อนาคตนั้นยาวไกล อดีตนั้นใกล้นิดเดียว

20190921_faraway

เมื่อวานซืน เฟซบุ๊คมีภาพขึ้นมาเตือนว่า 7 ปีที่แล้วผมไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยม.ต้น

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทุกคนในรูปยังโสด มาวันนี้เกือบทุกคนแต่งงานมีลูกวิ่งได้กันหมดแล้ว

เวลาบนโลกผ่านไป 7 ปี แต่เวลาในใจเหมือนผ่านไปแค่ปีเดียว

—–

อีกเดือนนิดๆ “ปรายฝน” ลูกคนโตของผมก็จะอายุครบ 4 ขวบ

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ปรายฝนถามแทบทุกสัปดาห์ว่าเมื่อไหร่จะได้เป่าเค้กวันเกิด คำตอบของผมก็ไล่มาตั้งแต่ “อีก 3 เดือน” “อีก 2 เดือนกว่าๆ” “อีกประมาณ 2 เดือน” “อีกเดือนกว่าๆ”

ปรายฝนเฝ้าเพียรถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และคงคิดในใจว่าทำไมวันเกิดยังมาไม่ถึงซักที

—–

เมื่อวานซืนตอนที่รับปรายฝนกลับจากโรงเรียน ปรายฝนบอกว่าอยากขับรถ ถามผมว่าเมื่อไหร่เขาจะขับรถได้เหมือน daddy บ้าง

ผมตอบไปว่าน่าจะอีกอย่างน้อย 10 ปี ปรายฝนต้องตัวโตกว่านี้ ขาต้องยาวกว่านี้ถึงจะเหยียบคันเร่ง-เหยียบเบรคถึง

ปรายฝนเงียบไป คงไม่ค่อยเข้าใจความหมายว่า 10 ปีนั้นนานแค่ไหน

แต่ถ้า 3 เดือนยังนานจนรอแทบไม่ไหว 10 ปีสำหรับปรายฝนคงไม่ต่างอะไรกับอนันตกาล

—–

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเราเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสงเท่าใด เวลาก็จะยิ่งเดินช้าลงเท่านั้น

ชีวิตวัยเด็กนั้นเคลื่อนที่เร็ว เพราะเด็กได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ มากมาย มีอะไรให้เรียนรู้ได้ทุกวัน ทุกอย่างเป็นเรื่องอัศจรรย์และน่าค้นหา เวลาของพวกเขาจึงเดินช้ากว่าคนแก่ที่ชีวิตแต่ละวันเหมือนกันไปหมด ไม่มีอะไรให้ตื่นตา ไม่ค่อยมีสิ่งใดให้น่าจดจำ

สำหรับเด็กวัย 4 ขวบที่เดินทางใกล้ความเร็วแสง เวลา 10 ปีที่รออยู่ข้างหน้าจึงดูเหมือนไกลแสนไกลราวกับเป็นอนันตกาล

สำหรับวัยกลางคนอย่างผม เวลา 10 ปีที่ผ่านไปแล้วนั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ส่วน 10 ปีข้างหน้า แม้จะรู้สึกว่ายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยาวนานเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกตอนเด็กๆ อีกต่อไปแล้ว

และเมื่อวันที่ชีวิตเดินทางถึงบั้นปลาย ผมก็อาจรู้สึกว่า 10 ปี, 40 ปี หรือแม้กระทั่ง 80 ปีที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว

คำถามต่อมาก็คือเราจะพอทำอะไรได้บ้าง?

หนึ่ง เราควรอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องโหยหาอดีต และอย่ากังวลถึงอนาคตให้มากนัก เดี๋ยวมันก็จะมาถึงและจะกลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็ว

สอง พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ คงไว้ซึ่งความไร้เดียงสา ดังคำของสตีฟ จ๊อบส์ที่ว่า stay hungry, stay foolish.

สาม ให้เวลากับคนในครอบครัว เด็กน้อยยังต้องการเพื่อนร่วมทางไปสู่อนาคตที่ทอดยาว ส่วนพ่อแก่แม่เฒ่าก็ต้องการความทรงจำที่ดีสำหรับอดีตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะอนาคตนั้นยาวไกล ส่วนอดีตนั้นใกล้นิดเดียวครับ

นิทานตากฝน

20190920_rain

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บางครั้งบางคราว ก็มีฝนหลงฤดูตกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่วิ่งแตกตื่นหลบฝนอยู่นั้น กลับมีชายหนุ่มนามว่า “อาเต้า” เดินทอดน่องฝ่าสายฝนไปเรื่อยๆ

อาเวิ่น ซึ่งเป็นสหายของอาเต้าวิ่งฝ่าฝนผ่านมาพอดี พอเห็นเพื่อนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“อาเต้า ทำไมเจ้าไม่รีบวิ่งเสียเล่า ฝนตกหนัก ฟ้าลมคะนองปานนี้”

“ฝนตกหนักเช่นนี้ ไม่ว่าจะวิ่งหรือเดินช้าๆ ก็ย่อมจะเปียกเหมือนกันหมด แล้วข้าจะวิ่งไปใย หากข้าวิ่งแล้วเกิดลื่นล้มแข้งขาเคล็ดขึ้นมา ไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่รึ?”

