คำถาม Infinite Loop

20160505_InfiniteLoop

คนที่เรียนวิชาโปรแกรมมิ่งทุกคนน่าจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า infinite loop ซึ่งดิกชันนารี Longdo แปลไว้ว่า

คำสั่งในโปรแกรมที่สั่งให้เครื่องปฏิบัติการไปตามคำสั่งตามลำดับขั้นตอน แต่กลับวนไปที่คำสั่งเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักจบ เพราะหาทางออกไม่ได้ (อาจเกิดจากความบกพร่องในการเขียนโปรแกรม)

Infinite Loop เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในโปรแกรม เพราะมันจะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตลอดเวลาจนรับคำสั่งอื่นไม่ได้เลย

ถ้าใครเคยใช้คอมไปแล้วจู่ๆ โปรแกรมก็แฮงค์ คลิ้กอะไรก็ไม่ไป ต้องรีสตาร์ทโปรแกรมใหม่ นั่นแสดงว่าคุณอาจเจอ infinite loop เข้าให้แล้ว

Infinite Loop เกิดขึ้นในโปรแกรมได้ ก็เกิดขึ้นในคนได้เช่นกัน

เพราะสมองของเราก็เหมือนคอมพิวเตอร์ และความคิดของเราก็เหมือนโปรแกรม

ถ้าความคิดของเรามีข้อบกพร่อง (หรือที่ภาษาคอมเขาเรียกว่า bug) ความคิดของเราก็จะวนหลูปจนหางทางออกไม่ได้เช่นกัน

คำถาม infinite loop ที่เรามักจะเจอกันก็เช่น

ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้


 

หรือ
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย


ซึ่งก็แปลกดี เพราะตอนที่เราแฮปปี้ไม่เห็นจะเคยถามตัวเองซ้ๆ ำเลยว่า “ทำไมมีความสุขจังเลยนะๆๆๆ”

คำถามติดหลูปเป็นคำถามไม่มีคำตอบ และเป็นคำถามที่ไม่มีประโยชน์

เพราะเอาเข้าจริงแล้วเราไม่ได้ถามเพื่อที่จะเข้าใจ แต่ถามเพื่อปกป้องตัวตนของเรามากกว่า

ดังนั้น ควรหาทางออกจากหลูปให้เร็วที่สุด ด้วยการถามคำถามที่สร้างสรรค์กว่าเดิม เช่น เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? หรือ เราจะใช้สถานการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์ได้ยังไงบ้าง?

จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับคำถามที่ไม่มีคำตอบครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

เพื่อนแท้แทงข้างหน้า

20160504_Friends

“True friends stab you in the front”

– Oscar Wilde

เพื่อนเทียมมักจะแทงเราข้างหลัง ส่วนเพื่อนแท้จะแทงเราข้างหน้า

ซึ่งในความเข้าใจของผม เขาแทงไม่ใช่เพื่อที่จะทำร้าย แต่แทงเพื่อที่จะรักษา

รักษานิสัยเสียๆ ที่เรามีมานาน แต่ไม่มีใครกล้าบอกเรา มีแต่เก็บไปนินทาหัวเราะกันคิกคัก

มีแต่เพื่อนแท้เท่านั้นที่ยอมแทงเราข้างหน้า และยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงที่จะโดนแทงกลับ

เพื่อนแท้จะกล้าพูดความจริงที่เราไม่อยากได้ยิน แต่จำเป็นต้องได้ยินเพื่อให้เราดีขึ้น

ถ้าเราคิดจะเป็นเพื่อนแท้ของใคร เราก็อาจต้องเตรียมใจที่จะต้องแทงเพื่อนข้างหน้าบ้างเช่นกัน

แทงข้างหน้าด้วยการบอกว่าเขามีกลิ่นปาก

แทงข้างหน้าด้วยการบอกว่าสิ่งที่เขาทำไปมันไม่เหมาะไม่ควร

แทงข้างหน้าด้วยการเตือนเพื่อนว่าเขากำลังจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นมากไปแล้ว

