สร้างทีมงาน virtual ด้วยโมเดล RAMP

ในหนังสือ Leading at a Distance ของ James M.Citrin และ Darleen DeRosa ได้กล่าวเอาไว้ว่า การเป็นผู้นำทีมโดยที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศมาเจอหน้ากันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

หนังสือจึงแนะนำให้เราสร้างทีมด้วยโมเดล RAMP

R: Relationship ความสัมพันธ์
ทีมชั้นยอดจะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการร่วมมือกันและการทุ่มเทเพื่อบรรุลเป้าหมายของทีม

A: Accountability ความรับผิดชอบ
ทีมที่แข็งแรงจะรับมือกับความผิดพลาดโดยไม่มีข้อแก้ตัว พวกเขาจะยืดอกรับและมองหาหนทางที่จะแก้ไขต้นตอของปัญหา

M: Motivation แรงจูงใจ
ทีมที่ดีย่อมรู้ว่าจุดมุ่งหมายและความหมายของงานที่เกิดจากทีมนี้คืออะไร พวกเขาจึงมีมาตรฐานที่สูงกับตัวเองและกับทุกคนในทีม

P: Process กระบวนการ
ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และส่งงานให้กันได้อย่างไม่มีสะดุด

ในฐานะหัวหน้าทีม หากเราสามารถทำให้ทีมมีครบทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้ ก็น่าจะช่วยให้ทำงานแบบ virtual ได้อุ่นใจขึ้นเยอะครับ

คำแนะนำทางการเงินสำหรับลูกชายที่เพิ่งลืมตาดูโลก

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยเขียนบทความชื่อ Financial Advice for My New Son ลงใน The Motley Fool เมื่อวันที่ 13 October 2015

ผมเห็นว่ามีประโยชน์มากจึงขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ


ภรรยากับผมเพิ่งต้อนรับลูกชายสู่โลกใบนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มันคือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ใครคนหนึ่งจะมีได้

ตอนนี้สิ่งเดียวที่ลูกชายผมสนใจคือการไม่ยอมให้พวกเราได้นอนเลยตลอด 24×7

แต่วันหนึ่งในอนาคตอันยาวไกล ลูกจะหันมาสนใจเรื่องการเงิน และเมื่อถึงวันนั้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากแนะนำ

1. ลูกอาจจะคิดว่าลูกอยากได้รถแพงๆ นาฬิกาหรูๆ และบ้านหลังใหญ่ แต่พ่อขอบอกลูกไว้เลยว่าลูกไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นหรอก สิ่งที่ลูกต้องการคือความเคารพและความชื่นชมจากคนรอบตัว และลูกก็คิดไปเองว่าการมีของแพงๆ จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วมันแทบไม่เคยนำพาสิ่งเหล่านั้นมาให้เลย โดยเฉพาะจากคนที่ลูกอยากให้เคารพและชื่นชมลูก

เวลาลูกเห็นคนขับรถเท่ๆ ลูกคงแทบไม่เคยคิดว่า “โห พี่คนนั้นเท่จังเลย” แต่ลูกจะคิดว่า “โห ถ้าเราได้ขับรถคันนั้นเราคงเท่น่าดู” เห็นความย้อนแย้งนี้มั้ย? ไม่มีใครสนใจคนที่นั่งอยู่ในรถหรอกนะ

จะซื้อของดีๆ มาใช้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่คนเราแสวงหานั้นคือความเคารพนับถือ และความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นจะสร้างความนับถือได้มากกว่าความจองหอง

2. เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะคิดว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวทางการเงินเป็นสิ่งที่สมควรกับแต่ละคนแล้ว แต่มันเป็นความจริงถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น

เพราะชีวิตคนเป็นเพียงภาพสะท้อนของประสบการณ์ที่เขาได้รับและผู้คนที่เขาได้พบ ซึ่งหลายครั้งก็เกิดจากโชค อุบัติเหตุ หรือความบังเอิญ

บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา ขณะที่บางคนเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้สนับสนุนเรื่องนี้ บางคนได้เกิดมาในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังไปได้สวยและเต็มไปด้วยผู้ประกอบการ ขณะที่บางคนเกิดในประเทศที่มีสงครามและความแร้นแค้น

พ่ออยากให้ลูกประสบความสำเร็จ และอยากให้ลูกได้มันมาอย่างคู่ควร แต่ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานหนัก และไม่ใช่ทุกความยากจนที่เกิดจากความขี้เกียจ ขอให้ระลึกถึงความจริงข้อนี้ทุกครั้งก่อนจะตัดสินใคร-รวมถึงตัวลูกเองด้วย

