7 เหตุผลที่เราโดนยุงกัดมากกว่าคนอื่น

เคยรู้สึกมั้ยครับว่าบางทีทำไมตัวเองถึงโดนยุงกัดมากกว่าเพื่อน ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันแท้ๆ

เหล่านี้คือ 7 ปัจจัยที่อาจส่งผลครับ

  1. กรุ๊ปเลือด – ยุงดูดเลือดจากเราเพราะต้องการเอาโปรตีน ในการทดลองครั้งหนึ่ง ยุงจะกัดคนเลือดกรุ๊ป O มากกว่าเลือดกรุ๊ป A ถึงสองเท่า ส่วนเลือดกรุุ๊ป B นั้นโดนกัดมากกว่า A แต่ไม่เท่า O โดยคนถึง 85% จะปล่อยกลิ่นอะไรบางอย่างที่ระบุว่าตัวเองเลือดกรุ๊ปอะไร
  2. คาร์บอนไดออกไซด์ – ยุงชอบก๊าซ CO2 โดยสามารถได้กลิ่นจากระยะไกลถึง 50 เมตร ดังนั้นคนที่ปล่อย CO2 จากร่างกายมากกว่า (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนที่ตัวโตกว่านั่นเอง) ก็จะดึงดูดยุงได้มากกว่านั่นเอง และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ มักจะโดนกัดน้อยกว่าผู้ใหญ่
  3. การออกกำลังกายและการเผาผลาญ – ยุงยังสามารถจับกลิ่นของกรดแลคติค กรดยูริค และแอมโมเนียที่อยู่ในเหงื่อได้ดี และยังชอบพื้นที่ที่อุ่นกว่า ดังนั้นคนที่เพิ่งออกกำลังกายมาหมาดๆ จะโดนยุงกัดได้มากกว่าคนอื่น
  4. แบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนัง – มีแบคทีเรียบางชนิดที่ดึงดูดยุงได้มากเป็นพิเศษ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ยุงชอบกัดขาหรือกัดเท้า เพราะมันเป็นแหล่งแบคทีเรียชั้นดี
  5. เบียร์ – การกินเบียร์ 1 กระป๋องก็มากเพียงพอที่จะทำให้เราโดนยุงกัดได้มากขึ้น ซึ่งเหตุผลเป็นเพราะอะไรยังไม่แน่ชัดนัก
  6. การตั้งครรภ์ ในหลายงานวิจัย ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นดึงดูดยุงมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า นั่นก็เป็นเพราะว่าคนท้องนั้นจะปล่อย CO2 มากกว่าปกติถึง 21% และอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าคนอื่นประมาณ 0.7 องศาเซลเซียส
  7. สีเสื้อผ้า อันนี้คนไทยอาจจะรู้กันดีอยู่แล้ว ว่าถ้าใส่เสื้อสีดำจะโดนยุงกัดมากกว่า เพราะยุงนั้นจะใช้ทั้งกลิ่นและการมองเห็นในการล็อคเป้าหมาย สีใดก็ตามที่ตัดกับแบ็คกราวด์อย่างเด่นชัด เช่น ดำ น้ำเงินเข้ม หรือแดง จะทำให้ยุงหาเราได้ง่ายขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก Smithsonian Magazine: Why Do Mosquitoes Bite Some People More Than Others?

Realistic Optimism – มองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne ขายดิบขายดีไปทั่วโลกเพราะมันเปิดเผย “ความลับ” ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

ความลับที่ว่านั้นก็คือ “กฎแรงดึงดูด” ที่บัญญัติไว้ว่าหากเราคิดถึงสิ่งใดเราก็จะดึงดุดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต

ถ้าคิดถึงแต่เรื่องดีๆ เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ ถ้าเราคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆ เราก็จะนำพาแต่สิ่งแย่ๆ เข้ามา

หนึ่งในเคล็ดลับที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็คือการ visualize สิ่งดีๆ อาจจะมีภาพในจินตนาการที่ชัดเจน หรือปริ๊นท์รูปบ้านในฝัน แล้วมาแปะไว้ตรงที่ที่เราจะมองเห็นมันได้ทุกวัน แล้วเราจะดึงดูดสิ่งเหล่านี้เข้ามาหาตัวเราได้อย่างแน่นอน