และแม้จะต้องแทง ก็แทงด้วยความนุ่มนวล ไม่ใช้วาจาเชือดเฉือน

และแทงครั้งเดียวให้เขารู้ตัวก็พอ ไม่ต้องแทงซ้ำซ้อน เพราะเพื่อนย่อมไม่อยากให้เพื่อนเจ็บ

คนไทยเราขี้เกรงใจ จนบางครั้งก็พลอยทำให้เราเป็นคนขี้นินทาไปด้วย

หันมาเกรงใจให้น้อยลง และตรงไปตรงมาให้มากขึ้นกันดูบ้าง ก็น่าจะดีนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

กฎสิบเต็มสิบ

20160503_10

บทความของผมส่วนใหญ่จะเอาเนื้อหามาจากสิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหรือฟังใครเล่ามาอีกที

นานๆ ครั้งถึงจะคิดอะไรขึ้นมาได้เอง

วันนี้เป็นวันดี เพราะผมจะขอเขียนถึงเทคนิคที่คิดขึ้นได้เองครับ!

เป็นเทคนิคที่จู่ๆ ก็แล่นเข้ามาในหัวเมื่อวันอังคารที่แล้ว ได้ทดลองใช้แล้วก็รู้สึกว่ามันเวิร์คดีแฮะ

ผมขอเรียกมันว่ากฎสิบเต็มสิบแล้วกัน

—–

[Classic Post]: กฎสิบเต็มสิบ

เชื่อว่าในชีวิตนักเรียนของเรา น่าจะเคยได้คะแนนสิบเต็มสิบกันมาบ้าง

อาจจะเป็นการบ้านวิชาเลข หรือภาพวาดศิลปะ หรืองานเย็บปักถักร้อย

การได้สิบเต็มสิบมันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เพราะนานๆ จะได้ทีนึง และมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราทำอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ เราก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดได้

หลักการของกฎสิบเต็มสิบนั้นง่ายมากครับ คือก่อนที่เราจะทำ (หรือไม่ทำ) อะไรก็แล้วแต่ ลองถามตัวเองว่า เราให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่กับสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้

และถ้ามันยังไม่ใช่คะแนนสิบเต็มสิบ เราจะทำอะไรให้แตกต่างออกไปเพื่อให้ได้คะแนนมากกว่านี้มั้ย?

ยกตัวอย่างเช่นมีคนขับรถตัดหน้าเรา สิ่งที่เรามักจะทำเพื่อเป็นการตอบโต้คืออะไร?

– บ่นให้แฟนฟัง
– บีบแตรใส่
– ปาดหน้าคืน

คราวนี้คุณผู้อ่านก็ลองให้คะแนนดูว่า การกระทำแต่ละข้อข้างบน ได้กี่คะแนนกันบ้าง?

สำหรับผม

บ่นให้แฟนฟัง – 6/10
บีบแตรใส่ – 4/10
ปาดหน้าคืน – 0/10

แล้วทำยังไงถึงจะได้สิบเต็มสิบ?

ดูใจเราที่โกรธ คิดเสียว่าเขาคงรีบ และขับรถต่อไปอย่างระมัดระวัง – 10/10

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ขอยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้กฎสิบเต็มสิบในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาของผมแล้วกันนะครับ

ตัวอย่างที่ 1 – เจอคนที่เราเคยมีปัญหาด้วย

ที่ออฟฟิศมีพี่คนหนึ่งที่เคยมีเรื่องให้ผิดใจกันตั้งแต่สองปีที่แล้ว จนเดี๋ยวนี้เวลาเจอหน้าก็จะไม่คุยกันหรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะคุยให้น้อยที่สุด

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่แล้วผมมีธุระ จึงไปกินข้าวคนเดียวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นที่มีโต๊ะอยู่แค่สี่โต๊ะ ตอนไปถึงมีโต๊ะว่างเหลืออยู่โต๊ะนึงพอดี ผมสั่งอาหารเสร็จแล้วหันไปจึงเห็นพี่คนนั้นกำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่โต๊ะถัดไป

