นิทานยากที่จะบอก

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง ซึ่งมีสหายคนสนิทที่พระองค์พาไปไหนมาไหนด้วยเสมอ

วันหนึ่ง พระราชาถูกสัตว์ร้ายกัดที่นิ้ว บาดแผลฉกรรจ์มาก พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า

คนสนิทตอบว่า “ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก”

ผ่านไปไม่กี่วัน แผลเริ่มเน่า จนในที่สุดแพทย์ประจำพระองค์ต้องจำใจตัดนิ้วของพระราชา

พระราชาจึงถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือไม่

คนสนิทกลับตอบว่า “ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก”

พระราชาทรงพิโรธมาก จึงจับคนสนิทขังไว้ในคุก

วันต่อมา พระราชาเสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก จึงรุดเข้าป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ตัวอีกที ก็พบว่าพระองค์หลงทางเสียแล้ว

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่า ซึ่งแห่เข้ามาจับพระราชาเพื่อจะนำไปบูชายัญ

แต่เมื่อพวกเขาพบว่าพระราชานิ้วขาด จึงรีบปล่อยพระราชา เพราะเชื่อว่าหากนำมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ไปบูชายัญ จะถูกพระเจ้าลงโทษ

เมื่อกลับถึงพระราชวัง พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา

“มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้”

“ทำไมงั้นหรือ?” พระราชาถาม

“เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องติดตามท่านไปในป่า และในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญเป็นแน่”

ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอกจริงๆ


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องดีไม่ดี ยากที่จะบอก

ตัวเราในวัยเด็กจะชื่นชมตัวเราในวันนี้

บางทีเราก็ให้เครดิตตัวเองน้อยเกินไป

ยิ่งถ้าเราชอบเปรียบเทียบกับผู้อื่น คิดว่าเรายังไม่ใช่ตัวจริง คิดว่ายังทำได้ไม่ดีพอ ยังต้อง smarter, faster, better

การเงยหน้ามองยอดเขา บางทีก็ทำให้เราฮึดสู้ แต่บางทีก็ทำให้เราท้อได้เหมือนกัน

ซึ่งในกรณีนั้น ให้ลองมองกลับหลัง แล้วจะรู้ว่าเราเดินทางมาไกลแค่ไหน

นับจากวันที่เรียนจบมา เงินเดือนแรกได้เท่าไหร่ อ่อนหัดและอ่อนต่อโลกเบอร์ไหน ได้ทำงานมากี่ร้อยกี่พันโปรเจ็ค สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว สร้างรอยยิ้มมาแล้วเท่าไหร่

เราได้สร้างคุณค่าให้กับคนรอบตัวมาไม่น้อย และถ้าตัวเราในวัยเด็กได้มาเจอตัวเราในวันนี้ เขาก็น่าจะมองเราด้วยสายตาที่ชื่นชม

ไม่ใช่เพราะว่าเราสำเร็จมาแล้วทุกอย่าง แต่เพราะว่าเราทำทุกอย่างด้วยความซื่อตรงและตั้งใจ เจออะไรยากๆ ก็แข็งแกร่งพอที่จะผ่านมันมาถึงจุดนี้ได้

ตบไหล่ตัวเองบ้าง ให้เครดิตตัวเองบ้างว่าเรานี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน!

15 วิธีเพิ่มความน่าเชื่อถือในที่ทำงาน

1. ทำโดยไม่ต้องสั่ง

2. คาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและวางแผนที่จะแก้ปัญหานั้น

3. ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน

4. ทำเกินกว่าที่ขอ

5. มีความใฝ่รู้ (curious) และตั้งคำถามที่ดี

6. ขอฟีดแบ็ค

7. ยอมรับในความผิดพลาดและแก้ไขอย่างรวดเร็ว

8. พกพาพลังงานบวก สนุกกับงาน สร้างเสียงหัวเราะ

9. ขบคิดหาวิธีด้วยตัวเอง

10. ทำงานเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ต้องให้ใครคอยเตือน

11. ให้ความร่วมมือกับหัวหน้า

12. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและกล้าเสี่ยงอย่างมีสมอง

13. พูดเข้าประเด็นและคุยกับหัวหน้าอย่างตรงไปตรงมา

14. ทำการบ้านและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี

15. ทำให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมดูดี


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

5 ความแตกต่างของพนักงานขั้นเทพ

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Impact Players ของ Liz Wiseman

Impact Players คือพนักงานที่สามารถสร้าง impact ให้กับองค์กรอย่างชัดเจนและมีผลงานที่โดดเด่นมากกว่าคนอื่น

Wiseman พยายามจะศึกษาว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็น impact players ทั้งๆ ที่ความฉลาดหรือความขยันก็ไม่ได้ต่างจากพนักงานธรรมดามากนัก

และ Wiseman ก็ถอดรหัสออกมาได้ว่า งานในโลกปัจจุบันจะมีลักษณะอยู่ 5 ประการ

  1. Messy problems ปัญหาอันยุ่งเหยิงที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายจนไม่อาจจัดกลุ่มได้อย่างแน่ชัดว่าควรเป็นงานของใครหรือทีมใด
  2. Unclear roles ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นแม่งาน (who is in charge)
  3. Unforeseen obstacles อุปสรรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่เคยมีใครคาดการณ์มาก่อน
  4. Moving targets ความต้องการหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้วิธีการที่เคยเวิร์คมันไม่เวิร์คอีกต่อไป
  5. Unrelenting demands ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าที่ทีมงานจะโตตามได้ทัน ทั้งในแง่กำลังคนและความสามารถ

