การใช้เงิน 4 แบบ

20200729b

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง อันนี้ตรงไปตรงมา ทำกันประจำ เราจะซื้อของที่เราอยากได้ และเป็นของที่เราคิดมาแล้วว่าคุ้มค่า

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น เช่นการซื้อของขวัญวันเกิด ตรงนี้เราก็จะมีความใส่ใจเช่นกัน เราจะทำการบ้าน จะไปค้นหาว่าเขาอยากได้อะไร ของที่เราซื้อให้ก็เป็นของคุณภาพดี บางทีดีกว่าของที่เขาจะซื้อให้ตัวเองด้วยซ้ำไป

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง เช่นผู้บริหารใช้เงินบริษ้ท อันนี้เราจะกล้าใช้จ่ายเต็มที่ ตราบใดที่ยังอยู่ในงบ อาจจะมีความสุรุ่ยสุร่ายอยู่บ้างเพราะยังไงมันก็ไม่ใช่เงินเราเอง แต่อย่างน้อยเราก็ยังต้องการของที่มีคุณภาพและคุ้มค่า

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น เช่นรัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งเปราะบางมาก มีแนวโน้มที่จะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อซื้อของที่เขาไม่ได้อยากได้ แถมยังเป็นของคุณภาพต่ำและไม่ค่อยคุ้มค่าอีกด้วย

การใช้เงินสี่แบบก็จะมีธรรมชาติเช่นนี้ และใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่เราเห็นกับตัวเอง คนรอบตัว และคนในสังคมได้เป็นอย่างดีครับ

เสียงในหัวไม่ใช่ตัวเรา

20200729

ดังนั้นอย่าไปฟังมันมาก

ให้ถือว่ามันเป็นเพื่อนสนิทที่เรารู้จักดีมาตั้งแต่วัยเยาว์

เพื่อนคนนี้คุ้มดีคุ้มร้าย เหมือนเทวดากับซาตานตัวน้อยที่เกาะไหล่ซ้ายและไหล่ขวา เราแยกแยะได้อยู่แล้วว่าตัวไหนดี ตัวไหนร้าย เพื่อพูดดีก็ฟังเอาไว้ เมื่อพูดไม่ดีเราก็รับฟังได้แต่ไม่ต้องไปเออออ

ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราดันไปเชื่อฟังเสียงในหัวของมากเกินไป ดันไปเผลอยึดว่ามันคือเสียงของเราเอง

เมื่อเราตระหนักได้ว่า เสียงในหัวก็คนหนึ่ง คนที่ได้ยินเสียงก็อีกคนหนึ่ง เราจะเป็นอิสระจากมันได้มากขึ้นครับ

ความเข้าใจมาช้ากว่าความเจ็บปวดเสมอ

20200728

ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตราบใดที่เรายังมีชีวิต ความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจก็จะแวะเวียนมาหาเราอยู่เรื่อยๆ

ความเจ็บปวดยังนำมาซึ่งความเติบโตอีกด้วย

เมื่อเราวิดพื้น ทำแพลงค์ หรือยกเวท เราจะสร้างความเจ็บปวดให้กับกล้ามเนื้อ อาจถึงขั้นไฟเบอร์ในกล้ามเนื้อบางส่วนฉีกขาดด้วยซ้ำไป แต่ร่างกายนั้นมีกลไกในการ overcompensate หรือการ “ชดเชยเผื่อ” ซึ่งนำไปสู่การซ่อมแซมตัวเองที่ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม

ความเจ็บปวดทางใจก็เช่นกัน เมื่อพรากจากของที่รัก หรือต้องประสบกับสิ่งไม่ชอบ เราจะเจ็บปวด เราจะไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้

แต่กล้ามเนื้อทางใจนั้นมันไม่ได้ overcompensate เหมือนกล้ามเนื้อทางกายเสมอไป อาจต้องเจอความเจ็บปวดซ้ำๆ จนกว่าเราจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อนั้นกล้ามเนื้อใจเราจะแข็งแรงขึ้น และทรมานกับความเจ็บปวดเหล่านั้นได้สั้นลง

ความเจ็บปวดมาก่อนความเข้าใจเสมอ

ถ้าเรากำลังเจ็บปวดอยู่ ให้บอกตัวเองว่าความเข้าใจกำลังจะตามมาในอีกไม่ช้านะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งความเงียบ โดย พศิน อินทรวงศ์

