ไม่มีเวลาหรือไม่จัดเวลา

20161120_notime

If you don’t make the time to work on creating the life you want, you’re eventually going to be forced to spend a lot of time dealing with a life you don’t want.

ถ้าวันนี้คุณไม่จัดเวลาเพื่อสร้างชีวิตแบบที่คุณต้องการ
วันหนึ่งก็คุณจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับชีวิตที่คุณไม่ต้องการ

-Kevin Ngo


ถ้ามีโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำ และจะรอให้ “มีเวลา” เสียก่อน โปรเจ็คนั้นคงจะเกิดได้ยากเต็มที

คนที่เอาจริงจะไม่รอให้มีเวลา แต่จะ “จัดเวลา” เพื่อการนั้น

ก่อนที่สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ จะเป็นนักเขียนโด่งดัง เขาเคยทำงานเป็นครีเอทีฟบริษัทโฆษณา งานวงการนี้ก็รู้กันอยู่แล้วว่าโหดหินแค่ไหน แต่เขาก็เจียดเวลาตอนกลางคืนเพื่อจะได้ทำงานเขียนที่เขารัก สุดท้ายนามปากกา “นิ้วกลม” ก็เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ต้น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาหางานสอนหนังสือไม่ได้เกือบสองปี จนสุดท้ายจึงมาได้งานเป็นผู้ช่วยตรวจสอบเอกสารในสำนักงานสิทธิบัตร ไอน์สไตน์ใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อศึกษาและคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ และอีกเพียงสามปีต่อมา ไอน์สไตน์ก็ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาถึงสี่ชิ้นซึ่งสั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์  และทำให้ชื่อไอน์สไตน์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป

เราอาจจะไม่มีเวลาสำหรับทุกสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราสามารถจัดเวลาเพื่อทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ

ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใด จะเอาจริงแค่ไหน และจะมีวินัยเพียงพอที่จะทำมันจนกว่าเราจะไปถึงฝั่งฝันรึเปล่า


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่ใช่ต้นไม้

20161120_notatree

If you don’t like where you are, move. You are not a tree

ถ้าไม่ชอบที่ที่คุณอยู่ก็เปลี่ยนสิ คุณไม่ใช่ต้นไม้ซักหน่อย

-Jim Rohn


เป็นธรรมดาที่เราลังเลที่จะเปลี่ยนแปลง

อาจเพราะความไม่แน่นอนที่สิ่งใหม่จะนำมา บวกกับความแน่นอนที่สิ่งเก่ากำลังมอบให้

แต่สิ่งเก่านั้นแน่นอนจริงหรือ?

ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ รวมถึงสิ่งเก่าด้วย เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนในแบบที่เราคาดเดาได้หน่อยเท่านั้นเอง

แต่บางครั้ง ถ้าชีวิตมีแต่เรื่องที่คาดเดาได้ มันก็จะ “แบน” ไปรึเปล่า?

ชีวิตที่ไม่ได้เรียนรู้และไม่ได้เติบโต ก็เหมือนชีวิตที่เสียไปแล้วกึ่งหนึ่ง

อาจจะต้องออกจาก comfort zone เสียบ้าง ละทิ้งความคุ้นเคยเสียบ้าง ลองเสี่ยงดูเสียบ้าง

ในวันข้างหน้า จะได้ไม่ต้องมองกลับมาด้วยความเสียดาย


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

3 เคล็ดลับการพักเบรคให้มีประสิทธิภาพ

20161120_break

วันนี้มีบทความดีๆ จากเว็บ 99u.com มาฝากครับ

บทความมีชื่อว่า A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks ซึ่งแนะนำว่าคนที่ทำงานออฟฟิศอย่างพวกเราควรจะพักเบรคอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับคนที่งานยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาพักเบรคเลย ยิ่งจำเป็นต้องอ่านบทความนี้ เพราะมนุษย์เราก็เหมือนรถ ที่ต้องคอยเติมน้ำมันเรื่อยๆ ถ้ามัวแต่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ก็อาจไปไม่ถึงปลายทางนะครับ

Dr. Christian Jarrett ผู้เขียนบทความ ได้แนะนำเคล็ดลับการพักเบรคเอาไว้สามข้อด้วยกัน

1. Fully switch off
2. Take short breaks early and often
3. Get out of the office

มาเจาะดูแต่ละข้อกันดีกว่า

1. เบรคทั้งทีก็ขอให้สมองได้พัก – Fully switch off 

หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) มักจะเบรคด้วยการทำสิ่งที่เราชอบ ซึ่งก็มักไม่พ้นการเช็คเฟซบุ๊ค เข้าเว็บหรือเปิดแม็กกาซีนอ่านโน่นอ่านนี่ให้บันเทิงใจ แต่ผลการวิจัยได้ระบุว่าการพักเบรคจะเติมพลังเราได้จริงก็ต่อเมื่อเราใช้สมองให้น้อยที่สุด

ยกตัวอย่างผลงานวิจัยจาก University of Illinois at Urbana-Champaign และ George Mason University ที่ทำการศึกษาพนักงานออฟฟิศชาวเกาหลีกว่า 100 คน โดยให้แต่ละคนจดไดอารี่เป็นเวลา 10 วัน ว่าช่วงพักเที่ยงนั้นทำอะไรบ้าง และงานตอนบ่ายนั้นมีความกดดันสูงแค่ไหน และสุดท้าย ตอนหมดวันนั้นมีความเหนื่อยระดับเท่าไหร่

