จากภารโรงสู่พันล้าน – ชายผู้พลิกวงการ Love Hotels ในเกาหลีใต้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว CFO ของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้ส่งบทความที่น่าสนใจมาให้อ่าน เลยขอนำมาถ่ายทอดในบล็อกนี้นะครับ

  • Lee Su-jin สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตจึงระหกระเหเร่ร่อนไปอาศัยอยู่กับญาติคนโน้นคนนี้ตลอด
  • พออายุได้ 23 ปี Lee Su-jin ได้งานเป็นคนทำความสะอาดใน Love Hotel แห่งหนึ่ง และทำให้เขามีรายได้ที่แน่นอนและมีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่งเสียที
  • Love Hotel นั้นมีสถานะคล้ายๆ กับโรงแรมม่านรูดในบ้านเรา คือเป็นโรงแรมราคาถูก ที่ใช้สำหรับการปฏิบัติภารกิจของคู่รัก คู่กิ๊ก หรือคู่ที่พบกันตามสถานบันเทิงและสถานบริการ
  • ธุรกิจ Love Hotels นั้นเริ่มต้นในญี่ปุ่น และมาเฟื่องฟูในเกาหลีใต้ช่วงปลายยุค 80’s ที่คนเกาหลีมีความเปิดกว้างเรื่องทางเพศมากขึ้น
  • แต่หลังจากนั้น ธุรกิจนี้ก็อยู่ในช่วงขาลงมาโดยตลอด เนื่องจากชื่อเสียงที่ไม่ดี เพราะมักเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาและการคบชู้
  • ในปี 2004 เกาหลีใต้ออกกฎหมายห้ามการค้าประเวณี แถมประเทศก็มีปัญหาความขัดแย้งกับจีนจนส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงไปมาก ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้อนาคตของ Love Hotels ในเกาหลีนั้นริบหรี่ยิ่งกว่าเดิม
  • แต่ Lee Su-jin มองว่าวิกฤตนี้คือโอกาส การได้ทำงานอยู่ในวงการนี้มายาวนานทำให้เขาสร้างเครือข่ายกับคนขายกระดาษทิชชู่และผ้าขนหนูรวมถึงจึงเจ้าของโรงแรม Love Hotels นับหมื่นคน
  • ในปี 2005 ลีได้ทำให้คอนเน็คชั่นเหล่านี้กลายเป็นเว็บไซต์ Yanolja ให้คนเข้ามารีวิวและจองห้องใน Love Hotel ได้ โดยลีโน้มน้าวเจ้าของโรงแรมให้ยอมโพสต์รูปห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เพราะโดยธรรมเนียมแล้วโรงแรมม่านรูดไม่เคยทำอะไรโจ่งแจ้งแบบนี้
  • Yanolja แปลว่า “Hey Let’s Play” – มาสนุกกันเถอะ!
  • Lee Su-jin มองว่าถ้าธุรกิจ Love Hotels ยังพึ่งพาลูกค้ากลุ่มเดิม ก็เท่ากับรอวันล่มสลาย ลีเลยอยากปรับภาพลักษณ์ของ Love Hotels เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ อันได้แต่คู่รักวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่ต้องการสถานที่พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง (short stays)
  • Yanolja จึงมีบริการให้คำปรึกษากับ Love Hotels ทั้งหลายว่าจะตกแต่งยังไงถึงจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ได้ มีการอบรมวิธีป้องกันไม่ให้ใครมาติดตั้ง webcam ไว้ในห้อง (เพื่อไม่ให้เกิดการแบล็คเมล) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย เช่นเช็คอิน-เช็คเอาท์ได้ด้วยตัวเอง และสั่งของมาที่ห้องโดยมีหุ่นยนต์นำมาส่ง