เหตุผลที่เราควรงีบตอนบ่าย

20200726

ช่วงนี้กิจวัตรวันสุดสัปดาห์ที่ผมกับแฟนโปรดปรานเป็นพิเศษคือการนอนกลางวันพร้อมลูกๆ

(ณ ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ ลูกๆ กับแฟนก็ยังนอนอยู่)

เราคงเคยได้ยินมาว่าหลายประเทศในยุโรปและอเมริกาใต้ วัฒนธรรมการนอนกลางวันยังแข็งแรงอยู่ การงีบตอนบ่ายนั้นมีชื่อเรียกที่เราคุ้นหูว่า siesta (ซีเอสต้า)

ในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ผู้เขียนบอกว่า สมัยเด็กๆ ที่เขาไปเที่ยวประเทศกรีซนั้น ป้ายตามร้านรวงต่างๆ มักจะเขียนบอกว่าเปิดตอน 9 โมงถึงบ่ายโมง ปิดตอนบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น และเปิดอีกทีตอนห้าโมงถึงสามทุ่ม เพราะช่วงบ่ายเจ้าของร้านต้องงีบเอาแรงนั่นเอง

แต่ป้ายเหล่านี้ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ตามแรงผลักดันของทุนนิยมที่เรียกร้องให้ร้านในกรีซเปิดให้บริการตลอดทั้งวัน จนทีมวิจัยของ Stanford ตัดสินใจศึกษาว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรบ้างด้วยการติดตามกลุ่มตัวอย่าง 23,000 คนในกรีกเป็นเวลา 6 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างนี้มีอายุตั้งแต่ยี่สิบกว่าๆ จนไปถึงแปดสิบกว่า

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ กลุ่มตัวอย่างที่เลิกนอนกลางวันไปนั้นมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับคนที่ยังนอนกลางวันเป็นประจำ โดยความแตกต่างนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีกในกลุ่มผู้ชายใช้แรงงานที่มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 60%

แต่ในเมืองที่วัฒนธรรม siesta ยังคงเหนียวแน่นอย่างเกาะ Ikaria ผู้ชายในเมืองนี้มีโอกาสอายุถึง 90 ปีมากกว่าผู้ชายอเมริกันถึง 4 เท่า

การนอนกลางวันคงไม่ใช่แค่เพียงปัจจัยเดียวสำหรับอายุที่ยืนยาว แต่ส่วนตัวผมเองคิดว่าการนอนกลางวันเป็นหนึ่งในอุปนิสัยที่ดีที่เราควรมีติดตัวเอาไว้

และแน่นอนว่าการนอนกลางวันในที่ทำงานยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในองค์กรส่วนใหญ่ แต่อย่างน้อย Google, NASA และ Huffington Post ก็ช่วยกรุยทางด้วยการมี napping pod หรือเก้าอี้งีบให้กับพนักงานแล้ว

ระหว่างนี้เราก็คงต้องนอนกลางวันในช่วงวันหยุดไปพลางๆ ก่อนนะครับ

อย่าใจร้ายกับตัวเองเกินไป

20200724c

ความตั้งใจที่จะทำทุกๆ อย่างให้ออกมาดีนั้นเป็นเรื่องน่าชื่นชม

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี นิสัยหรือ character บางอย่างถ้าเรามีมากเกินไปสุดท้ายมันจะกลับมาทำร้ายเราเอง

พระท่านถึงบอกว่า ไม่ต้องเป็นคนดีหรอก เพราะเป็นอะไรมันก็ทุกข์ทั้งนั้น

ไม่ต้องเป็นคนดี แค่ทำดีก็พอ

เมื่อทำดีแล้ว ทำเต็มที่แล้ว สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรมันอยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา ถ้ามันไม่ได้ออกมาดีอย่างที่หวัง ก็ขอให้เรียนรู้ในความผิดพลาดเพื่อจะหาทางแก้ไขในคราวต่อไป

แต่อย่าเอาผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดั่งใจนั้นมาเฆี่ยนตีตนเอง เพราะการทำอย่างนั้นไม่ได้มีประโยชน์กับใครเลย

จริงจังกับการกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ครับ