The Secret ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าเป็นหนังสือหลอกเด็ก แค่นั่งจินตนาการเฉยๆ แล้วเรื่องดีๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ อาจพูดได้ว่ามันคือการสอนให้คนมี Unrealistic Optimism หรือการมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ

แต่การมองโลกในแง่ดีนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน

เพราะหากเราศึกษาประวัติคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะพบว่าเขาเป็นคนมีความเชื่อมั่นและมองโลกอย่างมีความหวังแทบทุกคน แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์หรือจากติดลบเขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ได้

ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขก็มองโลกในแง่ดีเช่นกัน แต่เป็นแบบ Realistic Optimism คือมองโลกในแง่ดีอย่างมีวุฒิภาวะ

คนที่เป็น realistic optimist คือคนที่เชื่อว่าดีชั่วอยู่ทีตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว รู้ว่าความสำเร็จและอนาคตที่ดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาง่ายๆ ต้องลงแรงและต้องอดทน

คนกลุ่มนี้อาจจะมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัวพอๆ กับคนที่อ่านหนังสือ The Secret ก็ได้ การมี visualization ภาพอนาคตไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความแตกต่างก็คือ เขาเข้าใจกฎธรรมชาติที่ว่าทุกอย่างย่อมเกิดตามเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องเพียรพยายามทำปัจจัยให้ถึงพร้อมเสียก่อน ผลจึงจะตามมา

สำหรับคนที่ผ่านโลกมาสักพัก และเห็นสถานการณ์วุ่นวายทั้งในไทยและเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา คงจะเป็นการยากที่จะมองโลกในแง่ดี เพราะมองไปที่ไหนก็มีแต่สีหม่นๆ ทั้งนั้น

แต่อย่าลืมว่าข่าวร้ายนั้นขายง่ายกว่าข่าวดี คนดีๆ ยังมีอยู่ เรื่องดีๆ ยังมีมาก เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟังเท่านั้นเอง

ตราบใดที่เรายังมีสติปัญญาและแรงกายแรงใจอยู่ เราจึงไม่ควรมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะมันไม่ส่งผลดีกับใครเลย

ขอให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แล้วอนาคตคงไม่ใจร้ายกับเราเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Harvard Business Review: Be an Optimist Without Being a Fool by Heidi Grant

Pic & Pause: ชนแล้วไม่หนี

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีภาพถ่ายที่น่าประทับใจ แม้จะไม่ชัดเท่าไหร่เพราะแคปมาจากวีดีโอ

ในภาพคือชายสองคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนยืนกอดกันริมถนนแห่งหนึ่งในบราซิล

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที ชายคนด้านซ้ายในรูปกำลังขับรถมาตามปกติ

แต่จู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงวิ่งออกมาตัดหน้ารถ แม้คนขับจะเหยียบเบรคแล้วก็ไม่ทัน รถจึงชนเธอ

เด็กคนนี้มีชื่อว่า Haghatta อายุ 10 ขวบ เธอทำบอลหลุดมือ จึงวิ่งตามมาเก็บลูกบอลโดยไม่ได้ดูทางให้ดีๆ ก่อน

คนขับรถรีบจอดรถลงมาดูเด็ก และตกใจมากเมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปและร้องไห้จนหยุดไม่ได้

เมื่อพ่อของ Haghatta เห็นดังนั้น เขาจึงเดินเข้ามาปลอบและโอบกอดชายที่ขับรถชนเด็ก

Haghatta ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ 1 สัปดาห์ก่อนจะกลับมาพักฟื้นที่บ้าน และพ่อของ Haghatta ก็เชิญคนที่ขับรถมาเยี่ยมเธอที่บ้านด้วย

ถ้ามีภาพอย่างนี้ให้เห็นในเมืองไทยบ้างก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ

รับชมวีดีโอได้ที่ Good News Movement ครับ https://www.instagram.com/p/CWT0QvyFPPJ/

เหตุผลที่คนเราควรได้ผิดพลาดซ้ำสอง

เรารู้กันดีว่า Henry Ford คือผู้ปฏิวัติวงการผลิตรถยนต์ด้วยการประกอบรถผ่านสายพานการผลิตจนสามารถสร้างรถยนต์ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ฟอร์ดชอบให้คนงานได้ทดลองอะไรใหม่ๆ เปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่เพื่อจะดูว่ามันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพได้รึเปล่า