  • ในเกาหลีนั้นคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่จะยังอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่จนกว่าจะแต่งงาน การจะชวนเพื่อนสาวหรือเพื่อนชายมาที่ห้องไม่ใช่เรื่องสะดวก ดังนั้น Love Hotels จึงตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง โดย Yanolja บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ลูกค้าหนึ่งคนจะจองโรงแรมผ่าน Yanolja ถึงเดือนละ 3 ครั้ง
  • ปี 2011 Yanolja เปิดตัวแอปพลิเคชันบนมือถือ และมียอดดาวน์โหลดครบ 10 ล้านครั้งไปเมื่อปี 2018
  • Yanolja ระดมทุนมาแล้วทั้งหมด 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (66,000 ล้านบาท) โดยผู้ที่เชื่อมั่นและลงทุนกับ Yanolja นั้นก็อาทิเช่น SoftBank (ลงทุนใน TikTok, Uber, Slack), GIC หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ และ Booking Holdings เจ้าของ Booking และ Agoda
  • นั่นทำให้โรงแรมในแอปของ Yanolja ขึ้นไปลิสต์อยู่ใน Agoda และโรงแรมในลิสต์ของ Agoda ก็ขึ้นไปลิสต์อยู่ใน Yanolja เช่นกัน
  • แม้จะมีคู่แข่งอย่าง Airbnb ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่นัก เพราะคนเกาหลีส่วนใหญ่ไม่ค่อย comfortable ที่จะให้ชาวต่างชาติมาพักที่บ้านของตัวเอง ดังนั้น Love Hotels ของ Yanolja จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่งบไม่เยอะได้เป็นอย่างดี
  • นอกจากรายได้จากค่าส่วนแบ่งในการจองโรงแรมแล้ว Yanolja ยังมีรายได้จากธุรกิจด้าน transportation และ cloud computing ที่ช่วยยกระดับโรงแรมที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Yanolja โดยรายได้จากธุรกิจ cloud นั้นนับเป็น 1 ใน 5 ของรายได้ทั้งหมด
  • Yanolja มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 และนับเป็น “ยูนิคอร์น” ตัวที่ 8 ของเกาหลีใต้
  • ส่วนการระดมทุนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2021 SoftBank ยอมลงเงินถึง 1.7 พันล้านเหรียญ โดยตรามูลค่าของ Yanolja ไว้ที่ 6.7 พันล้านเหรียญ
  • เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Yanolja มีการเปิดเผยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสเป็นครั้งแรก เพราะบริษัทต้องการเตรียมตัวที่จะ IPO โดยมีรายได้แตะ 1 แสนล้านวอน หรือ 2,700 ล้านบาท
  • และรายงานนี้เป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า Lee Su-jin ผู้ก่อตั้ง Yanolja นั้นถือหุ้นอยู่ 16.54% ส่วนภรรยาและลูกสาวอีกสองคนของเขาก็ถือหุ้นอยู่ 5.18% Forbes จึงประมาณการว่ามูลค่าทรัพย์สินของครอบครัวนี้สูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
  • หากการ IPO ครั้งนี้สำเร็จ จากภารโรงวัย 23 ในโรงแรมม่านรูด Lee Su-jin ในวัย 44 ปีก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้าน(เหรียญ)
  • เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes: Ex-Janitor Becomes A Billionaire, Pandemic Recovery Boosts His Korean Travel Superapp

