ก้าวย่างที่ผิดพลาด

20160607_misstep

มักเกิดจากการยืนอยู่เฉยๆ

“Many a false step was made by standing still.”
– Fortune cookie

บ่อยครั้งที่เราไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวว่าจะตัดสินใจผิด

แต่การเลือกอยู่กับสิ่งเดิม อาจเป็นเรื่องที่ผิดยิ่งกว่า

เพราะบางครั้ง อยู่เฉยๆ ก็ล้มได้ และการมุ่งไปข้างหน้าอาจมั่นคงกว่า

เหมือนเราขึ้นไปนั่งบนจักรยาน ถ้าเราพยายามทรงตัวอยู่บนจักรยานนิ่งๆ โอกาสล้มมีสูงมาก แต่ถ้าเราปั่นไปเรื่อยๆ เรากลับไม่ล้ม

เพราะจักรยานถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่

ชีวิตก็ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่เหมือนกัน

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะพุ่งออกไป เพราะมันไม่ล้มหรอก

และถึงล้ม อย่างมากก็แค่ถลอก กลัวไปทำไม

เจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้ว


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชีวิตสั้นเกินกว่า

20160607_lifestooshort

คือประโยคเตือนใจที่ดี

เวลาที่เรากำลังประสบกับพลังงานลบ ให้นึกถึงประโยค

Life is too short to…
ชีวิตสั้นเกินกว่า…

แล้วเติมคำลงในช่องว่าง

Life is too short to hold grudges
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเก็บความขุ่นข้องหมองใจ

Life is too short to scroll down the infinite Facebook feed
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งส่องเฟซ

Life is too short to avoid putting in the hard work
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมามัวเหยาะๆ แหยะๆ

Life is too short to worry about what other people think of you
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมากังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

Life is too short to wait until everything is ready
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม

Life is too short to argue who is right
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

Life is too short to wait until you are rich
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมารอให้รวยก่อน

Life is too short to postpone decisions
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

Life is too short to act like a wimp
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด

Life is too short to think you will get to do it someday
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาคิดว่า ไว้วันหลังค่อยทำก็ได้

Life is too short to…

ประโยคนี้มีประโยชน์ ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

โชคดีที่ล้าหลัง

20160606_Underdeveloped

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ใครกันนะเป็นคนจัดว่าประเทศไหนคือประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศไหนด้อยพัฒนา

และที่สงสัยยิ่งกว่าก็คือ มันจะมีพิจารณา “เลื่อนชั้น” เหมือนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกบ้างมั้ย?

แล้วถ้ามีเลื่อนชั้นได้ จะมีการ “ตกชั้น” บ้างรึเปล่า?


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เมืองไทยเราอยู่ในกลุ่ม”ประเทศด้อยพัฒนา” มาแต่ไหนแต่ไร

ก็เลยทำให้เรามองชาติที่พัฒนาแล้วด้วยความชื่นชมปนอิจฉา

เพราะการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ก็ล้วนมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น internet, social media, driverless cars, Artificial Intelligence

ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเป็นคนสรรค์สร้าง ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนาอย่างเราจึงได้แต่ซื้อของเขามาใช้

คิดแล้วก็น่าน้อยใจเหมือนกัน

แต่มองในมุมกลับ การเป็นประเทศที่ตามหลัง ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

เพราะเราจะได้เห็นอะไรมากกว่าคนอื่น

แม้ว่าจะตามหลัง ก็ตามหลังแค่ไม่มากนัก เรายังอยู่ใกล้กับเขาเพียงพอที่จะมองเห็นสิ่งดีๆ และคัดสรรมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตคนไทยได้

ขณะที่เมืองฝรั่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทั้งหลาย เขาแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากประเทศเราเลย เพราะสื่อของเขาคงไม่ได้สนใจว่า”ประเทศล้าหลัง” อย่างเราจะมีอะไรที่เขายังไม่รู้