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นักวิจัยก็แบ่งกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำระหว่างพักเที่ยงออกเป็น 4 ประเภทคือ Relaxing เช่นยืดเส้นยืดสาย, Nutrition-based เช่นกินกาแฟ, Social เช่นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และ Cognitive เช่นอ่านข่าวบนเว็บไซต์

นักวิจัยพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่างานตอนบ่ายไม่กดดันและตอนเย็นยังมีพลังเหลือเฟือ มักจะเป็นคนที่ได้เบรคแบบ Relaxing และแบบ Social เท่านั้น

อีกงานวิจัยหนึ่งจาก Ajou University ในเกาหลีก็พบว่า คนที่เล่นมือถือตอนพักเที่ยงอาจจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนพอๆ กับคนที่ได้คุยเฮฮากับเพื่อน แต่คนที่เล่นมือถือนั้นจะรู้สึกว่าหมดแรงกว่าในช่วงบ่าย

2. เบรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเบรคบ่อยๆ Take short breaks early and often

ตอนเช้าเรามักจะมีแรงเหลือเฟือ เราจึงมักจะทำงานโดยไม่ค่อยได้หยุดพัก แต่งานวิจัยได้ระบุแล้วว่าการหยุดพักเบรคช่วงเช้านั้นจะมีประโยชน์มากกว่า

Baylor University ได้ทำการศึกษาเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยจำนวน 95 คนเป็นเวลา 5 วันโดยให้จดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังจากได้พักแล้ว

ผลก็คือ คนที่ได้พักเบรคช่วงเช้านั้นจะรู้สึกว่าทั้งกายและใจมีแรงกว่า และถ้าได้พักบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพักนานๆ แค่เพียงสองนาทีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราพลังของเรากลับมาเหมือนเดิม

3. ออกไปนอกออฟฟิศเสียบ้าง – Get out of the office 
คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่อาจแทบไม่เคยได้ออกจากตึกเลย เวลาพักเบรคก็อาจจะแค่ได้เดินไปที่โต๊ะเพื่อนหรือที่มุมกาแฟเท่านั้น แต่ถ้าเราอยู่ในออฟฟิศ เราก็ยังต้องคอยระวังว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จริงๆ

การได้ออกไปเดินข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เจอต้นไม้เขียวๆ บ้าง ก็จะช่วยเพิ่มพลังกายและพลังใจได้เป็นอย่างดีครับ


ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ครบทั้งสามข้อนี้ (โดยเฉพาะข้อสาม) เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าเรามีเวลาว่างมากนักหรือไง แต่จริงๆ แล้วการได้พักเบรคทั้งสามข้อนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยก็น้อยลง ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเองและกับบริษัทครับ

ถ้ากลัวว่าทำไปแล้วหัวหน้าจะไม่เข้าใจ ก็ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านด้วยก็ได้นะครับ

เผื่อหัวหน้าเห็นดีเห็นงามจะได้ชวนมาเป็นแนวร่วม!


ขอบคุณข้อมูลจาก 99U.com: A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชั่ววูบ

20161118_temporary

“Never make permanent decisions based on temporary feelings”

“อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

-Unknown

“Don’t promise when you’re happy, Don’t reply when you’re angry, and don’t decide when you’re sad.”

“อย่าเอ่ยคำสัญญาเวลาเรามีความสุข, อย่าตอบเวลาที่เรายังโกรธ, อย่าตัดสินใจเวลาที่เราเศร้า”

― Ziad K. Abdelnour


อารมณ์ชั่ววูบนี่ทำลายชีวิตคนมาเยอะแล้ว

กรณี “กราบรถกู” เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

พอเลือดขึ้นหน้า คนเราก็ “ชั่ว” ไปหนึ่ง “วูบ”

รู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าจะกลับไปแก้อะไร

ทางเดียวที่จะช่วยป้องกันการโดนทำร้ายด้วยอารมณ์ชั่ววูบคือฝึกการมีสติบ่อยๆ

เดินก็ให้รู้ตัว หงุดหงิดก็ให้รู้ตัว จ๋อยก็ให้รู้ตัว

เมื่อถึงนาทีสำคัญ ความรู้สึกตัวนี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล

เราจะได้ไม่พูดหรือทำอะไรที่จะกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลังครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานนักท่องเที่ยว

20161117_tourist

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ฝรั่งอเมริกันคนหนึ่งมาเที่ยวที่อินเดีย จึงถือโอกาสนี้แวะไปคารวะปราชญ์คนหนึ่งที่เขาติดตามผลงานมานาน

สิ่งแรกที่ฝรั่งสังเกตเมื่อเดินเข้าไปในบ้านของปราชญ์ก็คือ นอกจากเป้เล็กๆ หนึ่งใบแล้ว ในบ้านหลังนั้นไม่มีอะไรเลย

“เฟอร์นิเจอร์ของท่านหายไปไหนหมดเหรอครับ”?

ปราชญ์ยิ้ม ถามกลับว่า “แล้วเฟอร์นิเจอร์ของท่านหายไปไหนล่ะ?”

“ผมเป็นนักท่องเที่ยว ไม่สามารถแบกเฟอร์นิเจอร์มาด้วยได้หรอก”

“ข้าก็แค่มาเที่ยวเหมือนกัน” ปราชญ์ตอบ

เราทุกคนล้วนเป็นนักท่องเที่ยว โลกใบนี้ก็เปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่เรามาพัก แต่ก็เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: I am a tourist here

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com