ความคิดแรกของผมก็คือ นั่งหันหลังให้พี่เขาแล้วก็กินก๋วยเตี๋ยวของเราไป

แล้วกฎสิบเต็มสิบก็ทำงาน ผมบอกว่าถ้าทำอย่างนี้ผมคงให้คะแนนตัวเองแค่ 5/10

ผมก็เลยเปลี่ยนไปนั่งโต๊ะเดียวกับเขาแทน และเราก็ได้คุยกันนานกว่าทุกครั้งในรอบสองปีที่ผ่านมา

กฎสิบเต็มสิบทำให้เราได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง

ตัวอย่างที่ 2 – เข้าคิวจ่ายเงินที่โลตัส

เมื่อวานนี้ผมไปช้อปปิ้งที่โลตัสกับแฟน ซื้อของมาเกือบเต็มรถเข็น พอเดินมาที่ตรงช่องจ่ายเงินก็สังเกตเห็นว่ามีน้องผู้หญิงอีกคนหนึ่งถือของหนึ่งชิ้น กำลังเดินสวนมา ท่าทางกำลังจะจ่ายเงินเหมือนกัน

ผมรู้ตัวว่าเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เอารถเข็นเข้าจอดคิวถัดไป (คิวก่อนหน้านี้กำลังจะเสร็จพอดี) น้องผู้หญิงคนนั้นก็มายืนต่อท้ายผม

แล้วผมก็ถามตัวเองว่า การที่เราเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยเพื่อมาให้ถึงก่อนน้องคนนั้น จะให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่

ผมให้คะแนนตัวเอง 7/10 เพราะเราก็มาถึงก่อนจริงๆ ก็ไม่ผิดอะไรที่เขาจะต่อคิวเรา

แต่ทำยังไงถึงจะได้ 10/10?

ผมหันไปบอกน้องเค้าว่า เชิญน้องก่อนเลยครับ มีของชิ้นเดียวเอง

น้องเขามองหน้าผมแบบงงๆ ปนดีใจ แล้วพูดว่าขอบคุณค่ะ จ่ายเงินเสร็จแล้วก็หันมาพูดว่าขอบคุณนะคะอีกรอบ

กฎสิบเต็มสิบทำให้ผมได้รับคำขอบคุณถึงสองครั้ง

ตัวอย่างที่ 3 – ซื้อขนมฝากแฟน

ที่ออฟฟิศผมมักจะไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านป้าหยวก

นอกจากข้าวแกงและตามสั่งแล้ว ร้านป้าหยวกยังทำขนมหวานอร่อยมาก แต่ละวันจะทำแค่อย่างสองอย่าง

วันนี้ป้าหยวกทำข้าวเหนียวลำไยกับกล้วยบวชชีมา ทั้งสองเมนูนี้นานๆ ถึงจะทำครั้ง

ผมสองจิตสองใจ เพราะวันนี้จะกลับบ้านค่ำ ซื้อกลับไปอาจไม่ทันได้กิน และถ้าซื้อก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะอยากกินเมนูไหนมากกว่ากัน

ผมมีอยู่สี่ทางเลือก

– ไม่ซื้อ เอาไว้ซื้อวันหลัง
– ซื้อแต่กล้วยบวชชีไป เพราะรู้ว่าเธอชอบกินแน่ๆ
– ซื้อแต่ข้าวเหนียวลำไย เพราะหากินยากกว่ากล้วยบวชชี
– ซื้อไปทั้งสองอย่าง

ซึ่งแต่ละทางก็มีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน

แล้วผมก็ถามอีกว่า ถ้าอยากได้ 10/10 ควรจะทำยังไง?