เมื่อเสียงของประชาชน(เริ่ม)มีความหมาย เราอาจแปลงกลายเป็น Active Citizen

บ้านผมอยู่ในซอยอ่อนนุช 80 (ฝั่งตรงข้ามคืออ่อนนุช 57) ไม่ไกลจากเส้นพัฒนาการตัดใหม่เท่าไหร่นัก

เวลากลับบ้าน ผมต้องมากลับรถแถวๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือป้าลิ้ม (ร้านนี้อร่อยครับ ผมกินประจำ)

ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตรงจุดกลับรถนี้เริ่มมีหลุมบ่ออยู่กลางถนน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ผมต้องพยายามขับรถหลบหรือขับคร่อมทุกครั้ง ในใจก็ได้แต่คิดว่าถ้ามอเตอร์ไซค์ที่ไม่คุ้นทางวิ่งมาเร็วๆ น่าจะอันตราย ยิ่งช่วงนี้เข้าหน้าฝนหลุมคงจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

และผมก็ทำเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ทำกัน

นั่นคือไม่ได้ทำอะไร

จริงๆ ก็อยากจะรายงานปัญหานะครับ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เพราะไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบ จะให้โทรไปสำนักงานเขตประเวศก็ไม่รู้จะติดต่อฝ่ายไหน แถมส่งเรื่องไปแล้วจะได้รับการแก้ไขรึเปล่าก็ไม่รู้

เมื่อเรื่องมันดูวุ่นวาย สุดท้ายก็ได้แต่อยู่เฉยๆ และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบจะมาจัดการให้เรียบร้อยในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก


เคยได้ยินชื่อ Traffy Fondue (LINE @traffyfondue) กันมั้ยครับ?

ฟังชื่อนึกว่าเป็นร้านขายขนมหวาน แต่เมื่อเข้าไปศึกษาทีหลังถึงรู้ว่าสร้างจากห้องปฏิบัติการระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะของ NECTEC

แม้จะมีมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ผมเพิ่งได้รู้จักกับแอปนี้อย่างจริงจังจากโพสต์ของอ.ชัชชาติเมื่อวันที่ 29 พ.ค.65 ข้อความส่วนหนึ่งเขียนไว้ว่า:

“ปัญหาโครงสร้างของเมืองในระดับเส้นเลือดฝอยเป็นปัญหาที่พวกเราต้องเจอในทุกๆ วัน เช่น ฟุตบาทไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ ขยะไม่มีคนเก็บ เป็นต้น

หลังจากเลือกตั้งจบแล้ว ทีมงานเพื่อนชัชชาติจึงนำทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) กลับมาใช้อีกรอบ…หัวใจของความสำเร็จของระบบนี้ คือความร่วมมือของประชาชน + ความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ปัญหา

การพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้เพื่อกรุงเทพฯ ที่ดีของเราทุกคนครับ”

ผมก็เลยแอดไลน์เอาไว้ และตั้งใจว่าถ้าจังหวะเหมาะๆ ก็อยากจะลองรายงานปัญหาถนนเป็นหลุมตรงจุดที่ผมกลับรถ

สองเหตุผลที่คิดจะรายงานปัญหานี้ก็เพราะว่า หนึ่ง มันเป็นเส้นทางที่ผมผ่านทุกวัน จึงรู้ได้เลยว่าได้แก้หรือไม่ และสอง การแก้ปัญหานี้น่าจะใช้เงินและเวลาน้อยมาก ถ้าคิดจะทำก็ย่อมไม่มีข้ออ้าง เคสนี้จึงน่าจะเป็นการทดสอบที่ดีว่าการร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue มันจะมีประโยชน์จริงหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 5 มิ.ย. ผมพาลูกๆ ไปข้างนอก กลับมาก็เย็นและเหนื่อยมากแล้ว แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเราอยากรายงานปัญหานี้ เลยปั่นจักยานไปหน้าปากซอย เลี้ยวขวาปั่นขึ้นฟุตบาทไปยังจุดกลับรถ (รู้สึกผิดนิดหน่อยแต่เป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว) เปิดไลน์ @traffyfondue ขึ้นมาแล้วเริ่มคุยกับ Chatbot

ผม: ถนนเป็นหลุมบ่อ ตรงจุดกลับรถ

TF: ถนนเป็นหลุมบ่อ ตรงจุดกลับรถนะครับ ช่วยถ่ายภาพประกอบ ส่งเข้ามาหน่อยครับ (มีปุ่มให้เลือกกดถ่ายรูป)

ผม: (ส่งรูป)

