นิทานต้นไผ่

20180913_bamboo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บนภูเขาสูงเทือกหนึ่ง มีต้นไผ่ต้นหนึ่งได้ผลิดอกออกใบบานสะพรั่งเป็นที่ร่ำลือถึงความงดงามกับผู้คนที่ได้พบเห็น

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ใบไผ่ได้เอ่ยขึ้นว่า “การที่ต้นไผ่มีชื่อเสียงนั้นเป็นเพราะข้า ใบที่เขียวสดจึงทำให้ต้นไผ่ดูมีชีวิตชีวา”

ขณะที่ใบไผ่พูดยังไม่จบ ดอกไผ่ก็เอ่ยขึ้นว่า “เป็นเพราะดอกไผ่ต่างหาก ดอกไผ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก คนที่มาชื่นชม เขามาชื่นชมความมหัศจรรย์ของดอกไผ่กันทั้งนั้น”

“เปล่าเลย ยอดไผ่ต่างหากที่งดงาม พวกเจ้าไม่เห็นเวลาสายลมมาแล้วเราลู่ลมเหรอ อ่อนช้อยสวยงามที่สุด ผู้คนชอบตรงนั้นแหละ ” แว่วเสียงแทรกมาจากยอดไผ่

ในขณะที่ทุกส่วนของต้นไผ่กำลังถกเถียงกัน ต้นไผ่ซึ่งอยู่กับกอไผ่มานานได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า

“อาจจะเป็นเพราะปุ๋ยไผ่ด้วยกระมัง”

พูดเสร็จก็ชำเลืองมองดูเศษใบไผ่ กิ่งไผ่รุ่นเก่าๆ ที่ร่วงลงไปเป็นปุ๋ยไผ่

พอต้นไผ่พูดจบ ใบไผ่ ดอกไผ่ และยอดไผ่ก็หยุดพูดและคิดตาม

แต่ไม่ทันที่จะเข้าใจความหมายที่ต้นไผ่สื่อสาร ทันใดนั้นก็มีลมพายุใหญ่พัดมาอย่างหนัก ทำเอาใบไผ่ ดอกไผ่ กิ่งไผ่ ร่วงลงไปกองรวมเป็นปุ๋ยไผ่

คงเหลือแต่ต้นไผ่ที่ยืนอย่างเดียวดายและเฝ้ารอใบไผ่และดอกไผ่รุ่นต่อๆไป

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

การตัดสินใจจะถูกต้องขึ้น

20180919_decisions

ถ้าเราชัดเจนว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ

เพราะคนแต่ละคนให้ความสำคัญกับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน

บางคนให้ความสำคัญกับงาน

บางคนให้ความสำคัญกับเงิน

บางคนให้ความสำคัญกับสุขภาพ

บางคนให้ความสำคัญกับเวลา

บางคนให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูด

บางคนให้ความสำคัญกับครอบครัว

บางคนให้ความสำคัญกับความยุติธรรม

บางคนให้ความสำคัญกับการดูดี

ไม่มีอะไรถูก-ผิด มีแค่ว่ามันพาเราไปสู่ที่ที่เราอยากจะไป หรือทำให้เราเป็นคนที่เราอยากจะเป็นรึเปล่า

เมื่อถึงคราวต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง ถ้าเราชัดเจนว่าอะไรสำคัญกว่ากัน เราก็จะตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เราบอกแม่ว่าจะกลับไปกินข้าวเย็นด้วย แต่ก่อนเลิกงานเจ้านายดันสั่งงานด่วน ขอเร็วที่สุด

เราจะเลือกทำอะไร?

ถ้าคนที่ไม่ชัดเจนว่าอะไรสำคัญ เราอาจจะเลือกทำงานด่วนก่อน แล้วค่อยไปกินข้าวกับแม่วันหลัง

เพราะเรามักจะสับสนว่าเรื่องด่วนคือเรื่องสำคัญ

แต่ถ้าเราชัดเจนว่าเราให้ความสำคัญกับครอบครัวและการรักษาคำพูด มากกว่าความต้องการที่จะดูดีในสายตาเจ้านาย เราก็จะคิดทางออกเพิ่มได้อีกหลายทาง เช่น

ต่อรองกับเจ้านายว่าขอส่งพรุ่งนี้

ไหว้วานคนอื่นให้ช่วยทำงานนี้แทน (แล้วค่อยซื้อขนมมาขอบคุณทีหลัง)

ไปกินข้าวกับแม่ แล้วค่อยทำงานต่อที่บ้านให้เสร็จ (แม้จะต้องอดหลับอดนอน)

ส่วนจะเลือกวิธีไหนในสามทางนี้ ก็ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเช่นกัน

ลองคิดให้ดีถึงคุณค่าที่เรายึดถือ รวมไปถึงเป้าหมายระยะยาวที่เรามี แล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นเข็มทิศนำทางในการตัดสินใจของเราในทุกๆ วันครับ

