ดี เพราะมองไปที่ไหนก็มีแต่สีหม่นๆ ทั้งนั้น

แต่อย่าลืมว่าข่าวร้ายนั้นขายง่ายกว่าข่าวดี คนดีๆ ยังมีอยู่ เรื่องดีๆ ยังมีมาก เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟังเท่านั้นเอง

ตราบใดที่เรายังมีสติปัญญาและแรงกายแรงใจอยู่ เราจึงไม่ควรมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะมันไม่ส่งผลดีกับใครเลย

ขอให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แล้วอนาคตคงไม่ใจร้ายกับเราเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Harvard Business Review: Be an Optimist Without Being a Fool by Heidi Grant

Pic & Pause: ชนแล้วไม่หนี

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีภาพถ่ายที่น่าประทับใจ แม้จะไม่ชัดเท่าไหร่เพราะแคปมาจากวีดีโอ

ในภาพคือชายสองคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนยืนกอดกันริมถนนแห่งหนึ่งในบราซิล

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที ชายคนด้านซ้ายในรูปกำลังขับรถมาตามปกติ

แต่จู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงวิ่งออกมาตัดหน้ารถ แม้คนขับจะเหยียบเบรคแล้วก็ไม่ทัน รถจึงชนเธอ

เด็กคนนี้มีชื่อว่า Haghatta อายุ 10 ขวบ เธอทำบอลหลุดมือ จึงวิ่งตามมาเก็บลูกบอลโดยไม่ได้ดูทางให้ดีๆ ก่อน

คนขับรถรีบจอดรถลงมาดูเด็ก และตกใจมากเมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปและร้องไห้จนหยุดไม่ได้

เมื่อพ่อของ Haghatta เห็นดังนั้น เขาจึงเดินเข้ามาปลอบและโอบกอดชายที่ขับรถชนเด็ก

Haghatta ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ 1 สัปดาห์ก่อนจะกลับมาพักฟื้นที่บ้าน และพ่อของ Haghatta ก็เชิญคนที่ขับรถมาเยี่ยมเธอที่บ้านด้วย

ถ้ามีภาพอย่างนี้ให้เห็นในเมืองไทยบ้างก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ

รับชมวีดีโอได้ที่ Good News Movement ครับ https://www.instagram.com/p/CWT0QvyFPPJ/

เหตุผลที่คนเราควรได้ผิดพลาดซ้ำสอง

เรารู้กันดีว่า Henry Ford คือผู้ปฏิวัติวงการผลิตรถยนต์ด้วยการประกอบรถผ่านสายพานการผลิตจนสามารถสร้างรถยนต์ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ฟอร์ดชอบให้คนงานได้ทดลองอะไรใหม่ๆ เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่เพื่อจะดูว่ามันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพได้รึเปล่า

หนึ่งในกฎเหล็กของฟอร์ดที่อาจะฟังดูแปลกประหลาดก็คือ เขาไม่ยอมให้มีการจดบันทึกไว้ว่ามีการทดลองใดที่ล้มเหลวบ้าง

ฟอร์ดกล่าวในหนังสือที่ชื่อ My Life and Work ไว้ว่า

“ผมไม่ค่อยสนใจว่าคนงานจะจำได้หรือไม่ว่าคนอื่นๆ เคยลองอะไรมาแล้วบ้าง เพราะถ้าเราจดเก็บเอาไว้ รายการของ “สิ่งที่ทำไม่ได้” จะยาวเป็นหางว่าว

นี่คือปัญหาของการบันทึกอย่างละเอียดลออ ถ้าเราจดทุกความล้มเหลวเอาไว้ เราก็จะมีเอกสารที่บอกเป็นนัยว่าไม่เหลืออะไรให้เราลองได้อีกแล้ว

แต่การที่คนคนหนึ่งทำวิธีนี้แล้วล้มเหลว ก็ไม่ได้แปลว่าอีกคนจะทำแล้วล้มเหลวเสมอไป”


