จะปั้นซูชิก็ไม่ควรกินมาม่า

20180603_sushi_mama

ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า WeShare ทุกวันศุกร์ที่ 2 และ ศุกร์ที่ 4 ของเดือน โดยเราจะเชิญคนเจ๋งๆ ในวงการมาเล่ามุมมองและประสบการณ์ให้พนักงานของเราฟัง

ล่าสุด เราได้รับเกียรติจากเชฟแรนดี้ เจ้าของร้าน Fillets (ฟิลเล) ซึ่งเป็นร้านแรกๆ ในเมืองไทยที่ทำอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเสะ (Omakase)

ประเด็นหนึ่งที่เชฟแรนดี้พูดถึงก็คือ เขาจะสอนลูกน้องว่าอย่ากินมาม่า*

ในเมื่อคุณมีหน้าที่ทำอาหารดีๆ ให้ลูกค้ากิน ตัวคุณเองก็ควรได้กินของดีๆ ด้วยๆ

ถ้าคืนนี้คุณกินมาม่า พรุ่งนี้คุณจะอยากตื่นมาทำอะไรดีๆ ให้ลูกค้าคุณกินอย่างนั้นเหรอ

แว้บแรกอาจฟังดูเว่อร์ แต่ผมว่ามันเป็นความจริงไม่น้อยนะครับ

ฝรั่งมีสำนวนที่ว่า garbage in, garbage out – ถ้าขาเข้าเป็นขยะ ขาออกก็เป็นขยะ

ถ้าคุณยังทำอาหารให้ตัวเองกินแบบลวกๆ แล้วคุณจะทำอาหารแบบปราณีตให้คนอื่นกินได้อย่างไร

ถ้าผมอยากให้บทความในบล็อก Anontawong’s Musings เป็นบทความที่มีประโยชน์ แต่เอาแต่เสพข่าวดราม่าหรือเมาธ์ดารา ผมก็ไม่คงไม่มี “เชื้อเพลิง” ที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกแน่ๆ

ดังนั้น ลองกลับไปคิดดูนะครับว่า ทุกวันนี้งานที่เราผลิตออกไปคืออะไร แล้วสิ่งที่เราเสพอยู่ทุกวันมันสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากมอบให้คนอื่นรึเปล่า

เพราะถ้าขาเข้าเป็นขยะ ขาออกคงไม่อาจเป็นทองได้ จริงมั้ยครับ

—–

*มาม่าในบริบทนี้ไม่ได้เจาะจงถึงมาม่าแต่หมายถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อใดก็ได้

ขอบคุณภาพจาก Lou Stejskal on Flickr

ปัญหาไหนแก้ไม่ได้

20180602_unsolvableproblem

แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา

มีภาษาอังกฤษคำหนึ่งที่เรียกปัญหาเหล่านี้ว่า gravity issues – ปัญหาแรงโน้มถ่วง

คงตลกดี ถ้ามีใครมาบ่นให้เราฟังว่า “ทำยังไงดี เราไม่ชอบแรงโน้มถ่วงเลย”

ต่อให้เราไม่ชอบแรงโน้มถ่วงแค่ไหน เราก็ทำอะไรกับแรงโน้มถ่วงโลกไม่ได้ ตราบใดที่เรายังอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้

วิธีที่ฉลาดที่สุดสำหรับการจัดการปัญหาเหล่านี้ คือยอมรับมันและหาทางบรรเทาด้วยวิธีอื่นๆ

ตัวอย่างของ gravity issues
– อากาศร้อน
– น้ำมันราคาขึ้น
– ฝนตกรถติด

เรื่องพวกนี้ต่อให้เราบ่นแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้อากาศเย็นลงหรือทำให้ราคาน้ำมันถูกลงได้

นิสัยของคนก็นับเป็น gravity issues
– เพื่อนร่วมงานพูดมาก
– เจ้านายอารมณ์เสียง่าย
– แม่ขี้บ่น

เปลี่ยนตัวเองยังยาก ดังนั้นอย่าหวังว่าเขาจะเปลี่ยน

เมื่อเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ เราจึงไม่ควรเลิกบ่นหรือหวังว่ามันจะดีขึ้น

ผมไม่ได้จะบอกว่าเห็นปัญหาแล้วให้ถอดใจ ไม่ทำอะไรนะครับ เพียงแต่เราต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือปัญหา

อากาศร้อนไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราไม่ชอบอากาศร้อน

น้ำมันราคาขึ้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราไม่อยากแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากไปกว่านี้

ฝนตกไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราไม่ชอบเดินทางไม่สะดวกเวลารถติด

พูดง่ายๆ ก็คือปัญหาอยู่ที่เราไม่ชอบมันต่างหาก และวิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดก็คือแก้ที่ตัวเอง จะเปิดแอร์ พกร่ม หรือขึ้นรถไฟฟ้าอะไรก็ว่ากันไป

แน่นอน บางคนอาจบอกว่าเราแก้ปัญหาได้ด้วยการเรียกร้องรัฐบาลหรือบริษัทน้ำมันให้ออกมารับผิดชอบ ถ้าจะทำก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมเผื่อใจว่าเขาอาจไม่ฟังเราหรือกว่าเขาจะปรับก็ใช้เวลานาน

ถ้าอยากจะเห็นผลทันตา แม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ ก็ต้องปรับที่ตัวเราเองครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

นิทานทรายในกำมือ

20180601_sandinhand

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะออกเรือน มารดาจึงพานางมาไหว้พระเสี่ยงเซียมซีที่วัด จากนั้นก็มากราบคารวะพระอาจารย์

“ลูกสาวของข้ากำลังจะแต่งงาน แต่งงานไปแล้ว นางจะมีความสุข ชีวิตรักหวานชื่น ราบรื่นดีหรือไม่?”