จะเป็นนกแก้วหรือจะเป็นอินทรี

20180919_parrot

นกแก้วพูดเก่ง สีสันสดใส แต่บินได้ไม่สูง บินได้ไม่ไกล

นกอินทรีเงียบราวเป็นใบ้ แต่บินได้ไกล บินได้สูง

คนที่พูดเยอะ-ทำน้อยก็เหมือนนกแก้ว ลีลาแพรวพราว ฟังเพลิน แต่ก็แค่ชั่วคราว

ส่วนคนที่พูดน้อย-ทำเยอะก็เหมือนนกอินทรี บินได้สูง บินได้ไกล แม้ไม่ค่อยพูดอะไร ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครได้อีกนานครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180918_whatyoudotoday

อาจทำให้ทุกๆ วันพรุ่งนี้ดีขึ้นได้

What you do today can improve all your tomorrows
-Ralph Marston

ปัจจุบันเป็นผลของอดีต และเป็นเหตุแห่งอนาคต

เรามักจะลืมความจริงข้อนี้ โดยเฉพาะเวลาที่เรายุ่งๆ

เราจึงทำเรื่องแต่ละเรื่องให้เสร็จไปในแต่ละวัน โดยไม่เคยมีเวลามานั่งไตร่ตรองดูว่า มันจะส่งผลดีกับเราอย่างไรบ้างในสามปีหรือห้าปีต่อจากนี้

คำถามสำคัญก็คือ วันนี้เราจะทำอะไรที่จะทำให้ทุกๆ วันพรุ่งนี้ของเราดีขึ้นได้บ้าง?

ออกกำลังกาย

อ่านหนังสือดีๆ

เลิกนิสัยแย่ๆ

กินอาหารที่มีประโยชน์

วางแผนการเงิน

ทบทวนวิธีการทำงาน

ลดงานที่ไม่สำคัญ

ตัดสินใจเรื่องที่เราผัดผ่อนมานาน

เรื่องพวกนี้ไม่มีเดดไลน์ แต่มันมีศักยภาพสูงที่สุด

(ในทางกลับกัน เรื่องที่มีเดดไลน์หลายๆ เรื่องก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าที่เราคิด)

What you do today can improve all your tomorrows

ความขยันเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าเราขยันถูกจุดครับ

นิทาน Comfort Zone

20180917_comfortzone

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานไป มีผู้อ่านเข้ามาแสดงความเห็นหลายท่าน มีท่านหนึ่งถามคำถามน่าสนใจว่า การที่ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธที่จะลองสัมภาษณ์ตำแหน่งงานที่สูงกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเวลากับครอบครัว แสดงว่าเขากำลังอยู่ใน comfort zone อยู่รึเปล่า

ผมจึงตอบไปว่า หรือเราจะโดนนิทาน comfort zone หลอกเราอยู่?

พวกเรามักจะลืมคิดไปว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เรายึดมั่นว่าเป็นความจริงนั้น ส่วนใหญ่มันเป็นนิทานที่เราเลือกที่จะเชื่อเท่านั้น (อ่านโดยละเอียดได้ในบทความ คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน)

นิทาน comfort zone บอกเราว่า เราต้องไม่กลัวที่จะออกจากพื้นที่ comfort zone ของเรา เราต้องกล้าทำอะไรที่ยากกว่าเดิม เสี่ยงกว่าเดิม เราจะได้เติบโต และสุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมามันจะเหนือกว่าการที่เราเอาแต่อยู่ใน comfort zone แน่นอน

ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็เชื่อนิทานเรื่องนี้มาตลอดนะครับ

แต่ผมก็กลับฉุกคิดได้ว่า การออกจาก comfort zone ที่เราได้ยินมา มักจะผูกติดกับเรื่องงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เลย

นิทาน comfort zone จึงเชียร์ให้เราออกไปพูดต่อหน้าธารกำนัล แต่ไม่เคยเชียร์ให้เราคุยกับพ่อให้มากขึ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้เราออกไปตามหาความฝัน แต่ไม่เคยสอนให้เรากลับบ้านเร็ว

นิทานบอกให้เรากล้าทักทายคนแปลกหน้า แต่ไม่เคยบอกให้เราสะสางเรื่องค้างคาใจกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ผู้ชายคนที่ผมพูดถึงเมื่อวาน การที่เขาปฏิเสธการเปลี่ยนงานเพราะอยากจะทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดี อาจไม่ใช่คนที่ขาดความกล้าก็ได้

จริงๆ แล้วเขาอาจมีความกล้ามากกว่าพวกเราที่ป่าวประกาศว่าเราต้องออกจาก comfort zone เสียอีก

การที่เขาเลือกที่จะไม่เปลี่ยนงาน เลือกที่จะมีเงินเดือนเท่าเดิม เลือกที่จะลางานเพื่อไปร่วมประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง ก็คือการออกจาก comfort zone แบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัวในขณะที่ทั้งโลกตะโกนบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตในหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงิน

นิทาน comfort zone เวอร์ชั่นที่เราฟังและเชื่อตามกันมา จึงอาจยังไม่สมบูรณ์นัก

และเราคงมิอาจตัดสินได้ว่าคนๆ หนึ่งติดอยู่ใน comfort zone

เพราะเขาอาจจะกำลังออกจาก comfort zone ในมิติอื่นๆ ของชีวิตอยู่ก็ได้

มิติที่เราเองไม่กล้าแม้แต่คิดจะทำด้วยซ้ำไปครับ