TF: ช่วยเลือกประเภทของเรื่องที่แจ้ง 1 อย่างครับ (มีช้อยส์ขึ้นมาให้เลือก เช่น ขยะ น้ำท่วม ความปลอดภัย อื่นๆ)

ผม: (กดเลือกช้อยส์ “อื่นๆ”)

TF: สักครู่นะครับ

เพียงอึดใจเดียว Traffy Fondue ก็สรุปปัญหาพร้อมภาพถ่าย ลงเวลา 2022-06-05 18:41 และแจ้งสถานะว่า “รอรับเรื่อง” แถมยังบอกด้วยว่า “คุณมี 10 แต้ม”

ตอนแรกว่าจะไปถ่ายรูปจุดอื่นด้วย แต่ฝนเริ่มลงเม็ด ก็เลยต้องปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความหวัง แต่ก็มีเผื่อใจไว้เหมือนกันว่าอาจจะใช้เวลาหรืออาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้

วันจันทร์ Traffy Fondue ก็ส่งอัพเดตมาให้

2022-06-07 12:46 “กำลังดำเนินการ”

ตลอดสัปดาห์ ทุกครั้งที่กลับรถ ผมก็จะคอยลุ้นว่าถนนได้ซ่อมหรือยังแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเร็วเกินไป

จนเมื่อวานนี้ ศุกร์ที่ 10 มิ.ย. หลังจากไปกินข้าวกับแฟน พอกลับรถปุ๊ป ผมก็ตะโกนลั่น “ซ่อมแล้วๆๆ” จนแฟนตกใจ นึกว่าเป็นอะไร

หลุมที่คุ้นเคยหายไปแล้ว มีแต่รอยยางมะตอยที่ราดเอาไว้

อาจฟังดูเว่อร์วัง แต่สำหรับผม มันเป็น magic moment

เพราะตลอดชีวิตการเป็นมนุษย์กรุงเทพมา 40 กว่าปี ผมยังไม่เคยร้องเรียนเรื่องใดๆ แล้วได้รับการแก้ปัญหาเลย แต่ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขหลังจากที่เรารายงานไปแค่ 5 วันเท่านั้น

พอกลับถึงบ้านเปิดไลน์ Traffy Fondue ก็เห็นข้อความ

2022-06-10 14:53 “เสร็จสิ้น”

“ฝ่ายโยธาสำนักงานเขตประเวศ ได้ตรวจสอบแล้ว และดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วตามภาพถ่ายที่แนบ”

เสียดายว่ารูปเล็กไปหน่อยและกดเข้าไปดูไม่ได้

ตอนเย็น หลังจากทำงานเสร็จ ผมก็เลยปั่นจักรยานกลับไปตรงจุดกลับรถและถ่ายรูปเพื่อบันทึกไว้ให้เห็นเป็น Before & After


ผมเคยนั่งคุยกับพ่อว่า ที่ผ่านมา “การปฏิรูป” ต่างๆ ไม่เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง สิ่งที่เราเห็นก็คือการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการศึกษาและนำเสนอแนวทางแก้ไข แต่สุดท้ายก็ได้เพียงรายงานที่ไม่เคยได้ถูกเอาไปใช้ปฏิบัติจริง

นี่คือความเห็นของพ่อ:

“สำหรับพ่อเอง ทุกวันนี้การเมืองเหมือนพายเรือในอ่าง พ่อคิดว่าทางออกของบ้านเมืองคือ Active Citizen พลเมืองเข้มแข็ง ถ้าพลเมืองเข้มแข็งแล้วเขาสามารถสร้างชุมชนขึ้นมาได้ดีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจรัฐด้วยซ้ำไป

พ่อไปดูหลายพื้นที่ที่เขาสามารถจะสร้างชุมชนที่ดีขึ้น เช่น พ่อไปดูงานที่หมู่บ้านน้ำเกี๋ยน ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เขามีปัญหามีการค้ายาเสพติด 2-3 หลังคาเรือนมีบ่อนการพนัน 4-5 หลังคาเรือน มีการตัดไม้ทำลายป่า

