เหตุผลที่เราอยากทำงานมากกว่าอยากดูลูก

20200412b

เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โหยหาความสำเร็จ

เดือนที่ผ่านมา พ่อแม่ที่ทำงานที่บ้าน ย่อมเจอปัญหาคลาสสิคคือลูกมาชวนเล่นด้วย

จะเล่นกับลูกก็เสียงาน จะไม่เล่นกับลูกก็รู้สึกเหมือนเราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้

แต่แม้เราจะไม่ได้ทำงานที่บ้าน เราก็ยังมีแนวโน้มที่จะเทเวลาให้กับงานมากกว่าจะเทให้กับลูกอยู่ดี

ศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเซน ผู้เขียนหนังสือ How Will You Measure Your Life ที่ผมเขียนถึงเมื่อวานนี้ ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้ว่า มันเป็นเพราะเราโหยหาความสำเร็จ

เราทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นก็รู้สึกสำเร็จ

ได้ตอบสแล็คก็รู้สึกสำเร็จ

เช็คเมลใหม่ก็รู้สึกสำเร็จ

แม้กระทั่งอ่านบทความในเฟซบุ๊คจบก็รู้สึกสำเร็จเช่นกัน

แต่เวลาเราเล่นกับลูกเราจะไม่ค่อยได้สัมผัสความสำเร็จ

งานส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงเพื่อทำให้มันเสร็จและเป็น achievement สำหรับเราได้

แต่การเลี้ยงลูกมันคืองานที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบหรือยี่สิบปี กว่าที่เขาจะโตพอ ให้เรายืนเท้าสะเอวมองเค้าจากที่ไกลๆ แล้วรู้สึกภูมิใจกับตัวเองว่าเรานี่ก็เลี้ยงลูกใช้ได้เหมือนกันนะ

เรื่องนี้ไม่ได้มีทางออกให้ ผมแค่ชี้ทางเข้าให้เฉยๆ ว่าทำไมเราถึงมีแนวโน้มที่จะสนใจงานมากกว่าลูก

เมื่อระลึกถึงสาเหตุได้แล้ว จะได้เตือนตัวเองให้รักษาบาลานซ์ให้ดีๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อผู้คิดทฤษฎี Disruption มาพูดที่บริษัท Google

20200411

ต้นปีนี้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ ปัญญาวิชาชีวิต (How Will You Measure Your Life?) ที่เขียนโดย Clayton M. Christensen และแปลโดยพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งสำนักพิมพ์ openbooks

ผมได้ยินชื่อของคริสเตนเซนมาซักพักแล้วในฐานะคนเขียนหนังสือ The Innovator’s Dilemma ซึ่งได้คะแนนถึง 4.4 ดาวบนอเมซอน แต่ผมเพิ่งจะรู้ว่าคริสเตนเซนเป็นคนริเริ่มใช้คำว่า Disruption หรือ Disruptive Innovation ที่เป็นคำฮิตติดปากของวงการ startup ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อ่านหนังสือจบผมเลยอยากรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น เลยไปค้นชื่อของเขาใน Youtube แล้วก็ได้ดูวีดีโอ Clayton Christensen: “Where does Growth come from?” | Talks at Google ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก ผมเลยถือโอกาสดึงบางแง่มุมมาแบ่งปันให้อ่านในบทความนี้นะครับ

อย่าวิเคราะห์แค่ลูกค้า

คนในวงการธุรกิจมองว่าการ innovate เป็นการพนันอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่สามารถทำนายได้หรอกว่าลูกค้าต้องการอะไร

แต่คริสเตนเซนอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะโรงเรียนที่สอนธุรกิจอย่าง Harvard กำลังสอนวิชาการตลาดแบบไม่ปกติ

คริสเตนเซนมองว่าลูกค้าไม่ใช่ “หน่วยสำหรับการวิเคราะห์” ที่เหมาะสม – the customer is the wrong unit of analysis.

ตอนที่พูดที่ Google ตัวคริสเตนเซนเอง อายุ 64 ปี ส่วนสูง 1.98 เมตร แต่งงานแล้ว มีลูก 5 คน หนึ่งในนั้นเรียนที่สแตนฟอร์ด และคริสเตนเซนก็มีคุณลักษณะอีกหลายอย่าง (attributes & characteristics) แต่คุณลักษณะต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็น “ต้นเหตุ” ให้เขาซื้อหนังสือพิมพ์ The New York Times

Attributes เหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์ (correlation) กับแนวโน้มที่คริสเตนเซนจะซื้อ The New Yorks Times ก็จริง แต่มันไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนให้คริสเตนเซนซื้อเสียหน่อย (correlation ไม่ใช่ causation)

