เปรียบเทียบน้อยก็สุขมาก เปรียบเทียบมากก็สุขน้อย

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะเราเป็นสัตว์สังคมมาแต่ไหนแต่ไร

เมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะเราแค่เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เราเจอกันในชีวิตจริง อาจจะเป็นคนในหมู่บ้าน คนที่โรงเรียน หรือคนที่บริษัท

แต่พอเรามีโซเชียลมีเดีย ตัวเปรียบเทียบของเราก็มากขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นเท่า

ไม่ว่าเราจะจะสวยเท่าไหร่ มันจะมีคนที่สวยกว่าเราเสมอ ไม่ว่าเราจะรวยเท่าไหร่ มันจะมีคนที่รวยกว่าเราเสมอ

ซึ่งมันก็เป็นความจริงที่เรารู้กันอยู่แล้วในเชิงนามธรรม แต่เมื่อโดนตอกย้ำในเชิงรูปธรรมบนหน้าฟีดอยู่ทุกวันก็ย่อมตอกย้ำว่าเรายังดีไม่พอ เรายังสำเร็จไม่พอ

เมื่อบวกกับแรงของทุนนิยมที่เชียร์ให้เราจับจ่าย เราจึงกลายเป็นผู้บริโภคชั้นดี ที่จะยอมควักเงินและควักพลังชีวิตเพื่อผลักดันและดึงดันให้ชีวิตฉันต้องดีขึ้นกว่านี้เรื่อยไป

แต่เรากำลังเล่นเกมที่ไม่มีวันชนะ ความรู้สึกพึงพอใจอย่างแท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการการเปรียบเทียบกับคนอื่น

เปรียบเทียบคนที่สูงกว่าเราก็อาจอิจฉาหรือถอนใจ เปรียบเทียบกับคนที่ต่ำกว่าเราก็มีโอกาสอัตตาพองโต

“The greatest killer of happiness is comparison.”
-Shane Parrish

ไม่เปรียบเทียบเลยคงไม่ได้ แต่เปรียบเทียบตลอดไปก็ลำบาก

เปรียบเทียบน้อยก็สุขมาก เปรียบเทียบมากก็สุขน้อยครับ

ยืนตำแหน่งให้ดี

ในเกมฟุตบอล ทักษะหนึ่งที่สำคัญมากคือการยืนตำแหน่งให้ดี (positioning)

ถ้าโกลยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะไม่เสียประตูง่ายๆ

ถ้าแผงกองหลังยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะช่วยกันสกัดคู่แข่งได้

ถ้ากองกลางยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะสามารถบัญชาการเกม

และถ้ากองหน้ายืนตำแหน่งได้ดี ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงโอกาสให้เป็นประตู

ในชีวิตจริงของคนเรา ก็ต้องหา position ที่ดีให้กับตนเองเช่นกัน

เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะเจอกับอะไรบ้าง แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้ตลาดหุ้นจะเป็นยังไง แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีด้วยการไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อาจถูกบังคับให้ขายหุ้นทิ้ง

เราไม่รู้หรอกว่าเราจะได้โปรโมตเมื่อไหร่ แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีได้ด้วยการเติมเต็มทักษะที่จำเป็น เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึงเราจะได้พร้อมคว้าโอกาสนั้นไว้

เมื่อเรายืนตำแหน่งได้ดี เราจะเป็นผู้คุมเกม เมื่อเรายืนตำแหน่งได้แย่ เราจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อถูกกระทำ เรามักจะตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ยืนตำแหน่งให้ดี และเราจะมีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Brain Food: No Points for Difficult

Pic & Pause: 10 เรื่องคูลๆ ของหมีขั้วโลกเหนือ

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีรูปมาให้ดูครับ

  1. โลกมีหมีขั้วโลกเหนือ (พื้นที่ Arctic) แต่ไม่มีหมีขั้วโลกใต้ (ทวีป Antartica)
  2. ความอ้วนนั้นแย่ต่อสุขภาพของมนุษย์แต่จำเป็นสุดๆ สำหรับสุขภาพหมีขั้วโลก
  3. หมีขั้วโลกเหนือสามารถอยู่ได้โดยไม่กินอะไรเป็นเวลา 8 เดือน
  4. ช่วงที่ขาดอาหาร กระบวนการเผาผลาญจะลดลงจนเกือบเหลือ 0
  5. ช่วงหน้าหนาวที่หาอาหารไม่ได้ หมีจะจำศีล และใช้พลังงานจากไขมันตามร่างกาย เมื่อหมดฤดูจำศีลก็จะผอมกะหร่องเหมือนในรูป
  6. ช่วงจำศีลมันจะอาศัยอยู่ในโพรงที่ขุดไว้เป็นห้องๆ เรียงกันอารมณ์เหมือนอพาร์ตเมนต์
  7. แม่หมีมักจะคลอดลูกในช่วงนี้ และลูกหมีก็จะกินนมที่ผลิตจากไขมันในตัวแม่หมี
  8. หมีขั้วโลกเหนือถูกจัดประเภทให้เป็น “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล” (marine mammals) เหมือนกับปลาโลมาและปลาวาฬ
  9. สรีระของมันเหมาะกับการว่ายน้ำมาก อุ้งมือสองข้างขนาดใหญ่นั้นเปรียบเสมือนไม้พาย ส่วนขาหลังทำหน้าที่เหมือนหางเสือ
  10. หมีขั้วโลกเหนือจึงสามารถว่ายน้ำระยะทางไกลด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วเท่าไมเคิล เฟลปส์ นักว่ายน้ำ 23 เหรียญทองโอลิมปิก

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Chukwuebuka Sunday’s answer to What animal has spectacular abilities?

วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นบ้าง?

Jerzy Gregorek นักแต่งกลอนและอดีตแชมป์โลกยกน้ำหนัก เคยกล่าวไว้ว่า

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

เป็นเรื่องปกติที่เราจะเลือกทางง่ายไว้ก่อน เพราะสมองของเราถูกวิวัฒนาการให้มองหาหนทางที่จะประหยัดพลังงาน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดในยุคสมัยที่เราต้องออกหาอาหารเองทุกมื้อและไม่รู้ว่าวันต่อไปจะมีอะไรกินรึเปล่า

ความขี้เกียจจึงเป็นทุนเดิมของมนุษย์ ส่วนความขยันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน

เราจึงทำงานให้เสร็จแทนที่จะทำงานให้ดี

เราจึงกดส่งเมลทันทีแทนที่จะตรวจทานอีกสองรอบ

เราจึงปั่นสไลด์ในคืนก่อนพรีเซนต์ แทนที่จะทำให้เสร็จก่อนสองวัน

เราชอบเอาความสบายของตัวเราในวันนี้เป็นที่ตั้ง และผลักภาระให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

แต่คนที่ชีวิตก้าวหน้า จะพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นเสมอ

นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำๆ

เตรียมทำสไลด์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีในวันที่พรีเซนต์

แน่นอนว่ามันต้องออกแรง แน่นอนว่ามันฝืนธรรมชาติ เพราะถ้าให้เลือกโดยสัญชาตญาณเราก็ชอบเลือกทางง่ายกันทั้งนั้น

แต่ถ้าเราอยากขึ้นที่สูง เราควรกระซิบถ้อยคำนี้กับตัวเองบ่อยๆ

อย่าทำเพราะว่ามันง่าย – ให้ทำเพราะว่ามันยากครับ

ค้นหาจุดแข็งของตัวเองตามแนวทางของ Peter Drucker

Peter Drucker ถือเป็นบิดาของศาสตร์แห่งการบริหารจัดการสมัยใหม่

แม้จะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2005 แต่แนวทางที่ดรักเกอร์ได้วางไว้นั้นก็ยังส่งอิทธิพลต่อผู้บริหารทั่วโลกตราบจนทุกวันนี้

หนึ่งในบทความที่ดีที่สุดตลอดกาลของ Harvard Business Review ก็ถูกเขียนโดยดรักเกอร์ในปี 1999 เป็นบทความชื่อ Managing Oneself ที่ต่อมากลายเป็นหนังสือและได้รับการแปลเป็นภาษาไทยภายใต้ชื่อ ปัญญางานจัดการตน โดยสำนักพิมพ์ openbooks

ในบทความนี้มีช่วงตอนหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ เพราะตัวเองยังไม่เคยทำ:

“ทุกครั้งที่เราต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ หรือลงมือทำเรื่องสำคัญ จงจดเอาไว้ด้วยว่าเราคิดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

พอเวลาผ่านไป 9 เดือนหรือ 12 เดือน ให้เปรียบเทียบสิ่งที่เราคาดการณ์เอาไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมทำแบบนี้มาเป็นเวลา 15 ถึง 20 ปีแล้ว และผมก็ต้องแปลกใจทุกครั้ง

การทำ feedback analysis แบบนี้ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองมีสัญชาตญาณที่ดีในการเข้าใจคนทำงานที่มีความรู้เฉพาะทาง เช่นวิศวกร นักบัญชี หรือนักวิจัยการตลาด และทำให้ผมรู้ตัวเองว่าไม่ค่อยเข้าใจคนที่เป็น generalist เท่าไหร่นัก

หากเราได้ฝึกจดบันทึกเช่นนี้บ่อยๆ ภายในเวลา 2-3 ปีเราจะรู้ได้ทันทีว่าจุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน และนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องรู้”


เวลาเราตัดสินใจเรื่องต่างๆ เรามักจะพกความมั่นใจมาเต็มพิกัด

อาจจะเพราะอ่านมามาก ฟังมามาก และเราเองก็มีความถือตัวประมาณหนึ่ง เราเลยเข้าข้างตัวเองว่าเราน่าจะถูกมากกว่าผิด

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเรื่องการลงทุน การซื้อรถ การเลือกทำเล การรับคนเข้าทำงาน หรือแม้กระทั่งการเลือกคบคน

ถ้าเราตัดสินใจถูก เราก็จะชมเชยตัวเองว่าเก่งมาก

ถ้าเราตัดสินใจผิด เราก็คงเจ็บใจอยู่สักพัก ก่อนที่จะทิ้งมันไปหรือกลบฝังมันไว้ เพราะยิ่งนึกยิ่งเจ็บก็เลยไม่อยากนึกถึง แต่แท้จริงแล้วมันเป็นบทเรียนที่มีคุณค่ามหาศาล

ถ้าระดับปรมาจารย์อย่างดรักเกอร์ยังประหลาดใจกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมก็เชื่อว่าการได้ลองจดบันทึกดังกล่าวน่าจะสอนอะไรเราได้ไม่น้อยเช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก HBR: Managing Oneself by Peter Drucker