เพราะฉะนั้นผู้คนในตำบลน้ำเกี๋ยงประมาณ 5 หมู่บ้าน เขาเรียก 42 ขุนพล เขาเอาคนที่เป็นที่เคารพนับถือของแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน 7 คนแล้วแต่ รวมแล้วได้ 42 ขุนพล แล้วจัดตั้งกันเข้มแข็ง มีประชุมกันเป็นประจำเพื่อที่จะแก้ปัญหา

42 ขุนพลเป็นที่ยอมรับเชื่อถือของของแต่ละหมู่บ้าน หยิบเอาปัญหายาเสพติดขึ้นมา เขาก็รู้ว่าบ้านนี้ค้า บ้านนั้นก็ค้า แล้วเขาก็ไปพูดบอกว่า ที่คุณค้าคุณคิดถึงอนาคตลูกหลานบ้างหรือเปล่า แล้วถ้ามันติดทั้งหมู่บ้านมันจะเป็นยังไง ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้

รู้ว่าบ้านนี้ตัดไม้ทำลายป่า ก็ใช้วิธี “ตาสับปะรด” บ้านแต่ละหลังดูแลบ้านซ้ายขวา ต่างคนต่างดูแลกันว่าอะไรที่ชั่วร้ายไม่ให้มี ในที่สุดก็ใช้เวลา 5 ปีแก้ปัญหาได้ ตัดไม้ทำลายป่าแก้ได้ ยาเสพติดแก้ได้ การพนันก็เลิกหมด อย่างนี้เป็นต้น”


สำหรับคนกรุงเทพแล้ว การเป็น Active Citizen ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแค่ทำงาน เดินทาง ดูแลคนในครอบครัวก็เต็มกลืนแล้ว คนที่จะมีเวลาเหลือไปจัดตั้งกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวหรือต่อสู้อะไรเพื่อส่วนรวมนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและไกลตัวสำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงาน

คนจำนวนไม่น้อยจึงเป็นได้แค่ Active Critic คือติดตามข่าว แสดงความเห็นตามโซเชียลมีเดีย และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสในวงเหล้าท่ามกลางเหล่าเพื่อนสนิท จากนั้นก็แยกย้ายกลับบ้านไปนอนเพียงเพื่อตื่นขึ้นมาเผชิญกับความจริงที่ยังคงเดิม

นี่คือเหตุผลที่สำหรับผมแล้ว การซ่อมหลุมบ่อตรงจุดกลับรถภายในเวลา 5 วัน เป็น magic moment เพราะมันคือความพ้องพานของหลายปัจจัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันมาก่อน:

  • คนไทยส่วนใหญ่มีสมาร์ตโฟนและมี LINE
  • แอป Traffy Fondue ทำให้การรายงานปัญหาเป็นเรื่องสะดวกและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แถมยังรู้ด้วยว่าปัญหาไปถึงไหนแล้ว
  • อ.ชัชชาติ ผู้ว่ากทม.คนใหม่ประกาศชัดเจนว่าจะติดตามเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ทำให้แต่ละเขตมี accountability และมี skin in the game เพราะทุกปัญหานั้นแทร็คได้หมดว่าอยู่ในความดูแลของใคร ทำให้มี KPI ชัดเจน

ผมเปิดดูในเว็บ Traffy Fondue เวลานี้ (11 มิ.ย.65 เวลา 16:32) มีพลเมืองช่วยกันรายงานปัญหาเข้ามาแล้วถึง 20,880 เคส แก้ไปแล้ว 3,176 เคส คิดเป็น 15%

แน่นอนว่าความหนักใจและเหน็ดเหนื่อยย่อมตกอยู่กับคนทำงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขามีเป้าหมายที่จับต้องได้ให้ยึดเหนี่ยว และได้ทำงานที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

