คนละจักรวาล

20180322_universe

Wongnai บริษัทที่ผมทำงานอยู่ นอกจากจะมีแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อค้นหาร้านดีๆ รอบๆ ตัวแล้ว เรายังมีทีมงาน content เกือบ 50 คนที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ความสวยความงาม และสถานที่ท่องเที่ยว ในรูปแบบของบทความ รูปภาพ และวีดีโออีกด้วย

โดยช่องทางที่เราใช้เผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้ก็คือ social media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, LINE และ Youtube โดย Facebook คือช่องทางที่เราถนัดสุด โดยมีผู้ติดตามเพจ Wongnai + Wongnai Beauty + Wongnai Cooking เกิน 5 ล้านคน ส่วนช่อง Youtube เราเพิ่งจะเริ่มจริงจังกับมันเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและค่อนข้างแปลกใจก็คือ “ท่า” ที่เราเคยใช้ได้กับ Facebook กลับเอามาใช้กับ Youtube ไม่ได้

วีดีโอที่เคยลง Facebook แล้วมีคนดูเป็นหลักแสน พอมาลง Youtube กลับกลายเป็นว่ามีคนดูเพียงไม่กี่ร้อย

ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายของเราก็คือคนไทยเหมือนกัน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รู้จัก Wongnai เหมือนกัน คนที่ใช้ Facebook ก็น่าจะดู Youtube และคนที่ดู Youtube ก็น่าจะใช้ Facebook แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เคยเวิร์คกับ Facebook กลับใช้กับ Youtube แทบไม่ได้เลย

จนผมต้องเอ่ยกับน้องที่ทำ online marketing ให้ Wongnai ว่าคนใช้ Facebook กับคนใช้ Youtube นี่ราวกับอยู่คนละจักรวาลเลยนะ

—–

ครั้งหนึ่งคนไทยเคยฮิต Blackberry มาก

แต่พอสมาร์ทโฟนมา คนก็เลิกใช้ BB แล้วหันมาคุยผ่าน Whatsapp แทน

จากนั้นไม่นาน LINE ก็มาตีตลาด Whatsapp จนกลายเป็น chat application อันดับหนึ่งของเมืองไทย ลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนปู่ย่าตายายก็ใช้ LINE เป็นแทบทุกคน (สวัสดีวันจันทร์!) จนทุกวันนี้ผมไม่ได้คุยกับใครผ่าน Whatsapp อีกแล้ว

สิ่งที่น่าจะทำให้คนไทยชอบไลน์มากกว่า Whatsapp ก็คือสติ๊กเกอร์ที่ทำให้การสื่อสารมันสนุกและหลากหลายกว่าเดิม รวมถึงตัวละครน่ารักๆ อย่างหมี Brown และ กระต่าย Cony  ที่สร้างความผูกพันกับเราโดยไม่รู้ตัว

แต่จำนวนผู้ใช้งานของ LINE ทั่วโลกไม่ค่อยโตมาหลายปีแล้วและมีเพียง 3 ประเทศที่ LINE ครองตลาดคือ ญี่ปุ่น ไทย และไต้หวัน  โดยมี WeChat ครองตลาดจีน ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็น Whatsapp หรือ Facebook Messenger เกือบทั้งหมด

ทำไมฝรั่งถึงไม่ชอบใช้ LINE? สติ๊กเกอร์ LINE ก็น่ารักกว่า emoticon ใน Whatsapp หรือ FB Messenger ตั้งเยอะ แปลกคนจริงๆ

อ๊ะ แต่ไทยเราเป็นคนส่วนน้อยนี่ หรือจริงๆ แล้วเราเองต่างหากที่แปลก?

—–

เมืื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อเมริกาและอังกฤษตัดสินใจเข้ารุกรานอิรักและโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน โดยอ้างว่าซัดดัมมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction) ไว้ในครอบครอง

ช่วงนั้นมีข่าวล้อมกรอบข่าวหนึ่งที่พูดถึงรถจี๊ปที่ทหารอังกฤษยึดมาได้จากกองกำลังของอิรัก

ในรถจี๊ปคันนั้นมีโปสเตอร์แปะอยู่

ในโปสเตอร์เป็นผู้ชายใส่เสื้อแดง

ผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เดวิด เบ็คแฮม เบอร์ 7 ของแมนยู กัปตันทีมชาติอังกฤษ และหนึ่งในนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคสมัย

—–

เรื่องที่ผมอยากพูดมี 3 ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าดี ว่าใช่ ว่าถูกต้อง มันอาจไม่ดี ไม่ใช่ ไม่ถูกต้องสำหรับคนอืื่นก็ได้

แม้ว่าเขา “ควรจะ” คิดเหมือนกับเราแค่ไหนก็ตาม

คนไทยสองคนที่เรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน ฐานะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งอาจเป็นเสื้อเหลือง อีกคนอาจเป็นเสื้อแดงก็ได้

ที่อเมริกา คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน โตมาด้วยกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน แต่คนหนึ่งอาจโหวตให้ฮิลารี คลินตัน และอีกคนอาจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้

คนเสื้อเหลืองไม่น้อยมองว่าคนเสื้อแดงถูกหลอก และคนที่เลือกคลินตันก็คงไม่เข้าใจว่าคนอีกครึ่งประเทศเลือกทรัมป์ลงไปได้อย่างไร

แต่คนที่เป็นเสื้อแดงก็มีเหตุผลของเขา คนที่เลือกทรัมป์ก็มีเหตุผลของเขา

เขาไม่ได้แปลก ไม่ได้โง่ เพียงแต่ในเรื่องการเมือง เขาอยู่คนละจักรวาลกับเราเท่านั้นเอง

ประเด็นที่สอง คือแม้บางคนจะดูแตกต่างกับเราจนไม่น่าจะมีอะไรเข้ากันได้ บางส่วนของจักรวาลของเขาอาจจะเหลื่อมกับจักรวาลของเราก็ได้

เหมือนทหารอังกฤษกับทหารอิรักที่หันกระบอกปืนใส่กันในสนามรบ แต่ถ้าพวกเขาได้เจอกันในผับ เขาอาจจะกอดคอเชียร์แมนยูและคุยกันถึงเรื่องเบคแฮมจนผับปิดก็ได้

ประเด็นสุดท้าย เมื่อจักรวาลของแต่ละคนล้วนมีความหลากหลายขนาดนี้ เราก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเดียวดาย

เพราะจักรวาลของเรานั้นมีส่วนทับซ้อนกับจักรวาลคนอื่นอย่างแน่นอน และเทคโนโลยีก็จะนำพาให้เขาได้มาเจอเรา

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ผมไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบล็อกของผมเกี่ยวกับเรื่องอะไร เขียนแล้วจะมีคนอ่านมั้ย แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนผ่านมาพบเห็นและติดตาม จนตอนนี้ก็มีคนตามเพจอยู่สองหมื่นคนแล้ว แม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็มากพอที่จะผลักดันให้ผมเขียนต่อไปเพื่อเป็นการตอบแทนทุกคนที่เข้ามาอยู่จักรวาลเดียวกับผม

ดังนั้น หากเรามีจักรวาลอะไรที่เราอยากสร้าง ก็จงเดินหน้าสร้างมันขึ้นมาเถอะ แม้จักรวาลนั้นจะดูแปลกแยก จะดูไม่น่าสนใจแค่ไหน แต่ถ้าเราทำอย่างตั้งใจและรอได้ เราอาจจะได้พบเพื่อนใหม่อย่างคาดไม่ถึง

เพื่อนที่อยู่ร่วมจักรวาลเดียวกับเรามานาน เพียงแต่เราไม่เคยรู้ตัวเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ จนตอนนี้ได้พิมพ์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด B2S นายอินทร์ AsiaBooks และ คิโนะคุนิยะครับ

ผมจะไปเซ็นหนังสือ TGIM ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ที่บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 12.15-13.00 ครับ ใครไปงานนีี้แวะมาทักทายกันได้เลยนะครับ

คลองไม่ได้เน่าในคืนเดียว

20180321_klong

Failure is simply a few errors in judgment, repeated every day.
-Jim Rohn

คนเราไม่สามารถอ้วนฉุได้ภายในข้ามคืน

ก่อนจะน้ำหนักถึง 100 กิโล เขาต้องเคยหนัก 50 กิโลมาก่อน แต่การตัดสินใจที่จะกินน้ำหวานแทนน้ำเปล่า ก็อาจจะทำให้พรุ่งนี้เขาหนักขึ้น 10 กรัม

100 วันก็ 1 กิโล
1000 วันก็ 10 กิโล
5000 วัน หรือ 13 ปี 8 เดือนก็ 50 กิโล
50+50 = 100 กิโลพอดี