ซึ่งก็หมายความประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย


ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องของจิตใจ

ถ้าเป็นฝรั่ง เวลามีเรื่องเครียดหรืออยู่ในสภาวะจิตตก สิ่งที่เขามักพึ่งพาเป็นอย่างแรกๆ คือยาและจิตแพทย์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยานอนหลับจะขายดีมากในประเทศอเมริกา ในปี 2010 มีการจ่ายยานอนหลับให้คนอเมริกาถึง 60 ล้านครั้ง (อเมริกามีประชากร 300 ล้านคน)

คนไทยเราก็อาจมีใช้ยานอนหลับอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าน้อย ยิ่งคนที่จะไปปรึกษาแพทย์ยิ่งน้อย เพราะเรามีทางออกที่ง่ายดายกว่า คือสวดมนต์-นั่งสมาธิ พอใจมันสงบ เดี๋ยวมันก็หลับเองแหละ

ฝรั่งเป็นออฟฟิศซินโดรมก็อาจกินยาคลายกล้ามเนื้อ ส่วนเราไปนวดแผนไทยชิวๆ

ฝรั่งเลือดไหลเวียนไม่ดีก็กินยา ส่วนคนไทยอาจไปฝังเข็ม

เวลาชีวิตเจอแต่ปัญหารุมเร้า ฝรั่งมีทางเดียวคือเชื่อมั่นในตนเอง และก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไป

ขณะที่คนไทยนอกจากก้มหน้าสู้ต่อไปแล้ว เรายังทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และยังไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเปิดทางอีกด้วย

ไม่ได้จะชี้ว่าการทำบุญหรือบนบานนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้นะครับ เพียงแต่การที่เรารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างให้เราพึ่งพาก็ทำให้เราอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเขาไม่มีสิ่งนี้เพราะเขาคิดอะไรเป็นวิทยาศาสตร์หมดเลย

แต่วิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างซะหน่อย

คนไทยเชื่อว่ายังมี “พลังงานบางอย่าง” ที่มองไม่เห็น ตรวจวัดไม่ได้ แต่หยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในแง่ความรู้สึก

คนใน “ชาติที่พัฒนาแล้ว” อาจมองว่าพวกเรางมงาย ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา

และนั่นก็หมายความว่าเขาตัดความเป็นไปได้บางอย่างออกจากชีวิตด้วย

นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่ล้าหลังกว่าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะมันทำให้เราไม่เชื่อมั่นตัวเองเกินไป จนมองข้าม (หรือไม่มีโอกาสได้เห็น) ภูมิปัญญาของชาติอื่นครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎหน้ากากอ๊อกซิเจน

20160506_OxygenMask

ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบิน จะมีแอร์โฮสเตสมาสาธิตวิธีการใส่เข็มขัด การใส่หน้ากากอ๊อกซิเจน และโชว์ทางออกฉุกเฉิน

ประเด็นหนึ่งที่ถูกตอกย้ำเสมอๆ ก็คือ ถ้าเราโดยสารมากับเด็ก และมีเหตุจำเป็นต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจน เราต้องสวมหน้ากากให้ตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยสวมให้เด็ก

คำแนะนำนี้ฟังครั้งแรกอาจจะดูแหม่งๆ ว่าทำไมไม่ให้ดูแลเด็กก่อน?

แต่ถ้าคิดดีๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเอาแต่ดูแลเด็กก่อน แล้วเราใส่หน้ากากอ๊อกซิเจนไม่ทัน เราอาจหมดสติ แล้วเด็กก็จะไม่มีใครเป็นที่พึ่ง


กฎสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อนนั้น สามารถนำมาใช้กับชีวิตของคนเราได้ด้วย

นั่นคือ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน เราก็จะไม่สามารถดูแลคนอื่นได้ดีเช่นกัน

คุณอาจจจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ตื่นแต่ไปทำงานแต่เช้า กว่าจะฝ่ารถติดกลับถึงบ้านก็แทบจะหมดแรง แต่ก็ต้องเอาเวลาที่เหลือมาอยู่กับลูก จนไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย

ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะใครๆ ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก

แต่สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกคืออะไร?