แม้อ.ชัชชาติจะชนะการเลือกตั้งแบบทิ้งห่างคู่แข่ง แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เลือกอ.ชัชชาติ และยังจับตาดูด้วยความไม่ไว้วางใจ

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องดี จะได้ช่วยกันตรวจสอบและคอยเตือนสติกันไม่ให้ชี้นกเป็นนกไปเสียหมด

ไม่ว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่ผ่านมาเราจะกาเบอร์ไหนก็ยังสามารถรายงานปัญหาผ่าน Traffy Fondue ได้ เพราะ Chatbot นั้นตาบอดสีทางการเมือง

ใครจะเคลมเครดิตมากไปหรือน้อยไปเราไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าถ้าปัญหามันได้รับการแก้ไข คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

ขอบคุณทีมงาน NECTEC ที่สร้าง Traffy Fondue ขึ้นมา และขอบคุณอ.ชัชชาติและทีมงานที่ทำให้แอปตัวนี้มีที่ยืนอยู่ในสปอตไลท์ และแน่นอนว่าต้องขอบคุณหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกภาคส่วนที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

เพราะจากนี้ไป เมื่อเสียงของประชาชน(เริ่ม)มีความหมาย พวกเราจะแปลงกลายเป็น Active Citizen

แล้วกรุงเทพเมืองฟ้าอมร จะดีกว่านี้ได้แน่นอนครับ

นิทานสี่ทิศล้วนเป็นภูเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งขณะที่อายุได้ 27 ปี ก็ละทิ้งตำแหน่งอำมาตย์เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ไปเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง

พระอาจารย์มอบหน้าที่ดูแลสวนผักใกล้กับบริเวณวัด ฝึกปฏิบัติธรรมท่ามกลางการใช้แรงงานไปด้วย

วันหนึ่งมีพระในวัดรูปหนึ่งหลงนึกว่าตัวเองรู้แจ้งแล้ว สามารถลงจากเขาไปธุดงค์ท่องเที่ยวได้แล้ว เลยไปขออำลากับพระอาจารย์

“สี่ทิศก็ล้วนแต่เป็นภูเขา เจ้าจะไปทางไหน?” พระอาจารย์ถาม

พระรูปนั้นไม่ทราบความหมายที่แฝงอยู่ในคำเหล่านั้น จึงหันหลังกลับวัดไป

ขณะที่เดินไปเรื่อยเปื่อยจนมาถึงแปลงผัก พระที่ดูแลสวนผักกำลังดายหญ้าอยู่ เห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดของศิษย์พี่ จึงถามขึ้นว่า

“ศิษย์พี่ ท่านทุกข์ร้อนด้วยเรื่องอันใด?”

ศิษย์พี่จึงเล่าเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นให้ฟัง

พระดูแลสวนผักคิดได้ทันทีว่า สี่ทิศล้วนเป็นภูเขาหมายถึงความหนักและยากลำบาก ทุกหนแห่งล้วนแต่เป็นอุปสรรค พระอาจารย์ต้องการทดสอบความมุ่งมั่นและตั้งใจ แต่เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ยังไม่เข้าใจ พระที่ดูแลสวนผักเลยพูดขึ้นมาว่า

“กอไผ่ถึงขึ้นมาหนาแน่นอย่างไร
ก็ไม่อาจขวางน้ำมิให้เล็ดลอดผ่านไปได้
ภูเขาถึงสูงอย่างไร
ก็มิอาจขวางก้อนเมฆให้ผ่านไปได้”

ศิษย์พี่คิดว่าถ้านำคำตอบนี้ไปให้พระอาจารย์แล้ว พระอาจารย์ต้องชมชอบ
และอนุญาตให้ลงจากเขาได้เป็นแน่ จึงเดินกลับไปหาพระอาจารย์และพูดประโยคที่เพิ่งได้ยินมาจากศิษย์น้อง

แต่เมื่อพระอาจารย์ได้ฟังก็ขมวดคิ้ว จ้องตาเขม็งพลางพูดว่า

“คำตอบนี้เจ้าไม่ได้คิดขึ้นมาเอง ใครเป็นคนช่วยเจ้าคิด?”