—–

ดัดแปลงจากนิทานเดินเร็ว เดินช้า เว็บนิทานจีน เพื่อนักธุรกิจ สอนให้คิดแบบปรัชญา

เคลียร์ทางเข้าให้เรียบร้อย

20190919

เพราะถ้าทางเข้ามันมีของพะรุงพะรัง เราก็จะสะดุดได้โดยง่าย

โต๊ะทำงาน ควรจะเคลียร์ทุกอย่างออกจากโต๊ะ ยกเว้นงานที่ต้องทำ

ในคอมพิวเตอร์ ควรจะเปิดเฉพาะโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานชิ้นนั้น

ใน Chrome ควรจะปิดทุกแท็บยกเว้นแท็บที่ต้องใช้ทำงานจริงๆ

มือถือ ควรจะปิด notifications ปิดเสียง วางไว้ในจุดที่ตามองไม่เห็น ไม่ควรอยู่ในกระเป๋ากางเกง เพราะเราจะชอบนึกว่ามือถือสั่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สั่น

การทำงานก็เหมือนการวิ่งแข่ง

วิ่ง 100 เมตรยังไงก็จบเร็วกว่าวิ่งข้ามรั้วครับ

บางทีเราก็ไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง

20190918

“Sometimes you have to be not yourself.”
-Anonymous

การเป็นตัวของตัวเองนั้นฟังดูสมเหตุสมผล และเป็นคำแนะนำที่เราได้ยินจากปากคนที่หวังดีกับเรามาเนิ่นนาน

แต่หลุมพรางของการเป็นตัวของตัวเอง คือมันอาจเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ปรับปรุงตัวหรือไม่ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แต่ไม่ค่อยสื่อสารกับลูกน้องโดยอ้างว่าเราเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

หรือถ้าเราเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แล้วคำพูดของเราทำให้คนใกล้ตัวเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ย่อมทำให้ความสัมพันธ์คลอนแคลน

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ถ้าเรามีตรงไหนที่ไม่ดีแล้วอยากเห็นมันดีขึ้น เราก็ต้องพยายามไม่เป็นตัวของตัวเอง – อย่างน้อยก็สักช่วงนึง

เช่นถ้าเราเป็นคนพูดจามะนาวไม่มีน้ำ บางทีเราก็ต้องหัดพูดให้นุ่มนวลขึ้นบ้าง เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี มันก็จะเป็น reward ที่เราจะจดจำและอยากทำซ้ำ เมื่อทำบ่อยเข้า เราก็จะกลายเป็นคนที่พูดจาดีไปโดยปริยาย อย่างน้อยก็ในบริบทที่จำเป็นต้องพูดจาดี

เป็นตัวของตัวเองนั้นทำได้ ถ้ามันไม่ได้ก่อความเดือดร้อน

แต่ถ้าเป็นตัวของตัวเองแล้วทำร้าย ก็อย่ายึดติดตัวตนให้มากนักเลย

เริ่มให้เร็ว จบให้ช้า

20190917

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเริ่มอย่างชักช้าและอยากจบให้เร็วๆ

ยกตัวอย่างเช่นการเขียนบล็อกของผมเป็นต้น

กว่าจะเขียนบทความซักเรื่อง ก็เข้าเว็บโน้นเว็บนี้อยู่เกือบยี่สิบนาที เดินไปกดน้ำ หาขนมกิน พิรี้พิไรอยู่นานกว่าจะนั่งลงเขียนบทความนี้ได้

พอเขียนเสร็จ ก็มักจะตรวจทานแค่ครั้งเดียว ก่อนก็จะเอาขึ้นบล็อก แล้วแชร์ลงเฟซบุ๊ค ไลน์และบล็อกดิท

เมื่อแชร์เสร็จแล้ว ผมมักจะพบว่าตัวเองสะกดผิดหรือพิมพ์ตกหล่นหลายที่ ต้องกลับไปแก้ข้อความตามช่องทางที่ผมเผยแพร่เอาไว้ ผลก็คือมันทำให้บทความดูไม่น่าเชื่อถือ และยอด reach มักจะต่ำกว่าปกติเพราะเฟซบุ๊คจะตัดคะแนนบทความที่แก้ไขหลังจากตีพิมพ์ไปแล้ว

อาการ “จบเร็ว” ยังเห็นได้จากการส่งอีเมลในที่ทำงาน พิมพ์เสร็จแล้วรีบกดส่งโดยไม่ดูให้ดีก่อนว่าสะกดผิดบ้างหรือไม่ ส่งหาถูกคนหรือเปล่า แนบไฟล์แล้วหรือยัง ทั้งๆ ที่ถ้าเราเสียเวลาอีกซัก 1 นาทีเพื่อตรวจทานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ย่อมจะทำให้อีเมลของเรามีเนื้อหาครบถ้วนและสร้าง branding ที่ดีให้กับตัวเอง

คนที่เริ่มช้าจบเร็ว จึงมักจะจบไม่ค่อยสวย

ส่วนคนที่เริ่มเร็ว จบช้า จะทำงานได้มากกว่า เร็วกว่า แถมผลงานยังออกมามีคุณภาพสูงกว่าอีกด้วยครับ