3. ข้อนี้อาจจะฟังดูแรงหน่อย แต่พ่อหวังว่าลูกจะมีช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีตังค์บ้าง

ไม่ถึงกับขนาดต้องดิ้นรนหรือทนทุกข์หรอกนะ แต่ไม่มีทางเลยที่ลูกจะได้เรียนรู้คุณค่าของเงินจนกว่าลูกจะเจอกับความขาดแคลนของมันด้วยตัวเอง

มันจะสอนให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งที่จำเป็นกับสิ่งที่อยากได้ มันจะบังคับให้ลูกต้องวางแผนการใช้เงินให้ดีๆ มันจะสอนให้ลูกมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ลูกจะได้เรียนรู้การซ่อมของที่เสียนิดหน่อยและซื้อของโดยมองที่ความคุ้มค่า ทุกอย่างนี้เป็นทักษะที่สำคัญเพื่อการอยู่รอดทั้งนั้น

หากลูกรู้จักการอยู่อย่างคนจนที่มีศักดิ์ศรี ลูกจะรับมือกับช่วงเวลาที่มีเงินและช่วงที่ไม่มีเงินได้โดยไม่ลำบากเกินไปนัก

4. เมื่อลูกโตขึ้น ถ้าลูกเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ ลูกจะมักคิดว่า “พอเรามีเงินเดือน/เงินเก็บถึง $X แล้ว ทุกอย่างก็จะเพอร์เฟ็กต์”

แล้วพอลูกมีเงินถึง $X ลูกก็จะเขยิบเป้าออกไป แล้วลูกก็จะเริ่มวิ่งไล่งับหางตัวเองอีกครั้ง มันคือวงจรที่น่าสงสารมาก

การเก็บออมและความก้าวหน้าเป็นเรื่องดี แต่ขอให้เข้าใจว่าลูกจะปรับตัวเข้ากับความสะดวกสบายใหม่ๆ ได้รวดเร็วกว่าที่ลูกคิด และเป้าหมายในชีวิตไม่ควรจะมีแต่เรื่องเงิน

5. อย่าทนทำงานที่ตัวเองเกลียดเพียงเพราะว่าลูกเลือกเรียนผิดคณะตอนอายุ 18

พ่อได้แต่ส่ายหัวเวลาเห็นเด็กปีหนึ่งต้องเลือกวิชาเอกที่มักจะกำหนดการทำงานของเขาไปทั้งชีวิต

เวลาคนเราอายุเท่านั้นแทบไม่มีใครรู้หรอกนะว่าตัวเองอยากทำอะไร บางคนอายุมากกว่านั้นสองเท่ายังไม่รู้เลย

6. ถ้าจำเป็นก็เปลี่ยนใจได้ (Change your mind when you need to.)

พ่อสังเกตว่าคนเรามักจะคิดว่าตัวเองเป็นเซียนการลงทุนตั้งแต่ตอนหนุ่มสาว พวกเขาจะเริ่มลงทุนตอนอายุ 18 แล้วพออายุ 19 ก็คิดว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่างแล้ว ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

ความมั่นอกมั่นใจนั้นพุ่งเร็วกว่าความสามารถเสมอ โดยเฉพาะในคนหนุ่ม ดังนั้นจงเรียนรู้ทักษะการเปลี่ยนใจ กล้าทิ้งความเชื่อเดิมๆ และแทนที่มันด้วยความจริงชุดใหม่ๆ บ้าง

มันยากนะ แต่มันก็จำเป็น ไม่ต้องไปรู้สึกแย่ เพราะความสามารถในการเปลี่ยนใจเวลาที่รู้ว่าตัวเองผิดคือสัญญาณของคนฉลาด

7. สิ่งที่ดีที่สุดที่เงินจะซื้อให้ลูกได้คือการได้เป็นนายของเวลา มันจะทำให้ลูกมีทางเลือกและปลดแอกลูกจากเรื่องสำคัญของคนอื่น วันหนึ่งลูกจะเข้าใจว่าอิสรภาพเช่นนี้แหละที่จะทำให้ลูกมีความสุขได้อย่างแท้จริง

8. ถนนแห่งโศกนาฎกรรมทางการเงินนั้นถูกปูด้วยหนี้สิน-แล้วก็พวกเซลส์ที่มาขายของด้วย-แต่ส่วนใหญ่ถนนเส้นนี้ถูกปูด้วยหนี้สิน

