ความล้มเหลวนั้นเจ็บแต่จบ

20200418b

ความเสียดายนั้นเจ็บแต่ไม่จบ

“Most failures are one-time costs.
Most regrets are recurring costs.”
-James Clear

เราถูกสอนให้กลัวความล้มเหลวมาแต่ไหนแต่ไร

ระบบการศึกษาให้รางวัลเฉพาะกับตอบคำถามได้ถูกต้องเท่านั้น ถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนน ถ้าตอบผิดมากๆ ก็จะต้องซ้ำชั้น

เมื่อเรียนจบออกมาเจอชีวิตจริง เราก็เลยหลีกเลี่ยงความล้มเหลวไปด้วย ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นกลไกการเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราเอาแต่กลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ มันจะกลายเป็นว่าสุดท้ายเราอาจจะเอาตัวไม่รอดในสภาวะที่ไม่แน่นอนขนาดนี้

ทิ้งตัวตนเก่าๆ ลองทำสิ่งใหม่ๆ ยอมเสี่ยงแค่พอรับได้ ล้มเหลวก็ไม่เป็นไรเพราะมันจะได้บทเรียน

อย่าให้ช่วงเวลาเช่นนี้ผ่านไปโดยที่เราไม่ได้เก็บเกี่ยวอะไร

เพราะมันอาจจะเป็นความเสียดายที่จะอยู่กับเราไปอีกนานครับ

นี่คือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ไม่ใช่หรือ

20200418

(บทความนี้เขียนให้คนที่ยังมีงานทำ และได้ทำงานอยู่ที่บ้านระหว่างสถานการณ์โควิด)

นี่คือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ไม่ใช่หรือ

ไม่ต้องตื่นแต่เช้า

ไม่ต้องรีบอาบน้ำแปรงฟัน

จะแต่งตัวยังไงก็ได้

มีเวลาเล่นกับลูกๆ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย

จะออกไปเดินชิลล์ๆ ก็ทำได้

ได้กินของอร่อยโดยที่ไม่ต้องไปต่อคิวที่ไหน

ถ้าต้องออกจากบ้านก็ไม่ต้องเจอรถติด

มีเงินเหลือเก็บมากกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยได้ช็อปปิ้ง

ถ้าไม่นับอนาคตที่ไม่แน่นอน สถานการณ์ที่เราเจออยู่ตอนนี้มันคือชีวิตที่พนักงานกินเงินเดือนอย่างเราเคยฝันเอาไว้ชัดๆ

ถ้าเรายังไม่สามารถจะมีความสุขตอนนี้ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะมีความสุขได้ในอนาคตที่เราเคยจินตนาการเอาไว้ครับ

นิทานภรรยาผู้รักษาคำพูด

20200416

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายคนหนึ่งเป็นคนที่ขี้เหนียวมาก เขาทำงานหนักเก็บเงินมาทั้งชีวิตและแทบไม่เคยใช้จ่ายมันไปกับอะไรเลย

วันหนึ่งเขาล้มป่วยลง เมื่อรู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้ไม่นาน เขาจึงฝากฝังกับภรรยาไว้ว่า

“ในงานศพ คุณสัญญากับผมนะว่าคุณจะเอาเงินทั้งหมดใส่ไว้ในโลง เพราะผมอยากจะขนมันไปในโลกหน้าด้วย”

ภรรยาจึงตกปากรับคำ

ในงานศพ สามีนอนทอดกายอยู่ในโลง ภรรยาใส่ชุดดำ มีเพื่อนสนิทนั่งกุมมืออยู่ข้างๆ

เมื่อพิธีจบ และสัปเหร่อกำลังจะปิดฝาโลง ภรรยาก็เอ่ยขึ้นว่า “รอเดี๋ยวค่ะ”

เธอเดินมาที่โลง ในมือของเธอถือกล่องเซฟขนาดย่อม เธอบรรจงวางกล่องเซฟลงไป ก่อนที่สัปเหร่อจะปิดฝาโลงและเคลื่อนขบวนศพ

“อย่าบอกนะว่าเธอเอาเงินทั้งหมดไปเก็บไว้ในโลงจริงๆ!!”

” ฉันเป็นภรรยาของเขา ฉันผิดคำพูดไม่ได้หรอก ฉันรับปากเขาไว้แล้ว”

“เธอเก็บเงินทั้งหมดลงในเซฟจริงๆ เหรอเนี่ย?!”

“แน่นอน” ภรรยากล่าว

“ฉันเอาเงินทั้งหมดไปเข้าบัญชี แล้วก็ให้ธนาคารออกเช็คมาให้ เช็คใบนั้นอยู่ในโลงเรียบร้อยแล้ว ถ้าเขาเอาไปขึ้นเงินได้ก็เชิญใช้ได้ตามใจชอบเลย”

อย่าไปเสียน้ำตาให้ตัวเลข

20200414b

วันนี้ผมไปวิ่งรอบหมู่บ้านช่วงสายๆ หน่อย วิ่งได้เกือบครบ 1 กิโล นาฬิกา Garmin ก็จะขึ้นมาบอกว่า Performance เราดีขึ้นหรือน้อยลงนับจากวันก่อนๆ

ปรากฏว่าวันนี้ผมได้ -5 ซึ่งหมายความว่าสมรรถภาพในการวิ่งนั้นตกลงไปพอสมควร ซึ่งผมไม่เคยคะแนนตกอย่างนี้มาก่อน อย่างมากก็แค่บวกหรือลบหนึ่ง