พระอาจารย์ยิ้มๆแล้วพูดกับหญิงที่เป็นแม่ว่า

“โยมลองกอบทรายสักกำมือหนึ่ง แล้วกำไว้ในมือ”

อาจารย์เซนหันไปถามหญิงสาวว่า

“โยมเห็นทรายในมือแม่ไหม ตอนนี้มันเป็นอย่างไร”

“มันพูนๆ เต็มฝ่ามือ ดูสมบูรณ์ดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบ

อาจารย์เซนหันไปบอกผู้เป็นแม่

“โยมลองบีบมือกำทรายให้แน่นๆ สิ”

ผู้เป็นแม่ทำตาม ออกแรงบีบทรายในมือจนแน่น ทรายหลุดร่วงออกมาจากร่องมือของนาง ครั้นคลายมือออกทรายที่เคยมีอยู่เต็มกำมือ ตอนนี้กลับเหลือเพียงนิดเดียวเท่านั้น

หญิงสาวมองดูทรายในมือแม่แล้วพยักหน้าเหมือนเข้าใจ

พระอาจารย์พูดอย่างเมตตา

“ใครๆก็อยากมีชีวิตรักที่หวานชื่นสมบูรณ์ หากปรารถนาเช่นนั้นจริง ก็ต้องเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ของระยะห่าง จงเห็นความรักเป็นเหมือนทรายในกำมือ ถ้าอยากเห็นทรายพูนมือสมบูรณ์ดี ก็อย่าไปบีบไปอัดมันแรงๆ ต้องถืออย่างถะนุถนอม รักษาระยะห่างให้พอดีๆ ไม่กำแน่นเกินไปจนทรายร่วงหล่นหายไปจากกำมือ”

—-

ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: ทรายในกำมือ

ถ้าไว้ใจ อะไรๆ ก็ง่าย

20180531_trust

ถ้าไม่ไว้ใจ อะไรๆ ก็ยาก

หลักการนี้ใช้ได้กับทุกบริบท ทั้งที่ออฟฟิศและที่บ้าน

ถ้าหัวหน้าไว้ใจเรา เขาก็จะไม่มาจู้จี้จุกจิก ไม่มากะเกณฑ์ เขาแค่จะบอกเราว่าต้องการอะไรแล้วเขาก็จะปล่อยให้เราทำในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสม

ถ้าลูกน้องไว้ใจเรา เขาก็จะเชื่อว่างานที่เราสั่งไปนั้นสมเหตุสมผลแล้ว เหมาะกับความสามารถกับเขาแล้ว ไม่มัวมาตั้งคำถามหรือหาวิธีหลีกเลี่ยงงานนั้น

ถ้าแฟนไว้ใจเรา ก็จะไม่ขอเช็คมือถือ ไม่โทร.หา/โทร.ตามให้ต้องรู้สึกหงุดหงิดทั้งสองฝ่าย

เมื่อต่างฝ่ายต่างไว้ใจกัน ชีวิตก็จะง่าย (simple) ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนให้สิ้นเปลืองพลังงาน

แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน เราจะสูญเสียเวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่สร้างการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเวลาเป็นของหายากมากขึ้นทุกวัน

การสร้างความไว้ใจนั้นยาก แต่จะทำให้ชีวิตเราง่าย

การทำลายความไว้ใจนั้นง่าย แต่จะทำให้ชีวิตเรายาก(มาก)ครับ

สูตรมหัศจรรย์

20180530_magic

วันนี้มากับสมการง่ายๆ ที่ผมสังเกตมาแล้วว่าได้ผล

O+C+T = M

Ordinary actions + Consistency + Time = Magic

ธรรมดา+สม่ำเสมอ+เวลา=มหัศจรรย์

แค่ทำเรื่องธรรมดาด้วยความสม่ำเสมอ แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน ก็จะได้ความมหัศจรรย์เป็นผลลัพธ์

เหมือน Warren Buffett ที่ซื้อหุ้นดีๆ ถือเอาไว้ และเมื่อเวลาผ่านไปหุ้นก็เพิ่มมูลค่ามหาศาล

เหมือนพี่ตูนที่วิ่งคราวละ 10 กิโลเมตร วันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 55 วันก็สามารถระดมทุนเกิน 1,000 ล้านบาท

เหมือนดาบวิชัย ที่ปลูกต้นไม้วันละ 300 ต้นมาตั้งแต่ปี 2531 มาวันนี้ดาบวิชัยปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 3 ล้านต้น

เราจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิเศษที่ทำอะไรวิเศษ

แค่เป็นคนธรรมดาที่ทำเรื่องธรรมดาด้วยความสม่ำเสมอ

และถ้าเรารอได้ ผลลัพธ์จะทำให้แม้แต่เรายังแปลกใจครับ