ลูกจะตกใจว่ามีปัญหาด้านการเงินมากมายแค่ไหนที่เกิดจากการกู้ยืม การเป็นหนี้จะพรากอนาคตจากลูกไปเพียงเพราะลูกอยากได้ของบางอย่างในตอนนี้-ของบางอย่างที่ลูกก็จะชินกับมันอยู่ดี

แน่นอนว่าลูกคงต้องมีหนี้สินอย่างการกู้บ้าน อันนั้นไม่เป็นไร แต่พ่ออยากให้ลูกระแวดระวัง เพราะหนี้ส่วนใหญ่นั้นไม่ต่างอะไรกับยาเสพติด ที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ฉุดชีวิตลูกอยู่ได้อยู่หลายปี มันทำให้ลูกไร้ซึ่งทางเลือกเพราะถูกอดีตผูกมัดเอาไว้

9. ลูกจะมีเงินเก็บมากแค่ไหนนั้นไม่ค่อยเกี่ยวกับรายได้ แต่เกี่ยวกับรายจ่ายเป็นหลัก

พ่อรู้จักทันตแพทย์ที่ใช้เงินเดือนชนเดือนและใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายทางการเงิน และพ่อก็รู้จักคนที่รายได้เดือนละไม่กี่หมื่นแต่มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ ความแตกต่างนี้เกิดจากนิสัยการใช้จ่ายเงินล้วนๆ

รายได้ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าลูกจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ และเงินเก็บที่ลูกมีก็ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าลูกจำเป็นต้องมีอะไร

(How much you make doesn’t determine how much you have. And how much you have doesn’t determine how much you need.)

พ่อไม่ได้บอกให้ลูกต้องเป็นคนตระหนี่และเอาแต่เก็บเงินหรอกนะ แต่ขอให้รู้ว่าการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบไม่ต้องใช้เงินเยอะนั้นคือทางที่ง่ายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างอนาคตทางการเงินของลูก

10. ถ้าลูกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อเขียนก็ไม่ต้องเชื่อพ่อ เพราะทุกคนล้วนต่างกัน โลกที่จะลูกจะเติบโตขึ้นมานั้นย่อมแตกต่างจากโลกที่พ่อรู้จัก ทั้งในเรื่องของโอกาสและชุดความคิด ที่สำคัญกว่านั้นก็คือลูกจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อลูกไม่เห็นด้วยกับใครบางคนและจำเป็นต้องเรียนรู้มันด้วยตัวเอง (แต่พ่อแนะนำว่าลูกควรเชื่อฟังแม่เสมอนะ)

เอาล่ะลูก ทีนี้ก็ปล่อยให้พ่อไปนอนได้แล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Morgan Housel: Financial Advice for My New Son

สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิด

Adam Grant ผู้เขียนหนังสืออย่าง Think Again, Originals, และ Give and Take มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เขาชอบทำกับครอบครัวช่วงทานอาหารมื้อค่ำ

กิจกรรมนั้นมีชื่อว่า myth-busting discussion หรือการสนทนาเพื่อล้มล้างความเชื่อที่ผิดๆ

โดยมันเริ่มต้นมาจากการที่ Grant ชวนลูกๆ คุยว่า วันนี้ได้เรียนรู้อะไรจากที่โรงเรียนมาบ้าง และบางเรื่องที่ลูกๆ เล่าให้ฟัง ก็แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยรู้มา

เช่นเรื่องที่พลูโตไม่ใช่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลเป็นต้น

“…So it became sort of an occasional tradition for us to say ‘OK – who’s going to bring a myth or a fun surprising fact to the table.’ And what I want to do in these conversations is I want our kids to experience the joy of being wrong.”