ธุรกิจ(ส่วนใหญ่)ไม่สามารถเจ๊งได้ชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการตัดสินใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำติดต่อกันทุกวัน เช่นปล่อยสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกไป รับคนจิตใจไม่ดีเข้ามาไว้ในองค์กร ย่อหย่อนเรื่องระเบียบวินัย และอีกหลายปัจจัยที่เป็นน้ำเซาะปราสาททรายให้พังครืนลงมาเมื่อถึงเวลาของมัน

คลองไม่ได้เน่าในคืนเดียว

คู่รักไม่ได้เลิิกกันเพราะมีปากเสียงแค่ครั้งเดียว

ชีวิตไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำผิดแค่หนเดียว

วันนี้ลองสำรวจตัวเองดูนะครับ ว่ามีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อะไรบ้างที่เราปล่อยให้เกิดมาช้านาน

แค่แก้ไขเรื่องนี้ ทิศทางชีวิตก็น่าจะดีขึ้นได้แล้ว

วันนี้คุณตั้งตารอสิ่งใด?

20180319_lookforwardto

“Make sure you have something every day you’re looking forward to. Have something every day that lights you up.”

“แต่ละวันจงหาอย่างน้อยหนึ่งเรื่องที่เราตั้งตารอ แต่ละวันจงทำอะไรซักอย่างที่ทำให้เราชื่นใจ”

-Soman Chainani

ผมเป็นคนออกไปทำงานค่อนข้างสาย กิจวัตรตอนเช้าอย่างหนึ่งคือรอเล่นกับ “ปรายฝน” ลูกสาววัยสองขวบกว่า ตอนที่เขาตื่นนอนใหม่ๆ

เมื่อกี้ปรายฝนก็เพิ่งตื่นนอน พร้อมพูดซ้ำๆ ว่า “ถั่วหายแล้วอ่ะๆๆ” สงสัยก่อนตื่นคงกำลังฝันว่ากำลังกินถั่วอย่างเอร็ดอร่อยอยู่แน่ๆ

การได้กอดลูกทุกเช้าก่อนไปทำงานสร้างพลังให้เราได้ไม่น้อยเลย

แต่ละวันมีอะไรที่คุณตั้งตารอบ้างรึเปล่า?

สำหรับคนที่เกลียดวันจันทร์ รักวันศุกร์ อาจจะตอบว่า “ไม่มีเลย”

แต่ถ้าเราต้องใช้เวลา 5 ใน 7 ของชีวิต ไปกับการทนอยู่ทนทำไปให้หมดวัน มันก็ดูโหดร้ายกับตัวเองไปหน่อย

ลองหาอะไรที่เราตั้งตารอที่จะได้เจอตอนไปทำงานกันดีมั้ย?

อาจจะเป็นหนุ่มหรือสาวที่เราแอบปลื้ม

หรือร้านกาแฟที่เราต้องแวะซื้อทุกเช้า

หรือการเมาธ์มอยกับเพื่อนเรื่องออเจ้า

หรืออาจจะเป็นการสร้างความคืบหน้ากับงานที่เราหมายมั่นปั้นมือ

เกิดเป็นผู้ใหญ่ ยังไงก็เลี่ยงการมาทำงานไม่ได้อยู่แล้ว แทนที่จะกัดฟันกล้ำกลืน สู้หาแง่มุมที่เราจะมีความสุขไปกับมันน่าจะดีกว่านะครับ

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง?

20180318_easy

ถามหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ ในช่วงนี้ก็คือ

“What would this look like if it were easy?”

ซึ่งเป็นคำถามที่ผมได้มาจาก Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Work Week ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวจุดกระแสเรื่องการลาออกมาเป็นเจ้านายตัวเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทิมยังทำพอดคาสท์ The Tim Ferriss Show ซึ่งเป็นหนึ่งในพอดคาสท์ที่มีคนฟังมากที่สุดในโลก

ก่อนที่ทิมจะเริ่มทำพอดคาสท์ เขาเริ่มสำรวจดูพอดคาสท์ของคนอื่นๆ แล้วพบว่าพอดคาสท์ส่วนใหญ่ทำออกมาได้แค่ 3 ตอนแล้วก็ต้องหยุดไป เหตุผลหลักเพราะว่าแต่ละตอนต้องใช้เวลาและพลังในการตัดต่อเยอะมาก จนคนทำหมดกำลังทรัพย์หรือท้อถอยไปเสียก่อน