ถามตัวเองเสร็จก็ยกหูโทรหาแฟน บอกว่าวันนี้มีกล้วยบวชชีที่เธอชอบ และมีข้าวเหนียวลำไยด้วยนะ แฟนบอกว่าเอากล้วยบวชชี เพราะกินข้าวเหนียวลำไยไม่เป็น

ผมก็เลยซื้อแต่กล้วยบวชชีไป โดยแฟนก็รู้ตัวว่าวันนี้อาจได้กินค่ำหน่อย

สิบเต็มสิบอีกหนึ่งเรื่อง

หลังจากสังเกตตัวเองมาหนึ่งสัปดาห์ ผมรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบสิบเต็มสิบ สร้างรอยยิ้มให้คนอื่นได้มากขึ้น ทะเลาะกับคนใกล้ตัวน้อยลง และรู้สึกดีกับตัวเองวันละหลายหน

เราใช้กฎสิบเต็มสิบไม่ใช่เพื่อจะทำตัวเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์นะครับ

เพราะเราให้คะแนนที่การกระทำและสภาพจิตใจของเรา ไม่ได้ให้คะแนนที่ผลลัพธ์

ความเจ๋งของกฎสิบเต็มสิบก็คือ เราเป็นคนนิยามเองว่า อะไรคือเต็มสิบสำหรับเรา

ดังนั้นการจะทำคะแนน 10/10 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด เสียสละมากขึ้นอีกหน่อย

อีกหนึ่งความเจ๋งหนึ่งคือกฎนี้ใช้ได้กับทุกๆ สถานการณ์ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน

ความท้าทายของการใช้กฎนี้ คือต้องอาศัยความรู้เนื้อรู้ตัวระดับหนึ่ง แต่ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ไม่ยาก

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สิ่งที่เราเลือกทำในวันนี้

20160502_Choice.png

จะกลายเป็นชีวประวัติของเราในวันหน้า

“The choices today turn into your biography tomorrow.”

– James Altucher

ในแต่ละวัน เรามีทางเลือกมากมายว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร

จะนอนต่อ หรือจะลุกขึ้นมาเขียนบล็อก

จะเล่นเฟซบุ๊คหรือจะเล่นกับลูก

จะเอางานกลับมาทำที่บ้าน หรือจะช่วยภรรยาทำงานบ้าน

สิ่งที่เราเลือกที่จะทำในแต่ละขณะ จะเป็นนิยามความเป็นตัวเราในระยะยาว

Stephen Covey เคยบอกไว้ในหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ว่า เราควร “เริ่มต้นที่จุดจบ” (Start with the end in mind)

ให้ลองถามตัวเองซิว่า ในงานศพของเรา อยากให้คนเขียนไว้อาลัยถึงเราแบบไหน

คนที่อยากถูกพูดถึงในฐานะ “คนที่ทำงานดึกที่สุดในออฟฟิศ” หรือ “คนที่มี followers 200,000 คน” คงมีไม่มากนัก

เราน่าจะอยากถูกพูดถึงว่า เราเป็นพ่อที่อบอุ่นแค่ไหน เป็นภรรยาที่โอบอุ้มครอบครัวอย่างไร เป็นเพื่อนแท้ยามตกระกำลำบากรึเปล่า และเป็นคนที่สร้างคุณูปการให้กับสังคมอย่างไรบ้าง

เมื่อรู้แล้วว่าอยากให้เขาพูดถึงเราอย่างไร เราก็จงใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับถ้อยคำเหล่านั้น

ด้วยการ make the right choices เสียแต่วันนี้

เพื่อสร้าง the right biography สำหรับเราในวันพรุ่งนี้ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อุบายขายของ

20160501_sell

วันนี้อยากมาแชร์เกร็ดความรู้ที่น่าจะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อและช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นด้วยครับ

พนักงานขายหน้าร้าน

เวลาไปเดินดูแผนกอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้าง สมมติเราสนใจแอร์ยี่ห้อ A พนักงานขายก็จะเข้ามาอธิบายสรรพคุณของแอร์ยี่ห้อนั้น ซักพักเขาก็จะเริ่มพูดว่า แต่ว่าแอร์ A นี่มีข้อเสียอย่างนั้นอย่างนี้นะ ไม่ลองดูแอร์ B หน่อยเหรอ ราคาพอๆ กัน แต่วัสดุดีกว่านะ

ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยว่าพนักงานขายคนนี้เป็นพนักงานของแอร์ยี่ห้อ B