ผมว่าสิ่งที่ลูกปรารถนา คือการมีพ่อแม่ที่มีจิตใจสมดุล มีสุขภาพแข็งแรง จะได้อยู่กับเขาไปนานๆ

ถ้าตัวพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย จิตใจก็จะไม่สมดุล สุขภาพก็เสื่อมเสีย และอาจจะไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของลูกก็ได้


ชีวิตการทำงานก็ไม่ต่างกัน

ผมเคยเขียนไว้ในตอนสรุปบทเรียน 13 ปีชีวิตมนุษย์เงินเดือนว่า หนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เราพึงมีต่อองค์กร คือดูแลตัวเองให้ดี

การทำงานหามรุ่งหามค่ำ ระยะสั้นอาจจะช่วยให้เรามีผลงานมากกว่าคนอื่น แต่วิธีการอย่างนี้ยากนักที่จะยั่งยืน

เพราะในวันที่ร่างกายมันประท้วงขึ้นมา เจ็บออดๆ แอดๆ ต้องไปหาหมอบ่อยๆ ประสิทธิภาพของเราก็จะลดฮวบฮาบลงทันที ต่อให้ใส่เวลาเข้าไปกี่ชั่วโมงก็ไม่ช่วยอะไร

การทุ่มเทเพื่อลูกหรือเพื่อองค์กรเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีไหนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้คนที่อยู่ข้างๆ อาจทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกว่าเราไม่เห็นแก่ตัว รู้สึกว่าเราได้ดูแลคนอื่น

แต่บางทีเราต้องยอมสละความรู้สึกดีในระยะสั้น เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่ากว่าในระยะยาว

การสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อน จึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นยุทธวิธีที่จำเป็น

อย่างน้อยก็สำหรับคนที่อยากจะมีแรงดูแลคนอื่นไปได้นานๆ ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Compfight.com

ทำไมต้องยืนตรงเคารพธงชาติ?

20160604_nationalanthem

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.”

– Warren Buffett

ถ้าผมเป็นฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่ผมน่าจะกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก็คือปรากฎการณ์ในแบงค็อกตอน 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น

ไม่ว่าจะวิ่งอยู่ในสวนลุม รีบเดินไปขึ้น BTS หรือกำลังนั่งกินข้าวอยู่ ถ้ามีเสียงเพลงชาติไทยดังขึ้น คนไทยทุกคนจะหยุดกิจกรรมของตัวเองแล้วยืนตรง

ทุกอย่างราวกับถูกหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ


ครั้งหนึ่งตอนผมกำลังเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน เห็นพี่ที่เคยทำงานอยู่ออฟฟิศเดียวกัน เดินอยู่ลิบๆ

พอเพลงชาติไทยดังขึ้น ทุกคนหยุด แต่พี่เขาไม่หยุด

อาจเป็นเพราะพี่เขารีบจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะเขามองเพลงชาติไทยในมุมอื่นก็ได้

สำหรับคนบางคน โดยเฉพาะเด็กที่จบนอกมาหรือสนใจประวัติศาสตร์ด้านการเมือง อาจมองว่าการบังคับให้คนไทยหยุดยืนตรงเคารพธงชาติ เป็นการ “กดขี่” อย่างหนึ่ง เพราะนโยบายนี้มีมาตั้งแต่ยุคที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

จาก Wikipedia: เพลงชาติไทย

เพลงชาตินับเนื่องเป็นหนึ่งอาณัติสัญญาณในการเคารพธงชาติ กล่าวคือ

1.เมื่อมีการชักธงชาติขึ้นและลง ให้แสดงความเคารพโดยการยืนตรง หันไปทางเสาธง อาคาร หรือสถานที่ที่มีการชักธงชาติขึ้นและลง จนกว่าจะเสร็จการ

2. ในกรณีที่ได้ยินเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติ จะเห็นหรือไม่เห็นการชักธงชาติก็ตาม ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสำรวม จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติ หรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง[13]

แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ ได้ริเริ่มให้มีขึ้นครั้งแรก จากการบรรเลงเพลงชาติ ตามสัญญาณจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในเวลา 08.00 น. โดยบัญชาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ราวปี พ.ศ. 2485 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

จอมพลป.พิบูลสงครามถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจล้นฟ้า สนับสนุนชาตินิยม และพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทย

จาก Wikipedia: แปลก พิบูลสงคราม 

นับแต่จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 ได้มีนโยบายในการสร้างชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลัทธิชาตินิยม เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ มีการสงวนอาชีพบางอย่างไว้เฉพาะคนไทย และปลูกฝังให้ประชาชนนิยมใช้สินค้าไทย ด้วยคำขวัญว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”… มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยเริ่มเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 ทำให้ ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน

เพลงชาติที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ก็ถูกแต่งขึ้นในสมัยจอมพลป.ครองอำนาจ แม้กระทั่งท่อนแรกของเพลงชาติที่ว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” ก็เป็นประโยคที่ดูจะเหมารวมไปหน่อย เพราะสยามประเทศนั้นไม่ได้มีแต่คนเชื้อชาติไทย แต่มีทั้งเชื้อชาติ มอญ จีน มลายู เขมร ลาว ฯลฯ ด้วย

จึงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ที่จะมีคนบางคนจะต่อต้านนโยบายนี้ด้วยการไม่ยอมหยุดยืนตรงเคารพธงชาติ


แล้วผมมองยังไง?

ส่วนตัวผมก็ยังชอบการยืนตรงเคารพธงชาตินะครับ

ถ้าจะต้องให้เหตุผล ก็น่าจะมีสามข้อ

1. เป็นเอกลักษณ์ที่บ้านอื่นไม่มีกัน
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ถ้าชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวมาเมืองไทย แล้วเจอคนไทยยืนตรงเคารพธงชาติ มันจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของเขาแน่นอน เขาจะมีเรื่องราวให้กลับไปเล่าคนที่บ้านเพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง และผมไม่ห่วงว่าเขาจะมองว่าคนไทยหัวอ่อน เพราะคงมีนักท่องเที่ยวไม่มากนักหรอกที่จะมาสืบเสาะว่านโยบายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และถึงแม้จะเข้าใจถึงที่มา เขาก็คงใจกว้างพอที่จะไม่มาตัดสินเราด้วยเรื่องอย่างนี้

2. มันสนุกดี
ผมรู้สึกเหมือนพวกเราคนไทยกำลังมีกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน กิจกรรมที่รู้และเข้าใจกันเฉพาะพวกเราเท่านั้น เป็นโอกาสแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้แขกที่มาเยี่ยมได้รู้ เป็นโชว์ที่เราซุ่มซ้อมด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล

3. เราให้ความหมายใหม่กับมันได้
แม้ต้นทางของนโยบายนี้จะดูเป็นการบังคับให้คนทุกคนอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ แต่จอมพลป.ก็จากไปตั้งนานแล้ว และในเมื่อการยืนตรงเคารพธงชาติมันไม่ได้สร้างความเสียหายหรือทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมเราไม่เลือกที่จะมองการยืนตรงเคารพธงชาติด้วยทัศนคติที่เป็นบวก?

แม้ประเทศไทยจะมีเรื่องน่าเบื่อหน่ายแค่ไหน ผมก็ยังรู้สึกว่าเมืองไทยน่าอยู่มากๆ เราไม่ต้องเจอสงครามกลางเมืองเหมือนอย่างตะวันออกกลาง ไม่ต้องกลัวการก่อการร้ายเท่าสหรัฐหรือยุโรป ไม่ต้องอดยากเหมือนบางประเทศในแอฟริกา ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษและบรรพกษัตริย์ของเราได้วางรากฐานเอาไว้ดี ทั้งการเลือกถิ่นฐาน การคัดสรรวัฒนธรรมและประเพณี และการปกป้องดินแดนนี้ให้ไม่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของชาติอื่น

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.”

การยืนตรงเคารพธงชาติสำหรับผม จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนนต่ออำนาจรัฐหรือเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องของการขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์ และยิ่งไม่ใช่เรื่องการเห็นว่าเชื้อชาติไทยดีกว่าเชื้อชาติอื่น

แต่มันเป็นการแสดงความเคารพต่อคนที่มาก่อนหน้าเรา ที่ได้ปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้ ให้เราได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขจนทุกวันนี้ครับ


UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายที่เต๊นชมพู ข้างตึกอื้อจื่อเหลียง เช้าวันที่ 26 พ.ค. 59