ทิมเลยตัดสินใจว่าพอดคาสท์ของเขาจะทำเป็นการสัมภาษณ์ยาวๆ (long form interview) เพื่อให้มีการตัดต่อให้น้อยที่สุด จนวันนี้เขามีพอดคาสท์ออกมาแล้วถึง 264 ตอน และมียอดดาวน์โหลดรวมกันแล้วเกิน 100 ล้านครั้ง

ปีที่ผ่านมาทิมมีอายุครบ 40 ปี และเจอวิกฤติวัยกลางคนว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต มีคำถามมากมายที่ไม่รู้คำตอบ และมีคนมากมายที่เขาอยากจะขอคำปรึกษา ระหว่างที่กำลังกลุ้มใจ คำถามนี้ก็วิ่งเข้ามาในหัว

What would this look like if it were easy?

แล้วทิมก็คิดได้ว่า ทำไมไม่ลองส่งคำถามที่เขามีไปทางอีเมลหาคนที่เขาชื่นชม และดูว่าเขาจะตอบมารึเปล่า?

เขาเริ่มต้นด้วยการลิสต์รายชื่อคนที่เขาอยากคุยด้วย (ซึ่งหลายคนก็เคยมาสัมภาษณ์ในพอดคาสท์เขาแล้ว) และส่งคำถาม 11 คำถามไปหาพวกเขาเหล่านั้น

เวลาผ่านไปไม่นาน ทิมได้คำตอบมาจากคนที่เขาชื่นชมมากกว่า 100 คน จนเป็นที่มาของหนังสือ Tribe of Mentors ซึ่งมีความหนาถึง 600 หน้า

เวลาที่เรามีงานสักชิ้น และงานชิ้นนั้นมันใหญ่จนเรารู้สึกท้อ ลองถามตัวเองดูนะครับว่า วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้งานชิ้นนี้สำเร็จคือวิธีไหน

ไม่ได้จะสนับสนุนให้เรามักง่ายหรือทำงานชุ่ยๆ แต่เพราะผมเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้เป็นคนมีคุณภาพและมาตรฐานสูงอยู่แล้ว บางทีอาจสูงเกินความจำเป็นจนเราไม่กล้าแม้กระทั่งจะเริ่มต้น

ลองมองหาวิธีที่ง่ายที่สุดก่อน อาจจะเป็นการขอความช่วยเหลือ อาจจะเปลี่ยนช่องทางในการนำเสนอ อาจเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีหลายวิธีเหลือเกินที่จะพาเราไปถึงเส้นชัยได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด ส่วนถ้าคิดได้แล้วมันยังง่ายเกินไป ยังได้ผลดีไม่พอ อยากจะทำให้ยากขึ้นก็เป็นเรื่องของเราแล้ว

What would this look like if it were easy?

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง? หรือ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำเรื่องนี้คือวิธีไหน?

บางทีคำตอบอาจจะง่ายกว่าที่คุณคิดนะครับ

เล่นเกมเก่งแค่ไหน

20180318_game

ไม่สำคัญเท่าเลือกเล่นเกมอะไร

“It’s now how good you play the game. It’s deciding what game you want to play.”
-Kwame Appiah

ในเกมการเรียน บางคนสอบผ่านเพราะตั้งใจเรียน บางคนสอบผ่านเพราะเรียนพิเศษ บางคนสอบผ่านเพราะลอกข้อสอบ และบางคนไม่ต้องสอบก็ได้เลื่อนชั้น

ในเกมการเป็นพนักงาน บางคนอาจจะเติบโตเพราะทำงานเก่ง บางคนเติบโตเพราะพูดเก่ง และบางคนก็เติบโตเพราะเล่นการเมืองเก่ง

ในเกมชีวิต บางคนทำธุรกิจประสบความสำเร็จ บางคนถูกตามติดด้วยสปอตไลท์ไปทุกที่ ในขณะที่บางคนปฏิเสธชื่อเสียงเงินทอง และเล่นเกมภาวนาเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น

แต่ละช่วงเวลาชีวิต เกมที่สมควรเล่นอาจแตกต่างกัน จึงต้องเลือกให้ดีๆ

เพราะเมื่อถึงตอน game over เราอาจไม่มีโอกาสกลับมาเล่นใหม่นะครับ