จริงๆ แล้ว attributes ต่างๆ ของตัวบุคคลไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ซื้อสินค้าหรือบริการอะไรทั้งนั้น แต่แปลกมั้ยที่วิชาการตลาดทั่วโลกกลับสอนให้เราศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเสมอ

คริสเตนเซนบอกว่า แทนที่จะมองไปที่ลูกค้า เราควรมองไปที่ “งานที่ต้องทำให้เสร็จ” หรือ “job to be done” มากกว่า

ทุกๆ วันจะมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น และชีวิตก็จะมีโจทย์ที่เข้ามาให้เราต้องแก้ ซึ่งบางทีเราก็ต้องหาตัวช่วยเพื่อให้แก้โจทย์นั้นได้สำเร็จ

ดังนั้นก่อนจะสร้างโปรดักท์อะไรขึ้นมา จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องเข้าใจ job to be done เสียก่อน ถ้าเราเข้าใจโจทย์อย่างถ่องแท้ เราจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าของที่เราจะผลิตจะมีคนซื้อรึเปล่า

มิลค์เชคของแมคโดนัลด์

หลายปีที่แล้วแมคโดนัลด์พยายามหาวิธีเพิ่มยอดขายของ milkshake เลยเชิญทีมงานของคริสเตนเซนไปเป็นที่ปรึกษา

แมคโดนัลด์นั้นเป็นบริษัทที่ทำการตลาดขั้นเทพ และคลังข้อมูลของแมคโดนัลด์นั้นก็มหาศาล เวลามีคนซื้อมิลค์เชค จะมีการเก็บข้อมูลว่าเป็นคนอายุเท่าไหร่ เพศอะไร ฯลฯ จนแมคโดนัลด์ได้โปรไฟล์ของ “ลูกค้าในอุดมคติ” (quintessential customer) ที่มาซื้อมิลค์เชคของแมคโดนัลด์

แมคโดนัลด์จึงเชิญลูกค้าที่มีโปรไฟล์สอดคล้องกับ “ลูกค้าในอุดมคติ” เพื่อมาขอความเห็นว่าจะพัฒนามิลค์เชคอย่างไรให้ดีกว่านี้ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยินดีและให้คำแนะนำไปมากมาย แล้วแมคโดนัลด์ก็พัฒนามิลค์เชคตามคำแนะนำเหล่านั้น

แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีผลอะไรต่อยอดขายเลย!!

คริสเตนเซนและทีมงานจึงรู้ว่าวิธีการมองปัญหาน่าจะผิดไปแล้ว จริงๆ เราควรเริ่มจากว่ามันมีโจทย์โจทย์หนึ่ง หรืองานชิ้นหนึ่งที่คนพยายามจะทำให้สำเร็จ (job to be done) และพวกเขาตัดสินใจที่จะ “จ้าง” มิลค์เชคของแมคโดนัลด์เพื่อทำงานชิ้นนั้น

คริสเตนเซนจึงส่งลูกน้องไปคอยสังเกตการณ์ที่แมคโดนัลด์ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น จดทุกอย่างที่เขาสังเกตเห็นเกี่ยวกับลูกค้าที่เข้ามาซื้อมิลค์เชค

– ซื้อตอนกี่โมง
– มาคนเดียวหรือมากันหลายคน
– ใส่ชุดอะไร
– ซื้ออย่างอื่นนอกจากมิลค์เชครึเปล่า
– กินที่ร้านหรือ take away

แล้วทีมงานก็ได้พบว่า กว่า 50% ของลูกค้าที่ซื้อมิลค์เชคนั้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ ซื้อแค่มิลค์เชคเพียงอย่างเดียว เวลามาก็มาคนเดียว ได้ของแล้วก็เดินกลับไปขึ้นรถ ไม่ได้กินที่ร้าน

เพื่อจะหาคำตอบให้ได้ว่า งานที่ต้องทำให้เสร็จหรือ job to be done นั้นคืออะไร ทีมงานจึงไปยืนรอหน้าแมคโดนัลด์ พอคนที่ซื้อมิลค์เชคเดินออกมา ทีมงานก็จะเข้าชาร์จแล้วถามว่า

“คุณพยายามจะทำงานอะไรถึงตัดสินใจมาจ้างมิลค์เชคแก้วนี้?” (What job are you trying to do that caused you to come here to hire this milkshake?)

คนส่วนใหญ่จะคิดไม่ค่อยออก ทีมงานเลยถามเพิ่มเติมว่า ลองนึกถึงคราวก่อนๆ ที่คุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้สิ มี job บางอย่างที่คุณต้องทำ แต่คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อจ้างมิลค์เชคของแมคโดนัลด์ คุณไปจ้างอะไรเพื่อทำงานนั้น?