เมื่อโดนจับได้ ศิษย์พี่จึงเล่าถึงศิษย์น้องที่ดูแลสวนผัก

“คิดได้ขนาดนี้ ต่อไปต้องมีดีแน่ แม้แต่พระรูปนั้นยังไม่คิดจะลงจากเขาเลย แล้วเจ้ายังจะลงจากเขาอีกหรือ?”


ขอบคุณนิทานจากเว็บ What Am I

นิทานไม่มีเวลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระรูปหนึ่ง หลังจากที่ไปศึกษาเล่าเรียนและไปฝึกปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ
ผ่านไปถึง 20 ปี ก็กลับมาอยู่กับพระอาจารย์ฝ๋อกวงตามเดิม

เมื่อกลับมาถึงก็บอกเล่าทุกข์สุขและสิ่งที่ได้เล่าเรียน เพื่อที่จะให้พระอาจารย์ทดสอบ
ว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไปถึงไหนแล้ว พระอาจารย์นั่งฟังอย่างตั้งใจ ด้วยแววตาที่เต็ม
ไปด้วยเมตตาจิต

แล้วลูกศิษย์ก็ถามพระอาจารย์ว่า

“20 ปีที่ผ่านมานี้ ท่านอาจารย์ทำอะไรไปบ้าง?”

“ทุกวันอาจารย์ก็สอนศิษย์ บรรยายธรรม เขียนคัมภีร์ รู้สึกถึงสิ่งดีงามของทุกวัน
ทุกๆ วันก็ทำแต่สิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ และมีความสุข”

“พระอาจารย์ทำอย่างนี้เหนื่อยและหนักเกินไปแล้ว ควรจะต้องนึกถึงการพักผ่อน
บ้าง ดูแลร่างกายและสุขภาพ มิฉะนั้นท่านจะต้องแก่แน่ๆ”

พระอาจารย์ตอบว่า

“ข้าไม่มีเวลาแก่ กลางวันต้องคอยต้อนรับและบรรยายธรรมให้กับผู้มีจิตศรัทธา กลับมาที่ห้องพักยังต้องคอยอ่านข้อความที่ลูกศิษย์เขียนมาถามธัมมะ แล้วยังต้องเขียนคัมภีร์ ทุกวันก็ต้องอยู่กับสิ่งที่ทำที่ไม่รู้จักหมด แล้วไหนจะยังมีเวลาที่รู้สึกว่าแก่?

คนบางคนแม้จะยังหนุ่มแน่น แต่กายและจิตที่อ่อนล้าก็รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว บางคนอายุมากแล้วแต่ในจิตยังกล้าแกร่ง ยังรู้สึกมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม สุขภาพดีเยี่ยม”


ขอบคุณนิทานจาก What Am I

2 ข้อที่ควรถามเมื่อไม่มีความสุขกับงานประจำ

คำถามที่ 1 – เราให้น้ำหนักกับข้อเสียมากเกินไปรึเปล่า

หลายคนอาจเคยได้ยินได้ฟังนิทานอิฐสองก้อนจากหนุ่มเมืองจันท์

พระอาจารย์พรหม ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เคยก่อกำแพงอิฐแล้วมีพลาดวางอิฐสองก้อนไม่เรียบร้อย พระอาจารย์อยากจะทุบกำแพงเพื่อสร้างใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่ยอม

จากนั้นเวลามีแขกมา พระอาจารย์จะหลีกเลี่ยงไม่พาแขกเดินผ่านกำแพงบริเวณนี้ เพราะอายที่ก่ออิฐผิดพลาดไป 2 ก้อน