Experience the joy of being wrong – ผมชอบประโยคนี้จัง

Grant อยากให้ลูกๆ รู้สึกดีกับการได้รู้ตัวว่าเขาเคยเข้าใจอะไรผิดมาโดยตลอด เพราะนั่นแสดงว่าวันนี้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว

ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการเลี้ยงลูกให้มี growth mindset วิธีหนึ่ง

จะว่าไปมันก็เป็นการเลี้ยงตัวเองให้มี growth mindset ด้วยเช่นกัน เพราะยิ่งเราอายุมากเท่าไหร่ เรามักจะยิ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในชุดความจริงที่เรามีมากขึ้นเท่านั้น การถกเถียงหลายต่อหลายครั้งจึงเป็นการปกป้องตัวตนมากกว่าเป็นการค้นหาความจริง

ฝึกตัวเองให้สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิดเสียบ้าง

จะได้ไม่กลายเป็นไดโนเสาร์ก่อนวัยอันควรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Knowledge Project: Adam Grant | Why You Should Rethink A Lot More Than You Do https://youtu.be/ctkWiO6VcsE?t=4072

นิทานโยนกระดาษ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สมัยผมอยู่ม.ปลาย ผมมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้พวกเราเข้าใจได้ง่ายๆ

อาจารย์แจกกระดาษให้พวกเราคนละ 1 แผ่น และบอกให้เราขยำกระดาษแผ่นนั้น

แล้วอาจารย์ก็เอาถังขยะไปวางไว้หน้ากระดานดำ

“เกมนี้ง่ายมาก พวกคุณคือตัวแทนของประชาชนในประเทศนี้ และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะร่ำรวยและได้กลายเป็นชนชั้นบน (upper class) กติกามีเพียงอย่างเดียวคือคุณต้องโยนกระดาษให้ลงถังโดยห้ามลุกจากที่นั่ง”

เด็กที่นั่งอยู่หลังห้องประท้วงทันที “มันไม่แฟร์เลยอาจารย์!”

แล้วทุกคนก็พยายามโยนกระดาษลงถังขยะ และก็เป็นไปอย่างที่คาด คนที่โยนลงถังส่วนใหญ่นั้นนั่งอยู่แถวหน้าๆ เกือบหมด

“ยิ่งคุณอยู่ใกล้ถังเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จของคุณก็ยิ่งมากขึ้น นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าอภิสิทธิ์หรือข้อได้เปรียบ น่าคิดมั้ยว่า มีแต่คนที่นั่งอยู่หลังห้องเท่านั้นที่ทักท้วงเรื่องความแฟร์?

แต่คนที่นั่งอยู่หน้าห้องนั้นมักจะไม่เคยคิดถึงว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นมากขนาดไหน สิ่งเดียวที่เขาเห็นก็คือระยะห่าง 3 เมตรระหว่างตัวเขากับเป้าหมายเท่านั้นเอง


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Faizan Ahmed’s answer to Screenshot gives the hope of humanity?

ปัญหาคือคำตอบ

“เราจะพบความจริงเมื่อเราวิเคราะห์ปัญหา เพราะปัญหาไม่เคยแยกขาดจากคำตอบ ปัญหาคือคำตอบ”
-บรู๊ซ ลี

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมเคยเขียนบล็อกเรื่อง “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

ในบทความนั้นผมต้องการจะสื่อสารว่า หากคนขับรถหันมาใช้ Easy Pass กันให้มากขึ้นเพียงแค่ 3,000 คัน ปัญหารถติดบนทางพิเศษศรีรัชจะคลี่คลายลงได้

แล้วผมก็ทิ้งท้ายไว้ว่า “คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก”

เพราะทุกปัญหานั้นมีคำตอบซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

ยกตัวอย่างสมการ 3 + X = 10

เราไม่สามารถหาค่า X ได้โดยไม่ดูองค์ประกอบอื่นๆ ในโจทย์

คงจะเป็นเรื่องประหลาดหากเราจะหาคำตอบของโจทย์นี้ด้วยการไปค้นตู้เย็น

แต่ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกันที่เรามักจะทำอย่างนั้นอยู่เสมอ

เพราะทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราจะมอง “ข้างนอก” ก่อน มองหัวหน้า มองเพื่อนร่วมงาน มองรัฐบาล มองสื่อ

น้อยครั้งที่เราจะมองดูตัวแปรที่สำคัญในสมการนี้ นั่นก็คือตัวเรา

แท้จริงแล้วสิ่งต่างๆ ในโลกล้วนเกิดขึ้นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้มีอะไรเลยที่เป็น “ปัญหา” ในตัวของมันเอง

การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นปัญหาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีคนเข้าไปยึดไปถือว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่า

ดังนั้น หากเราเห็นว่ามันเป็นปัญหา เราก็ได้กลายเป็นตัวแปรเรียบร้อยแล้ว

บรู๊ซ ลี กล่าวไว้ ปัญหาคือคำตอบ

ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบเช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ จงเป็นเช่นน้ำ โดย แชนนอน ลี (ลูกสาวของบรู๊ซ ลี)