แล้วทีมงานก็ได้พบว่าคนเหล่านั้นมี “งาน” ที่เหมือนกันหมดเลย

งานที่ว่านั้นก็คือการขับรถไปทำงานที่ทั้งน่าเบื่อและยาวนาน

“เวลาผมขับรถ มือนึงต้องจับพวงมาลัย แต่อีกมือนึงยังว่าง ก็เลยต้องหาอะไรทำ ผมยังไม่หิวนะ แต่ผมรู้ว่าประมาณ 10 โมงผมต้องหิวแน่ๆ ผมเลยอยากจะหาอะไรกินให้อยู่ท้องจนถึงอย่างน้อยสิบโมงเช้า” ลูกค้าคนหนึ่งกล่าว

เมื่อมีโจทย์อย่างนี้ ทีมงานถึงถามต่อว่า นอกจากมิลค์เชคแล้ว คุณเคยจ้างอะไรอีกบ้าง

ลูกค้าคนนึงตอบว่า

“ศุกร์ที่แล้วผมจ้างกล้วยให้มาทำงานนี้ แล้วขอให้เชื่อผมเลยนะ อย่าจ้างกล้วยโดยเด็ดขาด เพราะกินไม่ถึงนาทีก็หมดแล้ว”

อีกคนตอบว่า “ผมจ้างโดนัทหลายชิ้นเลยเพื่อทำงานนี้ให้เสร็จ แต่มันทำงานได้ไม่ดีหรอกนะ เพราะเสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมดแถวมือยังเหนียวๆ แล้วไปเปรอะพวงมาลัยด้วย”

ส่วนอีกคนก็ตอบว่า “บางทีผมก็ซื้อเบเกิล (bagels) มากินนะ แต่มันโคตรแห้งและไม่มีรสชาติเลย แถมตอนจะใส่ครีมลงเบเกลก็ต้องใช้เข่าสองข้างบังคับพวงมาลัยเพื่อจะได้ใช้สองมือมาบีบครีม ยิ่งถ้ามีสายเข้ายิ่งวุ่นวายใหญ่”

“แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจ้างมิลค์เชคของแมคโดนัลด์นะ มันจะลงตัวมาก เพราะเนื้อมิลค์เชคข้นมาก กว่าจะดูดหมดใช้เวลาตั้ง 23 นาที ผมไม่สนใจหรอกนะว่ามิลค์เชคแก้วนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง ที่ผมรู้ก็คือผมไม่หิวเลยตลอดทั้งเช้า แถมแก้วมิลค์เชคยังใส่ไว้ตรงที่วางแก้วได้พอดีอีกด้วย”

คริสเตนเซนจึงได้ข้อสรุปว่า มิลค์เชคของแมคโดนัลด์ทำงานนี้ได้ดีกว่าคู่แข่งทุกราย และคู่แข่งไม่ใช่แค่มิลค์เชคของเบอร์เกอร์คิงหรือ KFC แต่คู่แข่งยังมีกล้วย โดนัท เบเกิล กาแฟ และอะไรหลายต่อหลายอย่างอีกด้วย

ส่วนคนที่มาซื้อมิลค์เชคของแมคโดนัลด์ตอนบ่ายนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อหรือแม่ที่อยากจะคุยกับลูกแบบสบายๆ ตอนขับรถกลับบ้าน เขาก็เลยจ้างมิลค์เชคเพื่อทำงานนี้ ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างจากงานตอนเช้าโดยสิ้นเชิง

Peter Drucker เคยกล่าวไว้ว่า

“The customer rarely buys what the company thinks it’s selling them”

ลูกค้าแทบไม่เคยซื้อสิ่งที่บริษัทคิดว่าตัวเองกำลังขายให้ลูกค้าอยู่หรอกนะ

จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่เราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า งานที่ต้องทำ (job to be done) นั้นคืออะไร เราถึงจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จได้

และการวิเคราะห์โดยเอาลูกค้าเป็นตัวตั้งนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะลูกค้าคนเดียวกันจะมี “งานที่ต้องทำ” ต่างกันไปในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ และแต่ละเดือน

โจทย์ไม่เคยเปลี่ยน

สมมติว่า “งานที่ต้องทำ” คือการย้ายของจากที่หนึ่งไปอีกที่นึงอย่างเชื่อถือได้และรวดเร็วที่สุด