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์พรหมกำลังเดินกับผู้มาเยือนวัดคนหนึ่ง เขาเห็นกำแพงอิฐนี้แล้วเปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี้สวยดี”

พระอาจารย์พรหมถามด้วยอารมณ์ขันว่า “คุณลืมแว่นสายตาไว้ในรถหรือเปล่า คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐ 2 ก้อนที่ก่อผิดพลาดจนกำแพงดูไม่ดี”

แต่แล้วผู้มาเยือนคนนี้ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้พระอาจารย์พรหมเปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดที่เคยมีต่อกำแพงนี้

“ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อนที่ก่อไว้อย่างสวยงาม”


เวลาเราไม่ค่อยมีความสุขกับที่ทำงาน มักจะเกิดจากอิฐ 2 ก้อนนี่แหละ

เช่นนิสัยบางอย่างของหัวหน้า หรือความไม่เรียบร้อยของการทำงานของบางคน แล้วเราก็จะผิดหวังและหัวเสียไปกับเรื่องเหล่านี้

ส่วนของที่มันดีอยู่แล้วเรามักไม่ค่อยเห็นและไม่ให้น้ำหนัก เพราะมันเป็นเหมือนอากาศที่เราจะนึกถึงก็ต่อเมื่อเราขาดมันไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้องาน เพื่อนร่วมงานที่น่ารัก การได้ทำงานที่บ้าน และสวัสดิการที่ดี

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะมองเห็นอิฐ 2 ก้อนก่อนอิฐ 998 ก้อน มนุษย์เราถูกวิวัฒนาการให้มองหาสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่เราจะได้รอดพ้นจากอันตรายและอยู่รอดเพื่อสืบพันธุ์

หรือถ้าจะมองด้วยเลนส์ของกฎ 80/20 ที่บอกว่าผลส่วนใหญ่เกิดจากเหตุส่วนน้อย ความทุกข์ส่วนใหญ่ในที่ทำงานของเราก็เกิดจากต้นเหตุเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง

เมื่อเราจดจ่อกับอิฐ 2 ก้อนมากเกินไป เราจึงไม่เห็นคุณค่าของอิฐอีก 998 ก้อนที่เหลือ


คำถามข้อที่ 2 – เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่รึเปล่า

ภาษาอังกฤษเรียกว่า Me-Centered Universe

เรามักไม่ได้ตัดสินสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง

เรามักตัดสินสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันไม่ถูกใจเรา

ไม่ผิดที่จะอยากให้อะไรมันดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป เราก็จะพอเข้าใจได้ว่าปัญหาบางอย่างมันต้องใช้เวลาแก้ และแต่ละคนแค่จะเอาตัวเองให้รอดจากปัญหาของตัวเองก็ตึงมือพออยู่แล้ว ดังนั้นเขาอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหามากนัก

แต่หากเราคิดแบบ me-centered universe เราจะเผลอคิดไปว่าปัญหาของเรานั้นสำคัญและต้องแก้ไขด่วนที่สุด และพอคนอื่นๆ ไม่ได้เห็นพ้องกับเรา เราก็จะชี้นิ้วไปที่คนอื่นก่อนเสมอ


ที่เขียนมานี้ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าให้ทนต่อไปโดยไม่มีข้อแม้

แค่จะบอกว่าปัญหาและความ suffer ที่เกิด เราเองก็มีส่วนทำให้มันหนักหนาขึ้นด้วยเช่นกัน

ลองถอยออกมาให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของจักรวาล แล้วมองที่ทำงานของเราอีกครั้ง

แล้วเราอาจเห็นอิฐดีๆ อีก 998 ก้อนที่เรามองข้ามมาตลอด

จะได้ไม่เผลอทุบกำแพงที่เราสร้างมาเองกับมือครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Srikumar Rao | Talks at Google | Are You Ready to Suceed? (นาทีที่ 30:32)