แต่ถึงคะแนนจะตกผมก็ไม่ได้วิตกอะไร เพราะผมได้เรียนรู้แล้วว่าค่าต่างๆ ที่มันโชว์ในแกดเจ็ทตอนที่เราวิ่งนั้นไม่สำคัญเท่าความรู้สึกตอนที่เราวิ่ง

การวิ่งก็เหมือนการทำบุญ เราควรรู้สึกดีทั้งก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่ง และหลังจากวิ่งจบแล้ว หากเราไปยึดเอาตัวเลขหรือไปฟัง AI ที่บอกว่าเราควรทำอย่างนั้น-อย่างนี้มากเกินไป มันก็จะเป็นการวิ่งที่ไม่มีความสุข หรือถ้าจะสุขก็ได้เฉพาะตอนที่เราทำได้ตามเป้าหมายเท่านั้น และจะได้อีโก้เป็นของแถมกลับมาด้วย

ช่วงนี้เราอยู่กับตัวเลขค่อนข้างเยอะ หลายคนมีกิจวัตรประจำวันคือเปิดดูตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ก็ทะลุ 2 ล้านคนแล้ว

บางคนก็สนใจตัวเลขว่าเราจะต้องอยู่กันอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน 1 เดือน 3 เดือน 12 เดือน หรือยาวนานกว่านั้น

ส่วนคนที่สนใจการลงทุน ก็คอยติดตามตลาดหุ้นว่าดัชนีจะขึ้นจะลงยังไง ราคาน้ำมันเท่าไหร่ ราคาทองคำพุ่งไปแค่ไหน

คนที่ทำธุรกิจก็ย่อมต้องสนใจรายรับ-รายจ่าย คอยลุ้นว่ากระแสเงินสดเราจะพอเลี้ยงพนักงานไปได้นานเพียงพอมั้ย

เมื่ออยู่กับตัวเลขที่ผกผัน ใจเราก็เลยผกผันตามตัวเลขไปด้วย

Brené Brown ผู้เขียนหนังสือ Daring Greatly บอกว่าแต่ก่อนเธอเคยเชื่อว่า

“If you can’t measure it, it doesn’t exist.”

ถ้าวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ แสดงว่ามันไม่มีอยู่จริง

แต่พอได้ศึกษา ได้เรียนรู้ ได้ผ่านชีวิตมาประมาณหนึ่ง เธอก็ได้ข้อสรุปใหม่

“If it’s measurable, it’s probably not too important.”

ถ้าวัดเป็นตัวเลขได้ แสดงว่ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

แน่นอนว่าตัวเลขมีประโยชน์ เป็นเครื่องมือ เป็นตัวชี้วัดที่ดีในหลายเรื่อง แต่ถ้าเราใช้ตัวเลขเป็นสรณะในการดำเนินชีวิต เราอาจจะโดนตัวเลขหลอกจนหัวปักหัวปำ พอเลขเป็นบวกก็ใจพองโต พอเลขเป็นลบก็หดหู่ห่อเหี่ยว

ตัวเลขทำให้คนเป็นบ้าได้ ตัวเลขทำให้คนฆ่าตัวตายได้ เราจึงต้องระวังไม่ตกเป็นเหยื่อของอักขระสิบตัวนี้

ใช้ตัวเลขให้สมแก่ประโยชน์ของมัน แต่อย่าไปเสียน้ำตาให้ตัวเลขเลยนะครับ

—–

เพื่ออรรถรส อ่านบทความนี้จบแล้วขอชวนฟังเพลง “อย่าไปเสียน้ำตา” ของคริสติน่า อากีลาร์ครับ เสียงใสกิ๊ง มีพลัง ชวนคิดถึงยุค 90’s จริงๆ >> https://bit.ly/3a3QROP

เคล็ดลับสุขภาพจิตที่ดี

20200414

คือหาเรื่องให้ตัวเองได้ออกเหงื่อทุกวัน

วิถีชีวิตของมนุษย์เรานั้นต้องอย่ภายใต้แสงแดดมาโดยตลอด

สมัยที่มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ผู้ชายต้องล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงก็ต้องเก็บผลหมากรากไม้ (hunter-gatherers) ซึ่งช่วงเวลานี้กินเวลาหลายแสนปี

พอเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (agricultural revolution) เมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว คนเราก็ต้องออกไปทำไร่ทำนาทุกวัน

พอเกิดการปฏิวัติอุตสากรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว มนุษย์จึงเริ่มละทิ้งการอยู่ในที่แจ้ง แล้วเข้ามาเป็นหนุ่มโรงงาน-สาวโรงงานกัน ก่อนที่งานบางส่วนจะค่อยๆ แปรรูปไปเป็นงานในออฟฟิศ

ช่วงเวลาที่เราเป็นนักล่าและชาวนานั้นกินเวลายาวนานกว่างานในโรงงานหลายเท่านัก

ผมจึงเชื่อว่า ร่างกายและจิตใจเบื้องลึกของเรายังโหยหาการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว โหยหาแสงอาทิตย์ โหยหากิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออก

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มานั่งตากแอร์หน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมง ต่อด้วยการนอนไถมือถืออีก 2 ชั่วโมงแน่ๆ

ดังนั้น ถ้าอยากมีสุขภาพจิตที่ดี หาทางออกไปเจอแดด หาทางไปออกเหงื่อให้ได้ทุกวันนะครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59