ถ้าเป็นสมัยจูเลียส ซีซ่าร์ (70 ปีก่อนคริสตกาล) ท่านก็จะจ้างรถม้าและคนขี่ม้าเพื่อทำงานชิ้นนี้

แต่ถ้าเป็นราชินีวิคตอเรีย (1809-1901) ท่านก็จะจ้างรถไฟเพื่อทำงานชิ้นนี้

ส่วนวินสตัน เชอร์ชิลก็จะจ้างเครื่องบิน

และผู้นำสมัยนี้ก็จะจ้าง DHL

ตัวเนื้องานจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยีเพื่อทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว

ถ้าคุณเอาแต่คิดว่าคุณกำลังทำธุรกิจ DHL และคุณกำลังแข่งกับ FedEx ชีวิตของคุณจะคาดเดาอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าคุณเข้าใจว่า job to be done หรือ core business ของคุณคืออะไร ชีวิตของคุณจะค่อนข้างมั่นคงเลยทีเดียว

เมื่อเราเข้าใจว่างาน job ที่ต้องทำคืออะไร คำถามถัดไปก็คือประสบการณ์ในการซื้อและการใช้งานแบบไหนที่เราจะส่งมอบเพื่อให้ลูกค้าทำงานชิ้นนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ถ้าเราเข้าใจว่าประสบการณ์ต้องเป็นอย่างไร เราก็จะรู้ว่าแบรนด์ของเราควรจะมีหน้าตาแบบไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนเจอว่ามีงานชิ้นนี้ต้องทำ เขาก็จะคิดถึงแบรนด์ของเราเป็นแบรนด์แรก

ตอนที่ลูกของคริสเตนเซนมาเรียนที่สแตนฟอร์ดที่นี่ใหม่ๆ เขาโทรกลับมาบ้านเพื่อบอกว่าได้อพาร์ทเมนท์แล้ว และพรุ่งนี้เขาต้องเริ่มหาเฟอร์นิเจอร์เข้าอพาร์ทเมนท์

ลองถามตัวเองดูว่า ถ้างานของคุณคือการหาของตกแต่งบ้าน คุณจะคิดถึงแบรนด์อะไร

มีใครคิดถึงอิเกียบ้าง?… (คนเกือบทั้งห้องยกมือ) นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าแบรนด์ที่มีความมุ่งหมายเด่นชัด (purpose brand)

เพราะอิเกียจัดการทุกอย่างในธุรกิจให้ทำ “งาน” ชิ้นนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าใครในโลกนี้คิดเรื่องการหาของเข้าบ้าน เขาก็จะคิดถึงอิเกียก่อน

อิเกียจึงเป็นแบรนด์ที่ไม่มีคู่แข่ง เพราะแม้จะมีธุรกิจมากมายที่ขายเฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่จัดการตัวเองให้ทำงานนี้ได้ดีเท่าอิเกีย และนี่คือเหตุผลที่อิเกียประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลนั่นเอง

—–

ครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่คริสเตนเซนพูดที่ Google ในวันนั้น

กล่าวโดยสรุปก็คือ การวิเคราะห์ตัวลูกค้าอาจพาเราไปผิดทาง สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องหาให้เจอว่าธุรกิจที่เราจะทำมันไปช่วยให้คนทำงานชิ้นไหนได้สำเร็จ เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ เราจะรู้ว่างานมันแทบไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และนั่นจะทำให้เราสามารถ innovate สิ่งที่ตลาดจะตอบรับได้จริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Talks at Google: Clayton Christensen: “Where does Growth come from?”

ป.ล.อาจารย์คริสเตนเซนจากไปแล้วอย่างสงบเมื่อต้นปีนี้

นิทานขายเก่ง

20200410

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แขกหนุ่มอินเดียมาสมัครเป็นพนักงานขายหน้าร้านให้กับห้างสรรพสินค้าสุดหรูในลอนดอน

จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นห้างนี้เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย มีของขายทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

“เคยขายของมาก่อนรึเปล่า?” ผู้จัดการถาม

“เคยครับนาย ผมเคยเป็นเซลส์แมนตอนอยู่อินเดีย”

“โอเค ลองดู มาเริ่มงานพรุ่งนี้ได้เลย”

วันทำงานวันแรกของแขกนั้นเหน็ดเหนื่อยและยาวนาน พอถึง 6 โมงเย็นผู้จัดการจึงแวะมาถามไถ่

“วันนี้ขายไปได้กี่คนล่ะ?”

“คนเดียวครับนาย”

“คนเดียวเองเหรอ? อย่างนี้ไม่ไหวนะ คนอื่นเขาขายกันได้วันละยี่สิบสามสิบคน ถ้ายังอยากจะมีงานทำอยู่เธอต้องคุยกับลูกค้าได้มากกว่านี้ ว่าแต่ขายไปได้เท่าไหร่ล่ะ?”

“327,154 ปอนด์ครับ”

“ว่าไงนะ!? พูดเป็นเล่น ไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิว่าขายอะไรไป”

“พอดีมีลูกค้าคนหนึ่งที่ผมขายเบ็ดตกปลาอันเล็กให้ครับนาย จากนั้นก็ขายเบ็ดตกปลาอันกลางให้ แล้วสุดท้ายก็ขายเบ็ดตกปลาอันใหญ่ แล้วผมก็ขายคันเบ็ดแล้วก็อุปกรณ์ตกปลาอื่นๆ จนครบเซ็ตครับนาย

แล้วผมก็ถามเขาว่าจะไปตกปลาที่ไหน เขาบอกว่าจะไปตกปลาที่ชายหาด ผมเลยบอกเขาว่างั้นเขาน่าจะต้องมีเรือใบซักลำ ผมก็เลยพาเขาไปแผนกเรือใบ ขายเรือใบติดเครื่องยนต์ขนาด 20 ฟุตให้เขาไปหนึ่งลำ

แล้วลูกค้าก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่น่าจะขนเรือไปได้ เพราะเขาขับรถโฟล์ค ผมก็เลยพาไปแผนกรถ แล้วก็ขายรถจี๊ปให้เขาอีก 1 คันครับนาย

ผมถามเขาว่าจะไปพักที่ไหน เขาบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ผมก็เลยพาเขาไปแผนกเดินป่าแล้วก็ขายเต๊นท์นอน 6 คนให้เขาอีก 1 หลังครับนาย

ก่อนส่งเขากลับบ้านผมก็พาเขาไปซื้อของในซูเปอร์อีกสองร้อยกว่าปอนด์และเบียร์อีกสองโหลครับนาย

ผู้จัดการอ้าปากค้าง

“เธอขายทั้งหมดนี่ให้กับคนที่จะมาซื้อเบ็ดตกปลาเนี่ยนะ!?”

“เปล่าครับนาย เขามาซื้อยาพาราเพราะปวดหัว ผมเลยบอกเขาว่าการไปนั่งตกปลาชิลล์ๆ นี่แก้ปวดหัวได้ชะงัดนักครับนาย”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Beny Raja’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

จะส่งต่อแสงสว่างหรือจะส่งต่อความมืดมน

20200409

ในช่วงที่สถานการณ์โควิดยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ผู้คนกำลังเดือดร้อน อ่อนไหวและอ่อนแอ เป็นเรื่องง่ายมากที่ dark side ของเราจะปรากฎ

เราอาจจะเลือกส่งต่อความมืดมนด้วยการไม่นำพา ด้วยการกักตุนอาหาร ด้วยการส่งข่าวปลอม ด้วยการก่นด่า ด้วยการล่าแม่มด ด้วยการจ้องจับผิดคนอื่น

หรือเราจะเลือกส่งต่อแสงสว่าง ด้วยการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ด้วยการให้กำลังใจคุณหมอ ด้วยการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยการไม่เอาตัวรอดคนเดียว ด้วยการไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เราเลือกที่จะเปล่งแสงสว่างด้วยตัวเองก็ได้ หรือเลือกที่จะเป็นกระจกที่สะท้อนแสงสว่างของคนอื่นก็ได้

มาเป็นแสงสว่างให้กันและกันนะครับ

คนอ่อนแอจะแก้แค้น

20200408

คนเข้มแข็งจะให้อภัย

คนหัวไวจะมองข้าม

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ คือการได้รับความยุติธรรม

เมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง เรามักรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความถูกต้องนั้นกลับคืนมา

แต่หลายครั้งมันก็ทำให้เราเสียเวลาเกินควร โดยเฉพาะเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย

เมื่อมีใครก่อหนี้ทางใจให้กับเรา มันก็มีวิธีการจัดการหนี้นั้นได้หลายแบบ

การโต้ตอบเป็นวิธีหนึ่ง การหยุดทะเลาะก็เป็นวิธีหนึ่ง หรือการไม่ถือสาหาความตั้งแต่ต้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

“Weak people revenge.
Strong people forgive.
Intelligent people ignore.”
-Albert Einstein

เวลาในชีวิตคนเรามีไม่มากนัก เรื่องสำคัญๆ ที่เรายังไม่ได้ทำมีอีกมาก

บางทีก็ต้องคิดแบบคนฉลาด แล้วหัดมองข้ามเรื่องบางเรื่องบ้างนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59