ร้านอย่างโฮมโปรหรือพาวเวอร์บายจะมีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า”โมเดิร์นเทรด” และพนักงานขายในโมเดิร์นเทรดส่วนใหญ่ไม่ใช่พนักงานของโมเดิร์นเทรดเอง แต่พนักงานของบริษัทที่เอาสินค้ามาขาย ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือการดึงคนมาซื้อสินค้าของยี่ห้อตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องสวมบทเป็นพนักงานของโมเดิร์นเทรดที่สามารถให้ข้อมูลสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ได้ด้วยเพื่อรักษาความเป็นกลางและความเนียน

ไม่แน่ สินค้ายี่ห้อ B อาจจะดีกว่ายี่ห้อ A จริงๆ ก็ได้ แต่ถ้าเรารู้ว่าคนขายอาจเป็นคนของยี่ห้อ B เราก็จะได้ตั้งคำถามมากขึ้นและไม่เคลิ้มไปกับสรรพคุณของ B มากเกินไปนัก


เจ้าหน้าที่ชักชวนบริจาคเข้ามูลนิธิฝรั่ง

ตามแหล่งที่มีคนเดินผ่านเยอะๆ เรามักจะเห็นคนใส่เสื้อมูลนิธิมายืนยิ้มหวานและขอคุยกับเรา “สองนาที”

พอเราหยุดคุยกับเขา เขาก็จะอธิบายถึงความยากลำบากของน้องๆ ในค่ายผู้อพยพหรืออะไรประมาณนั้น และด้วยเงินเพียงวันละสิบกว่าบาท เราก็จะสามารถช่วยให้น้องๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ คนที่เขามาชักชวนเรานั้นอาจไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธินะครับ เขาอาจเป็นบริษัทเอ๊าท์ซอร์ส (outsource) ที่มูลนิธิจ้างมากอีกที วันนี้ใส่เสื้อของมูลนิธิ A พรุ่งนี้อาจจะไปใส่เสื้อของมูลนิธิ B ก็ได้

พอเรารู้ว่าเขาไม่ใช่คนของมูลนิธิ มุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าเรานึกว่าเขาเป็นคนของมูลนิธิ เราอาจจะมีความรู้สึกเกรงใจระคนกับชื่นชมเจ้าหน้าที่ในอุดมการณ์ของเขา

แต่พอรู้แล้วว่าเขาก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ทำหน้าที่หาลูกค้าให้กับมูลนิธิ วิธีการฟังและการตัดสินใจของเราก็จะเป็นกลางมากขึ้นครับ

แต่ใช่ว่าทุกมูลนิธิจะมีเงินจ้างคนมาหาลูกค้านะครับ ถ้าเราคิดว่าข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของเรา เราก็ถามเขาตรงๆ ก็ได้ว่าเป็นคนของมูลนิธิหรือเป็นเอาท์ซอร์สที่มูลนิธิจ้างมาอีกทีหนึ่ง


Presupposition
หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำนี้ แต่ผมว่ามันเป็นเทคนิคที่คนขายของหลายคนชอบใช้กัน ที่จะพบเจอบ่อยคือเจ้าหน้าที่ที่มาชวนคุณบริจาคเงิน หรือคนที่โทร.มาขายประกันครับ

เช่นเจ้าหน้าที่ที่ชวนคุณบริจาค ก็จะเริ่มให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วและมากมายจนคุณรับแทบไม่ทัน จับใจความได้แค่ว่าด้วยเงินสิบกว่าบาทจะสามารถช่วยเด็กๆ ได้

และระหว่างที่สมองของเรากำลังเบลอๆ กับการจัดการข้อมูลอยู่ เขาก็จะปล่อยหมัดฮุคว่า “พี่สะดวกใช้บัตรเครดิต หรือหักผ่านบัญชีธนาคารคะ”