Messy Problems

พนักงานธรรมดาจะมองว่าเป็นสิ่งที่รบกวนงานหลักของเขา และสิ่งที่เขาจะทำก็คือสนใจแต่งานของตัวเองต่อไป (do their job)

ขณะที่พนักงานขั้นเทพนั้นจะมองว่านี่คือโอกาสที่จะได้ทำประโยชน์ และทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ (do the job that’s needed)

Unclear Roles

พนักงานธรรมดาจะมองว่าจำเป็นต้องมีคนขึ้นมาเป็นเจ้าภาพโปรเจ็คนี้ และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ผู้ใหญ่จะส่งคนมาดูแลซักที

พนักงานขั้นเทพจะมองว่านี่คือโอกาสที่จะช่วยไกด์ทุกคนในทีม เขาจึงอาสาตัวเองด้วยการขึ้นมานำทัพไปก่อน (step up) และเมื่อได้คนมาดูแลอย่างเป็นทางการแล้วจึงค่อยถอยตัวเองลงมาเป็นทีมงานที่ดี (step down)

Unforeseen Obstacles

พนักงานธรรมดาจะมองว่ามันคือความยุ่งยากที่ทำให้ปวดหัว จึง escalate ปัญหาไปให้หัวหน้าหรือคนที่อยู่สูงกว่านั้นเพื่อช่วยแก้ให้หน่อย

พนักงานขั้นเทพจะมองว่านี่คือโอกาสที่จะทำอะไรให้ต่างไปจากเดิม ดังนั้นเขาจึงยิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะหาทางก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปให้ได้โดยรบกวนเจ้านายให้น้อยที่สุด

Moving Targets

พนักงานธรรมดาจะมองว่าเป้าหมายที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดและทำให้เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่ถนัด เขาจึงพยายามทำตามวิธีเดิมของตัวเองต่อไป

พนักงานขั้นเทพจะมองว่ามันคือโอกาสที่จะเก่งขึ้นไปอีกขั้น จึงขอฟีดแบ็คจากหัวหน้า และปรับวิธีการทำงานหรือไปศึกษาบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อจะได้คิดใหม่ทำใหม่ให้ผลลัพธ์ออกมาสอดคล้องกับบริบทที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว

Unrelenting Demands
พนักงานธรรมดาเวลาเจอความกดดันมากขึ้นก็จะเริ่มมองหาตัวช่วยหรือเริ่มโยนงาน ซึ่งนั่นก็ทำให้ทีมที่โหลดอยู่แล้วยิ่งโหลดมากขึ้นไปอีก

พนักงานขั้นเทพอาจจะไม่ได้ไปรับงานคนอื่นมาทำเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำตัวเองให้เป็นคน low maintenance ที่ไม่ปริปากบ่น ให้ความร่วมมือกับทุกคน และปล่อยพลังงานบวกอย่างสม่ำเสมอ

คราวนี้ก็ต้องกลับมาถามตัวเองครับว่า เรามีคุณสมบัติของพนักงานธรรมดาหรือพนักงานขั้นเทพมากกว่ากัน และเราอยากจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน

เราจะเปลี่ยนมุมมองและการกระทำของเราอย่างไร เพื่อให้อนาคตออกมาสอดคล้องกับภาพที่เราวาดหวังเอาไว้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players – How to Take the Lead, Play Bigger, and Multiply Your Impact by Liz Wiseman

ทำไม Apple ถึงไม่มี Search Engine ของตัวเอง

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไม tech company ที่ยิ่งใหญ่อย่าง Apple ถึงไม่ได้ทำ search engine ของตัวเอง ซึ่งต่างจาก top tech companies อื่นๆ อย่าง Amazon, Facebook หรือ Netflix ที่ต่างมีทีมสร้างเสิร์ชเอ็นจินด้วยกันทั้งนั้น

เหตุผลก็เพราะว่าแต่ละปีกูเกิ้ลจ่ายเงินให้แอปเปิ้ลปีละหลายพันล้านเหรียญเพื่อให้กูเกิ้ลเป็น default search engine ในทุกโปรดักท์ของแอปเปิ้ลนั่นเอง และเงินก้อนนี้ก็ใหญ่ขึ้นทุกปีเสียด้วย โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าในปี 2021 ที่ผ่านมา กูเกิ้ลจ่ายเงินให้แอปเปิ้ลถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวห้าแสนล้านบาท!

ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่แอปเปิ้ลจะต้องลงทุนสร้างเสิร์ชเอ็นจินของตัวเอง เพราะเมื่อสร้างออกมาก็ไม่แน่เหมือนกันว่าลูกค้าจะยอมใช้รึเปล่า แถมยังต้องสูญเสียแหล่งรายได้ก้อนใหญ่ไปอีก

ดูแล้วเหมือนกูเกิ้ลกำลังจ่ายค่าคุ้มครองให้แอปเปิ้ลอยู่เลยนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sylvain Saurel’s answer to Why isn’t Apple interested in having a search engine yet?