ใจกว้างกับความผิดของตัวเอง

คำศัพท์หนึ่งในวงการรถมือสองคือ information asymmetry หรือความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

ผู้ขายจะรู้ว่ารถเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยชนมาแล้วกี่หน มีการกรอไมล์หรือไม่ มีปัญหาคาราคาซังอะไรรึเปล่า

ขณะที่คนซื้อนั้นแทบไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องเหล่านี้เลยเพราะผู้ขายย่อมไม่ยอมบอก

เมื่อข้อมูลที่มีไม่เท่ากัน คนที่มีข้อมูลมากกว่าจึงมักได้เปรียบกว่า

และเมื่อเป็นเสียอย่างนี้ คนจึงมองตลาดรถมือสองด้วยความคลอนแคลนและสงสัยอยู่เสมอมา


เวลาเราเห็นคนอื่นทำผิด เราจะตัดสินเขาไปก่อนแล้วว่าเขาเป็นคนไม่ดี

แต่พอเวลาเราทำผิดนั้น เรามีข้อมูลครบถ้วน ว่ามีเหตุผลอะไร สถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน ทำไมการทำสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

เรื่องเดียวกัน คนอื่นทำเราจะบอกว่าผิด พอเราทำเราจะบอกว่ามันเหมาะสมแล้ว

ความสองมาตรฐานนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก information asymmetry แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากอคติที่เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

เราจึงมักใจแคบกับความผิดของคนอื่น และใจกว้างกับความผิดของตัวเอง

แต่การใจกว้างกับความผิดของตัวเอง สุดท้ายอาจกลับมาทำร้ายเราในอนาคต

เหมือนนิทานที่ลูกทำผิดเล็กน้อยแล้วพ่อแม่ไม่อบรม พอลูกโตมาเป็นโจรก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

เราจึงควรใจกว้างกับความผิดของคนอื่น เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง

ส่วนความผิดของตัวเองนั้นเราควรตรวจสอบอย่างหนัก เพื่อจะได้คานกับความรักตัวเองและข้อมูลมากมายที่เราใช้แก้ต่างและแก้ตัวอยู่เรื่อยมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

เวลาตื่นไม่ยอมตื่น เวลานอนไม่ยอมนอน

ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของผมมีพลังงานล้นเหลือเป็นพิเศษ

สามทุ่มกว่ายังวิ่งไปวิ่งมา ผมปิดไฟห้อง เปิดโคมไฟอ่านนิทานจบไป 3 เรื่องแล้วก็ยังลืมตาแป๋วในขณะที่ “ปรายฝน” พี่สาวของใกล้รุ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว บางทีผมอ่านนิทานต่ออีก 2-3 เรื่องก็ยังไม่หลับ จนต้องใช้ท่าไม้ตายปิดโคมไฟ-ปิดวาจาแล้วนอนเฉยๆ จนหลับไปทั้งลูกและพ่อ

เช้าวันถัดมา เวลาโดนปลุกตอน 7 โมง ใกล้รุ่งก็จะอ้อยอิ่งที่สุด นอนหลับตาตัวไม่กระดิก พอเปิดม่านให้แสบตา เขาก็จะนอนคว่ำเพื่อพยายามจะหลับต่อ ต้องใช้เวลาร่วม 5 นาทีในการชวนคุย แกล้งจั๊กจี้ และสุดท้ายต้องช้อนตัวขึ้นมาอุ้มและพาลงมาอาบน้ำข้างล่าง

เมื่อวานนี้พอเดินลงมา ทิ้งใกล้รุ่งบนโซฟา ใกลุ้ร่งก็ยังนอนคว่ำต่อ ผมก็เลยหมั่นเขี้ยวแซวใกล้รุ่งพร้อมใช้มือตีก้นเป็นจังหวะว่า “เวลาตื่นไม่ยอมตื่น (ตีก้นหนึ่งที) เวลานอนไม่ยอมนอน (ตีก้นอีกหนึ่งที)”

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่พูดไปนี่ก็เข้าตัวอยู่เหมือนกัน


พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานอนเราก็ไม่ยอมนอน เพราะช่วงเวลากลางดึกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่นมาทั้งวัน

เราจึงนอนดูซีรี่ส์ตอนแล้วตอนเล่า หรือนอนไถฟีดได้เป็นชั่วโมง

พอถึงเวลาตื่น เราก็เลยต้องตื่นอย่างไม่เต็มใจ บางคนต้องพึ่งพากาแฟเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรงพอที่จะทำงานไหว