สังเกตได้ว่าเขาให้ช้อยส์เรามาเพียงแค่สองทางเลือก และสำหรับคนที่คิดตามไม่ทัน ก็อาจจะเผลอเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบงงๆ รู้ตัวอีกทีจะถอนตัวก็กลัวเสียหน้าเลยต้องเลยตามเลย

คำว่า suppose แปลว่าสันนิษฐาน / ทึกทัก / คิดเอาเอง

presuppose คือทึกทักไปก่อนเลยว่าคุณจะทำแบบนั้นแบบนี้

ในกรณีด้านบน เขาทึกทักไปก่อนแล้วว่า เราตัดสินใจจะบริจาคนะ เลยให้ทางเลือกเรามาแค่สองทางว่าจะบริจาคผ่านบัตรเครดิตหรือบริจาคผ่านการตัดบัญชีธนาคาร เขาจึงไม่ถามเราซักคำว่า “พี่ฟังข้อมูลแล้ว สนใจจะบริจาครึเปล่าคะ” เพราะรู้ดีแก่ใจว่าถ้าถามอย่างนี้เราคงลังเลและขอคิดดูก่อน

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราจะเห็นการใช้ presupposition ก็คือการโทรศัพท์มาขายประกัน หลังจากเขาถาโถมข้อมูลใส่เราจนเรามึนแล้ว เขาก็จะจบด้วยคำถามที่ว่า “สะดวกให้ส่งกรมธรรม์ไปที่บ้านหรือที่บริษัทดีคะ” โดยทึกทักไปก่อนแล้วว่าเราจะซื้อกรมธรรม์ของเขา

ลองไปฟังดูนะครับ คนที่โทร.มาขายของกับเรามักจะใช้มุขนี้ พอถึงช๊อตที่เราจับได้ว่าเขากำลังใช้ presupposition กับเรา เราจะได้ตอบเขาไปนิ่มๆ ว่า “ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าสนใจจะซื้อกรมธรรม์”


Presupposition ในที่ทำงาน

Presupposition ที่พวกขายของใช้กันมักจะไม่ค่อยเวิร์ค เพราะเป็นการทึกทักเอาเองมากเกินไป เป็นการรวบรัดและมัดมือชกอย่างไร้มารยาท

แต่ presupposition นั้นมีประโยชน์มากถ้าเราใช้เป็น และใช้ด้วยความเคารพต่อคู่สนทนา

ที่เห็นได้ชัดคือ presupposition ในที่ทำงาน

ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่สั่งงานลูกน้อง โดยที่รู้ว่างานชิ้นนี้มันค่อนข้างยากและลูกน้องอาจจะไม่มั่นใจว่าทำได้รึเปล่า

ถ้าเราถามว่า “ทำไหวไหม?” หรือ “คิดว่าจะเสร็จเมื่อไหร่?” ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ลูกน้องอิดออดหรือขอเวลาเผื่อไว้เยอะๆ

ในกรณีนี้เราจึงควรใช้ presupposition โดยถามว่า

“ถ้าจะต้องเสร็จวันพุธหน้า อยากให้พี่ช่วยอะไรบ้างมั้ย?”

การถามอย่างนี้คือการทึกทักไปเลยว่าลูกน้องเรามีความสามารถที่จะทำได้ และทำเสร็จทันพุธหน้าด้วย เหลือก็แต่ว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราเพื่อให้เสร็จตามเวลาที่เราต้องการ

ถ้าเราเป็นลูกน้องก็ใช้ presupposition กับหัวหน้าได้เช่นกัน

เช่นถ้าเรามีความคิดริเริ่มทำโปรเจ็คใหม่ๆ แทนที่จะเสนอแค่ไอเดียและข้อดีข้อเสีย เราก็คิดเผื่อไปเลยว่าหัวหน้าน่าจะเห็นประโยชน์และอยากรู้ถึงขั้นตอนถัดไป นั่นคือเรื่องของกำหนดการและค่าใช้จ่าย ซึ่งเราอาจจะทำออกมาซักสองสามทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้หัวหน้าใช้พลังในการตัดสินใจน้อยลง และเพิ่มโอกาสที่ไอเดียของเราจะได้รับการอนุมัติครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่