เราได้ยินกันมาตลอดว่า คนเราผิดพลาดกันได้ แต่ไม่ควรผิดพลาดซ้ำสอง

อะไรที่เคยเจ็บก็ควรจำ ไม่ใช่ผิดซ้ำให้เจ็บใหม่

แต่แนวคิดเช่นนี้ก็มีจุดอ่อนในตัวมันเองเหมือนกัน

เพราะไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร สถานการณ์และบริบทในวันนี้ย่อมต่างจากสถานการณ์และบริบทของ 10 ปีที่แล้ว

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป บางไอเดียที่เคยดูไม่เข้าท่าอาจจะกลายเป็นไอเดียที่ดี

เรียนรู้จากอดีตได้ แต่อย่าให้มันตีตราเราไว้

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนได้เช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Collaborative Fund: Experts From A World That No Longer Exists

คำขอบคุณทำให้เราใจดีขึ้น

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Adam Grant และ Francesca Gino อาสาสมัครถูกขอให้เขียนจดหมายแนะนำเพื่อใช้สมัครงาน (recommendation letter) ให้กับนักศึกษาคนหนึ่งที่ชื่อว่า “อีริค”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว อาสาสมัครครึ่งหนึ่งจะได้จดหมายจากอีริคที่เขียนกลับมาขอบคุณ ในขณะที่อาสาสมัครอีกครึ่งหนึ่งได้รับจดหมายตอบรับที่มีข้อความกลางๆ

จากนั้น อาสาสมัครก็ได้รับการร้องขอจากนักศึกษาอีกคนที่ชื่อว่า “สตีฟ” ให้เขียนจดหมายแนะนำให้เขาเหมือนกัน

ปรากฎว่า อาสาสมัครที่ได้รับจดหมายขอบคุณนั้น เขียนจดหมายให้สตีฟมากกว่าอาสาสมัครที่ได้จดหมายกลางๆ ถึงสองเท่า

นั่นแสดงว่าการได้รับคำขอบคุณนั้นทำให้เราใจดีและใจกว้างขึ้นกว่าเดิม แถมไม่ใช่การใจดีแค่กับคนที่ขอบคุณเราเท่านั้นด้วย

เมื่อเราได้รับคำขอบคุณ เราจะรู้สึกว่าโลกนี้มันปลอดภัย น่าอยู่ และทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำสิ่งดีๆ ต่อไป

อ่านงานวิจัยชิ้นนี้แล้วก็ต้องหันกลับมามองตัวเองครับว่า ที่ผ่านมาเราปากหนักเกินไปรึเปล่า เราแสดงความขอบคุณกับคนที่บ้านและที่ทำงานน้อยไปหรือไม่

เพราะคำคำนี้ไม่ได้ส่งผลระหว่างคนสองคนอีกต่อไป แต่มันอาจจะช่วยให้บรรยากาศที่บ้านและที่ทำงานดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Culture Playbook by Daniel Coyle

สร้างทีมงาน virtual ด้วยโมเดล RAMP

ในหนังสือ Leading at a Distance ของ James M.Citrin และ Darleen DeRosa ได้กล่าวเอาไว้ว่า การเป็นผู้นำทีมโดยที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศมาเจอหน้ากันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

หนังสือจึงแนะนำให้เราสร้างทีมด้วยโมเดล RAMP

R: Relationship ความสัมพันธ์
ทีมชั้นยอดจะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการร่วมมือกันและการทุ่มเทเพื่อบรรุลเป้าหมายของทีม

A: Accountability ความรับผิดชอบ
ทีมที่แข็งแรงจะรับมือกับความผิดพลาดโดยไม่มีข้อแก้ตัว พวกเขาจะยืดอกรับและมองหาหนทางที่จะแก้ไขต้นตอของปัญหา

M: Motivation แรงจูงใจ
ทีมที่ดีย่อมรู้ว่าจุดมุ่งหมายและความหมายของงานที่เกิดจากทีมนี้คืออะไร พวกเขาจึงมีมาตรฐานที่สูงกับตัวเองและกับทุกคนในทีม

P: Process กระบวนการ
ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และส่งงานให้กันได้อย่างไม่มีสะดุด

ในฐานะหัวหน้าทีม หากเราสามารถทำให้ทีมมีครบทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้ ก็น่าจะช่วยให้ทำงานแบบ virtual ได้อุ่นใจขึ้นเยอะครับ