หนึ่งในกฎเหล็กของฟอร์ดที่อาจะฟังดูแปลกประหลาดก็คือ เขาไม่ยอมให้มีการจดบันทึกไว้ว่ามีการทดลองใดที่ล้มเหลวบ้าง

ฟอร์ดกล่าวในหนังสือที่ชื่อ My Life and Work ไว้ว่า

“ผมไม่ค่อยสนใจว่าคนงานจะจำได้หรือไม่ว่าคนอื่นๆ เคยลองอะไรมาแล้วบ้าง เพราะถ้าเราจดเก็บเอาไว้ รายการของ “สิ่งที่ทำไม่ได้” จะยาวเป็นหางว่าว

นี่คือปัญหาของการบันทึกอย่างละเอียดลออ ถ้าเราจดทุกความล้มเหลวเอาไว้ เราก็จะมีเอกสารที่บอกเป็นนัยว่าไม่เหลืออะไรให้เราลองได้อีกแล้ว

แต่การที่คนคนหนึ่งทำวิธีนี้แล้วล้มเหลว ก็ไม่ได้แปลว่าอีกคนจะทำแล้วล้มเหลวเสมอไป”


เราได้ยินกันมาตลอดว่า คนเราผิดพลาดกันได้ แต่ไม่ควรผิดพลาดซ้ำสอง

อะไรที่เคยเจ็บก็ควรจำ ไม่ใช่ผิดซ้ำให้เจ็บใหม่

แต่แนวคิดเช่นนี้ก็มีจุดอ่อนในตัวมันเองเหมือนกัน

เพราะไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร สถานการณ์และบริบทในวันนี้ย่อมต่างจากสถานการณ์และบริบทของ 10 ปีที่แล้ว

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป บางไอเดียที่เคยดูไม่เข้าท่าอาจจะกลายเป็นไอเดียที่ดี

เรียนรู้จากอดีตได้ แต่อย่าให้มันตีตราเราไว้

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ก็เปลี่ยนได้เช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Collaborative Fund: Experts From A World That No Longer Exists

คำขอบคุณทำให้เราใจดีขึ้น

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Adam Grant และ Francesca Gino อาสาสมัครถูกขอให้เขียนจดหมายแนะนำเพื่อใช้สมัครงาน (recommendation letter) ให้กับนักศึกษาคนหนึ่งที่ชื่อว่า “อีริค”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้ว อาสาสมัครครึ่งหนึ่งจะได้จดหมายจากอีริคที่เขียนกลับมาขอบคุณ ในขณะที่อาสาสมัครอีกครึ่งหนึ่งได้รับจดหมายตอบรับที่มีข้อความกลางๆ

จากนั้น อาสาสมัครก็ได้รับการร้องขอจากนักศึกษาอีกคนที่ชื่อว่า “สตีฟ” ให้เขียนจดหมายแนะนำให้เขาเหมือนกัน

ปรากฎว่า อาสาสมัครที่ได้รับจดหมายขอบคุณนั้น เขียนจดหมายให้สตีฟมากกว่าอาสาสมัครที่ได้จดหมายกลางๆ ถึงสองเท่า

นั่นแสดงว่าการได้รับคำขอบคุณนั้นทำให้เราใจดีและใจกว้างขึ้นกว่าเดิม แถมไม่ใช่การใจดีแค่กับคนที่ขอบคุณเราเท่านั้นด้วย

เมื่อเราได้รับคำขอบคุณ เราจะรู้สึกว่าโลกนี้มันปลอดภัย น่าอยู่ และทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำสิ่งดีๆ ต่อไป

อ่านงานวิจัยชิ้นนี้แล้วก็ต้องหันกลับมามองตัวเองครับว่า ที่ผ่านมาเราปากหนักเกินไปรึเปล่า เราแสดงความขอบคุณกับคนที่บ้านและที่ทำงานน้อยไปหรือไม่

เพราะคำคำนี้ไม่ได้ส่งผลระหว่างคนสองคนอีกต่อไป แต่มันอาจจะช่วยให้บรรยากาศที่บ้านและที่ทำงานดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Culture Playbook by Daniel Coyle