เวลาช่วงเช้าที่เหมาะแก่การทำงานชิ้นใหญ่ เราก็เผลอไผลไปเช็คโซเชียล หรือไม่ก็ตอบอีเมล รู้ตัวอีกทีคนก็เริ่มทักสแล็ค-ทักไลน์จนเราไม่อาจทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้อีกต่อไป ระหว่างวันก็มีประชุมติดๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งทำงานของตัวเองตอนดึกๆ แล้วจบด้วยการดูซีรี่ส์เป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป

เวลาที่มีนัดแล้วเราไปสาย ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือควรจะเตรียมตัวออกจากบ้านได้ตั้งนานแล้ว แต่เราก็ใช้เวลาไปกับอย่างอื่นจนนาทีสุดท้าย แล้วก็ต้องมานั่งเครียดบนท้องถนนโดยไม่ใช่เรื่อง

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดส่วนใหญ่ในชีวิตได้ หากเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

ฟังดูง่ายๆ แต่ทำได้ไม่ง่าย – simple but not easy

อาจจะเริ่มต้นด้วยการนอนในเวลาที่ควรนอน และตื่นอย่างเต็มใจในเวลาที่ควรตื่น

ถ้าเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตน่าจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

สวัสดิการที่จึ้งที่สุดของ Google

(เป็นครั้งแรกที่เขียนบล็อกโดยใช้คำว่า จึ้ง อยากลองใช้ภาษาวัยรุ่นดูบ้างครับ)

เรารู้กันดีว่า Google เป็นบริษัทที่มีสวัสดิการดีเยี่ยม

มี Cafeteria ที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มให้กินฟรีๆ มีฟิตเนส ห้องนั่งสมาธิ ห้องงีบตอนบ่าย แถมยังมีคลาสสอนอะไรอีกมากมาย

แต่สวัสดิการที่ผมคิดว่าว้าวมากที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า death benefit ครับ

ถ้านาย A เป็นพนักงาน Google แล้ววันหนึ่งนาย A เสียชีวิตไป สิ่งที่ครอบครัวของนาย A จะได้รับมีดังนี้

  • เงินก้อน 36 เท่าของเงินเดือนนาย A (อันนี้หลายบริษัทในไทยก็มี มากน้อยต่างกันไป)
  • เงินให้เปล่ากับภรรยาของนาย A เป็นรายเดือน เดือนละ 50% ของเงินเดือนนาย A – เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ลูกแต่ละคนของนาย A จะได้เงินอีกคนละ $1,000 ต่อเดือน (คาดว่าได้ 10 ปีเหมือนกัน)

อ่านจบแล้ว ได้ยินสโลแกนนี้ลอยมาเลยครับ – “กูเกิ้ล ดูแลคุณทั้งชีวิต”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Paul Cowan’s answer to What is the best Google employee perk, and why?

ป.ล. จริงๆ แล้วการทำงานที่ Google ก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน ซึ่งผมเขียนเอาไว้ในหนังสือ “Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด” ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ พบกันได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศครับ

Realistic Optimism – มองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne ขายดิบขายดีไปทั่วโลกเพราะมันเปิดเผย “ความลับ” ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

ความลับที่ว่านั้นก็คือ “กฎแรงดึงดูด” ที่บัญญัติไว้ว่าหากเราคิดถึงสิ่งใดเราก็จะดึงดุดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต

ถ้าคิดถึงแต่เรื่องดีๆ เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ ถ้าเราคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆ เราก็จะนำพาแต่สิ่งแย่ๆ เข้ามา

หนึ่งในเคล็ดลับที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็คือการ visualize สิ่งดีๆ อาจจะมีภาพในจินตนาการที่ชัดเจน หรือปริ๊นท์รูปบ้านในฝัน แล้วมาแปะไว้ตรงที่ที่เราจะมองเห็นมันได้ทุกวัน แล้วเราจะดึงดูดสิ่งเหล่านี้เข้ามาหาตัวเราได้อย่างแน่นอน

The Secret ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าเป็นหนังสือหลอกเด็ก แค่นั่งจินตนาการเฉยๆ แล้วเรื่องดีๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ อาจพูดได้ว่ามันคือการสอนให้คนมี Unrealistic Optimism หรือการมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ

แต่การมองโลกในแง่ดีนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน

เพราะหากเราศึกษาประวัติคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะพบว่าเขาเป็นคนมีความเชื่อมั่นและมองโลกอย่างมีความหวังแทบทุกคน แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์หรือจากติดลบเขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ได้

ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขก็มองโลกในแง่ดีเช่นกัน แต่เป็นแบบ Realistic Optimism คือมองโลกในแง่ดีอย่างมีวุฒิภาวะ

คนที่เป็น realistic optimist คือคนที่เชื่อว่าดีชั่วอยู่ทีตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว รู้ว่าความสำเร็จและอนาคตที่ดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาง่ายๆ ต้องลงแรงและต้องอดทน

คนกลุ่มนี้อาจจะมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัวพอๆ กับคนที่อ่านหนังสือ The Secret ก็ได้ การมี visualization ภาพอนาคตไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความแตกต่างก็คือ เขาเข้าใจกฎธรรมชาติที่ว่าทุกอย่างย่อมเกิดตามเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องเพียรพยายามทำปัจจัยให้ถึงพร้อมเสียก่อน ผลจึงจะตามมา

สำหรับคนที่ผ่านโลกมาสักพัก และเห็นสถานการณ์วุ่นวายทั้งในไทยและเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา คงจะเป็นการยากที่จะมองโลกในแง่ดี เพราะมองไปที่ไหนก็มีแต่สีหม่นๆ ทั้งนั้น

แต่อย่าลืมว่าข่าวร้ายนั้นขายง่ายกว่าข่าวดี คนดีๆ ยังมีอยู่ เรื่องดีๆ ยังมีมาก เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟังเท่านั้นเอง

ตราบใดที่เรายังมีสติปัญญาและแรงกายแรงใจอยู่ เราจึงไม่ควรมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะมันไม่ส่งผลดีกับใครเลย

ขอให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แล้วอนาคตคงไม่ใจร้ายกับเราเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Harvard Business Review: Be an Optimist Without Being a Fool by Heidi Grant

ชื่อเสียงนั้นสะสมกันทีละหยด แต่หมดทีละถัง

สัปดาห์ที่ผ่านมามีสองคนที่ขึ้นมาครองพื้นที่ฟีดในโลกโซเชียล

คนหนึ่งเป็นนักการเมืองชายที่โดนแจ้งความ อีกคนเป็นศิลปินหญิงที่ได้ขึ้นเวทีใหญ่

เรื่องราวของนักการเมืองย้ำเตือนความจริงที่ว่า

“You cannot get away with anything. Ever.”
-Jordan Peterson

ส่วนเรื่องราวของศิลปินหญิงก็ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเมสซี่

“I start early and I stay late, day after day, year after year. It took me 17 years and 114 days to become an overnight success.”

ผมเริ่มซ้อมแต่เช้าจนดึกดื่นวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า มันต้องใช้เวลาถึง 17 ปีกับอีก 114 วันกว่าที่ผมจะประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมหายไปเพราะมีอาการบาดเจ็บที่หลังจนต้องไปทำกายภาพ จะเดิน จะลุก จะนั่งก็ลำบาก เลยถือโอกาสพักผ่อนให้เต็มที่ กิจกรรมที่ได้ทำมากที่สุดคืออ่านหนังสือและดูซีรี่ส์

เล่มหนึ่งที่ผมได้อ่านและสนุกมากคือ Moonshot ที่เขียนโดย Albert Bourla ซึ่งเป็น CEO ของไฟเซอร์ ว่าด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่ทำให้เรามีวัคซีน mRNA ซึ่งผมว่ามันเป็นนวัตกรรมพลิกชะตา ไม่อย่างนั้นโลกเราจะแย่กว่าตอนนี้หลายเท่า

ประโยคหนึ่งที่ประทับใจผมมากก็คือ

“Reputation is earned in drops and lost in buckets.”

ชื่อเสียงนั้นสะสมกันทีละหยด แต่หมดทีละถัง

ถ้าเราได้เรียนรู้อะไรในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือสิ่งดีๆ นั้นต้องใช้เวลา ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำก็จงสะสมหยดน้ำของเราไปเรื่อยๆ เมื่อปัจจัยถึงพร้อม วันของเราก็จะมาถึง

และถ้าเรากำลังทำอะไรที่ไม่ถูกต้องก็หยุดเสีย ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงที่เราเพียรพยายามสะสมมาก็อาจจะพังได้ในพริบตาครับ