นิทานตรอกหกฟุต

20190926_sixfeet

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

เหตุเกิดในสมัยราชวงศ์ชิง (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางถึงรัตนโกสินทร์) ที่บ้านเกิดของรัฐมนตรีจางถิงอี้ แห่งเมืองถงเฉิน มณฑลอานฮุย

ในระหว่างที่มีการซ่อมแซมกำแพงบ้าน เกิดมีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อนกับบ้านข้างเคียง ตกลงกันไม่ได้ว่าที่ดินที่โต้เถียงกันเป็นของบ้านใครกันแน่

แม่ของท่านรัฐมนตรีจึงได้เขียนจดหมายถึงลูกที่รับราชการอยู่ที่ปักกิ่ง อยากให้ลูกสั่งการให้ข้าราชการท้องถิ่นออกมาจัดการเรื่องนี้

หลังได้รับจดหมายจากแม่แล้ว ท่านรัฐมนตรีจึงได้ตอบจดหมายถึงแม่ ความว่า

“จดหมายมาไกลเพียงเพราะเรื่องกำแพง
อย่าใจแข็งถอยสักสามฟุตจะเป็นไร
กำแพงเมืองจีนทุกวันนี้ยังยิ่งใหญ่
แต่ไฉนจึงไร้เงาจิ๋นซีฮ่องเต้”

หลังจากแม่ได้อ่านจดหมายที่ลูกส่งมา จึงตัดสินใจย้ายแนวกำแพงถอยห่างเข้ามาสามฟุต

เมื่อคู่กรณีเห็นว่าเหตุกลับกลายเป็นเช่นนี้ เกิดความละอายใจขึ้นมา จึงถอยแนวกำแพงรั้วของบ้านตนร่นเข้าไปสามฟุตเช่นกัน

ระหว่างบ้านทั้งสองจึงกลายเป็นตรอกกว้างหกฟุตที่ผู้คนใช้สัญจรได้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงจักรพรรดิคังซีในเวลาต่อมา พระองค์ทรงประทับใจในความเอื้ออาทร และการรู้จักมีความอลุ่มอล่วยต่อกัน เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทั่วไป จึงทรงรับสั่งให้สร้างหลักจารึกคำว่า “เอื้ออาทร” ไปติดอยู่ที่บริเวณปากตรอก จนกลายเป็นที่มาของ “ตรอกหกฟุต” อันโด่งดัง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อยู่จนทุกวันนี้

—–

ขอบคุณนิทานจาก นิทานน้ำใจไมตรี 101 ตรอกหกฟุต 

ขอบคุณภาพจาก AIAT

ปัญหาบางอย่างก็แก้ได้ด้วยเงิน

20190924b

ดังนั้นอย่ารังเกียจการใช้เงินแก้ปัญหา

เพราะเงินนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “เวลาของเราที่แปรรูปไปแล้ว”

เพราะเราเอาเวลาไปทำงาน จึงได้เงินมา

หากเราจะเอาเงินนั้นมาใช้ เพื่อซื้อเวลาให้เราเพิ่ม ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้และสมควรทำ

ถ้ารถข้างล่างมันติดมาก ก็จงขึ้นทางด่วน

ถ้าทำงานบ้านแล้วไม่มีเวลาพักผ่อน ก็จ้างแม่บ้านมาช่วยบ้างก็ได้

ถ้าหิวแล้วหาของกินลำบาก ก็สั่งไลน์แมนมาส่ง

จริงอยู่ คนเราควรจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง แต่ขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

ถ้าเราตะบี้ตะบันหาเงิน-เก็บเงินอย่างเดียว เราก็อาจจะสูญเสียโอกาสที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตไปนะครับ

ปรารถนาสิ่งใดจงเอ่ยปาก

20190924

แต่เราไม่ค่อยกล้าพูดออกมาเพราะ

หนึ่ง กลัวโดนปฏิเสธ

สอง เราเชื่อว่าถ้าเขาแคร์เราพอ เขาย่อมจะทำให้เราเอง

จึงขอให้คิดอย่างนี้

หนึ่ง ถ้าเราเอ่ยปาก โอกาสแม้จะต่ำเตี้ยแค่ 1 ใน 100 ก็ยังสูงกว่า 0 ใน 100 หากเราไม่พูดเลย

สอง เขาอ่านใจคนไม่ได้ หรือถึงอ่านได้ก็ไม่เท่าที่เราหวัง แถมเขาเองก็มีเรื่องให้วุ่นวายมากพออยู่แล้ว

ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นทั้งสองฝ่ายด้วยการบอกสิ่งที่เราต้องการ ถ้าโดนปฏิเสธก็ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน

และเป็นการเพิ่มโอกาสสำหรับการขอครั้งต่อไปครับ

โหยหาการมองเห็น

20190923b

หนึ่งในความต้องการส่วนลึกที่สุดของคนเรา คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

และถ้าเขาไม่ได้รับความรู้สึกนี้จากคนในครอบครัวหรือจากคนใกล้ตัว เขาก็จะแสวงหาความรู้สึกนี้จากที่อื่นแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กแว้นถึงไปแต่งท่อมอเตอร์ไซค์ให้เสียงดังหนวกหูชาวบ้าน เพราะเวลาเขาพูดที่บ้านไม่ค่อยมีใครฟังเขาเลย

เป็นเหตุผลที่เด็กหลังห้องก่อเรื่องผิดระเบียบจนอาจารย์ผู้ปกครองเรียกไปคุยอยู่บ่อยๆ เพราะพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาคุยด้วย

เหตุผลที่หญิงสาวบางคนแต่งตัวโป๊ๆ โชว์เนื้อหนังในอินสตาแกรม เพราะอยู่ที่โรงเรียนไม่มีใครสนใจ

เหตุผลที่บางคนโพสต์เฟซบุ๊กทุกวันเพื่อบอกว่าชีวิตของฉันดีแค่ไหน เพื่อขอความมั่นใจว่าชีวิตฉันยังดีอยู่

เขาเพียงต้องการจะบอกกับโลกว่า “มองเห็นฉันมั้ย มองเห็นฉันสิ มองเห็นฉันรึยัง”

Now you see me…

ถ้าเราเจอคนที่โหยหาการมองเห็น อย่าเพิ่งรำคาญหรือหมั่นไส้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพราะเขาพร่องภายในเขาจึงต้องแสวงหาจากภายนอก

และบางครั้งเราเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งทั้งเราและเขาจะได้รับการมองเห็นจากคนที่เรารักอย่างเพียงพอ

จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งพาสายตาของคนอื่นคนไกลไปตลอดชีวิตครับ

เวลาเรากำลังพูดถึงใคร

20190923

ให้ระลึกไว้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเอง

ไม่ว่าเราจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนดี หรือด่าทอว่าเขาเป็นคนใช้ไม่ได้

สุดท้ายเราก็แค่ตัดสินจากสิ่งที่เราเห็น และจากสิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็นเท่านั้น

“ที่เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องมีเจตนาอย่างนี้แน่ๆ เลย”

กระบวนการคิดอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด มันสะท้อนความเป็นตัวเราล้วนๆ เพราะเราจะใช้บรรทัดฐานของเราในการตัดสินการกระทำของคนอื่นเสมอ

เราไม่มีทางรู้จักเขาได้ดีพอ ขนาดตัวเองเรายังรู้จักได้ไม่ดีพอเลย

ดังนั้นโปรดระวังเวลาที่เรากำลังพูดถึงคนอื่น

เพราะมันเป็นการพูดถึงตัวเองอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว