อย่าหวังว่าแฟนจะไม่งอแง

20190122_relationship

อย่าหวังว่าแม่จะไม่น้อยใจ

อย่าหวังว่าลูกจะไม่ดื้อ

อย่าหวังว่าเพื่อนร่วมงานจะช่วยเหลือ

อย่าหวังว่าหัวหน้าจะเข้าอกเข้าใจ

อย่าหวังว่าลูกน้องจะได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

ถ้ามองว่า “ความสัมพันธ์” คือคนสองคนที่พันผูกกันด้วย “สายสัมพันธ์”

บางทีสายนั้นก็หย่อน บางทีสายมันก็ตึง เมื่อไหร่ที่ตึงมันก็ย่อมเกิดการฉุดกระชากลากถูให้มีแผลถลอกบ้างเป็นธรรมดา

การเห็นไม่ตรงกันหรือการทะเลาะกันจึงเป็นเรื่องปกติของทุกความสัมพันธ์

เราจึงไม่ควรคาดหวังความสัมพันธ์ที่ราบรื่นไร้การสะดุด

แต่เราควรวาดหวังว่าเมื่อเจออาการสะดุดนั้นแล้ว เราเรียนรู้อีกฝ่ายและเรียนรู้ตัวเองมากขึ้นแค่ไหน

จะได้ไม่สะดุดซ้ำรอยเดิมครับ

5 เหตุผลที่เราไม่ต้องอ่านข่าวทุกวัน

20190121_news

1.  เพราะมันใช้เวลา
ถ้าเรารู้ตัวว่ายังทำอะไรได้น้อยเกินไป เช่นพักผ่อนน้อยเกินไป ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือตัวเอง การลดเวลาอ่านข่าว จะช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นได้

2. เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เป็นข่าว
ลองเปิดดูหน้าเว็บข่าวดังๆ จะเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีทางเป็นข่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้วกลายมาเป็นข่าวได้เฉยเลย ดาราอัปอินสตาแกรมก็เป็นข่าว คนมีชื่อเสียงคอมเม้นท์คนมีชื่อเสียงอีกคนก็เป็นข่าว นักบอลเมืองนอกมีแฟนหน้าตาดีก็เป็นข่าว เพราะพื้นที่ข่าวมีไม่จำกัด แถมทุกเว็บต้องพยายามสร้างยอด views/clicks ให้ได้มากที่สุด เลยใส่อะไรเข้ามามากมาย ข่าวสารรายวันจึงเต็มไปด้วย noise (น้ำ) แต่มี signal (เนื้อ) น้อยมาก

3. อ่านไปก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเรา
ลองอ่านพาดหัวข่าวดูซัก 5 ข่าว แล้วถามตัวเองว่า หลังจากอ่านข่าวพวกนี้จบแล้ว เราจะตัดสินใจอะไรต่างไปจากเดิมรึเปล่า คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ก็คือไม่ ดังนั้นข่าวส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตแต่ละวันของเราเลย

4. ข่าวที่สำคัญจริงๆ มันจะมาหาเราเอง
ข่าวใหญ่ๆ อย่างมลภาวะในอากาศ ต่อให้ไม่อ่านข่าวเราก็รู้ จะโดยเพื่อนมาบอก หรือโดยการเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนรอบตัวก็ตามแต่ ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าวสำคัญๆ

5. อ่านสัปดาห์ละครั้งก็น่าจะเพียงพอแล้ว
อ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ก็จะได้รู้เรื่องที่ควรรู้ทั้งหมดได้ แถมยังเป็นข่าวที่น่าเชื่อถือ ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์มาแล้วระดับนึง ต่างจากข่าวรายวันที่ข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนหรือยังไม่นิ่ง

แน่นอน บางอาชีพอาจจำเป็นต้องตามข่าวสารการเคลื่อนไหวทุกอย่าง ถ้ามันจำเป็นต่องานของเราจริงๆ ก็คงต้องติดตามข่าวกันต่อไป

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าการอ่านข่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นลำดับท้ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสิ่งที่สำคัญกว่านั้นที่เราไม่ได้มีเวลาทำซักทีครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ทุกข์ประดิษฐ์

20190120b

เพราะสมองของคนเราคิดอะไรไปได้ต่างๆ นานา

เชื้อเล็กๆ เพียงเศษผงก็พอแล้วที่จะจุดไฟดวงใหญ่ที่เผาไหม้จิตใจได้

ตัดผมใหม่มาแล้วเราไม่มั่นใจ มาถึงออฟฟิศเจอคนมองหน้าเราหน่อยเดียว เราก็คิดไปเองเลยว่าเค้าต้องเห็นว่าทรงผมเราตลกแน่ๆ แล้วเราก็เสียเซลฟ์ไปทั้งวัน

โทร.ไปหาแฟน แฟนไม่รับสาย ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าแฟนต้องแอบมีกิ๊กและความสัมพันธ์ของเราครั้งนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้า

เขียนบล็อกหนึ่งตอน มีคนบอกว่าชอบ 100 คน แต่มี 1 คนมาบอกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นผิดพลาด เราก็หงุดหงิดหมกมุ่นกับหนึ่งคนนั้นได้ทั้งวัน บทสนทนาในจิตนาการผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าเราจะเถียงเขากลับยังไง เขาจะตอบกลับมายังไง แล้วเราจะเอาชนะเขาได้ยังไง

ยิ่งปรุงแต่งยิ่งเมามัน ยิ่งเมามันยิ่งร้อนรน หาความสุขความสงบในจิตใจไม่ได้เลย

ถ้าโชคดีมีสติมากพอ เราอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทุกข์ที่เขาให้เรามานั้นนิดเดียว เขาแค่เป็นประกายไฟเล็กๆ แต่หลังจากนั้นเราเองต่างหากที่เป็นคนใส่เชื้อเพลิงและกระพือไฟให้ลุกลามใหญ่โต

“The pain is real but the cause is invented.”
-Seth Godin

ลองสำรวจทุกข์ทั้งหลายในใจเรา แล้วจะพบว่าเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นทุกข์ประดิษฐ์ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เพราะมันง่ายกว่า

20190120.png

เราปล่อยให้บ้านรก เพราะการอยู่กับบ้านรกๆ มันง่ายกว่าการลุกขึ้นมาจัดบ้าน

เราทนทำงานอยู่ดึกๆ เพราะการอยู่ดึกนั้นง่ายกว่าการหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ รวมถึงง่ายกว่าการต้องเผชิญสายตาของคนอื่นๆ ในออฟฟิศที่เห็นเรากลับบ้านเร็วกว่าเขา

เรานั่งทำสไลด์หลายร้อยหน้าโดยไม่วางแผนก่อนว่าอะไรคือ key message ของเรา เพราะการนั่งทำสไลด์เป็นร้อยหน้ามันง่ายกว่าการคิดให้หัวแตกว่าอะไรคือ key message

เราไม่กล้าปฏิเสธเวลาเจ้านายเอางานที่ไม่เมคเซ้นส์มาให้ เพราะการ say yes มันง่ายกว่าการถามเจ้านายว่าทำไมต้องทำงานชิ้นนี้

เราทนอยู่กับลูกน้องที่ไม่ได้เรื่อง เพราะการปล่อยให้ลูกน้องเป็นอย่างนั้นง่ายกว่าการคุยกับเขาเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงหรือเชิญให้เขาไปหางานใหม่

เราตอบโต้คนที่มายั่วโมโห เพราะการตอบโต้ง่ายกว่าการสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเลือกที่จะไม่ตอบโต้

เราส่งไลน์หาเพื่อนๆ และคนในครอบครัว เพราะเราใช้ไลน์บ่อยเสียจนเรารู้สึกว่าการส่งไลน์ง่ายกว่าการยกหูโทร.คุยกัน

เรานอนไถมือถือจนดึกดื่น เพราะมันง่ายกว่าการลุกขึ้นไปอาบน้ำ

เราใช้ชีวิตแบบส่งส่ง เพราะมันง่ายกว่าการใช้ชีวิตอย่างมีเจตนา

เป็นเวลาเกือบสองแสนปีที่มนุษย์ Homo Sapiens หาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล วันนี้มีกิน พรุ่งนี้อาจจะไม่มีกินก็ได้ สมองและร่างกายของคนเราจึงถูกออกแบบให้ “ประหยัดพลังงาน” ไปโดยปริยาย

เราจึงมองหา the path of least resistance หรือเส้นทางที่สะดวกได้สบายดีที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร

แต่การที่เรามักเลือกทางที่ง่ายนี่แหละที่เป็นตัวปัญหา

เพราะมันง่ายแค่ตอนที่เราเลือกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมามันทำให้ชีวิตโดยรวมเรายากขึ้น

เลือกทางที่ยากดีกว่ามั้ย อาจต้องใช้พลังใจและพลังกายมากกว่า แต่เราอยู่ในยุคที่หาอาหารมาเติมพลังงานให้กับร่างกายได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องซับซ้อนและวุ่นวายเพราะเอาแต่เลือกทางที่ง่ายอยู่เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานวัวหางดำ

20190118_whitecow

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งควายพูดกับวัวว่า

“ตัวเธอน่ะมีสีขาวสวยงามมากจริงๆ นะ สวยกว่าวัวทุกตัวที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ เสียอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง”

“อะไรหรือ” วัวถาม

“ก็ปลายหางของเธอน่ะดำปี๋เลย ดูแล้วไม่สวย เธอไม่น่าจะมีสีดำตรงนั้นเลยนะ”

“ก็จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะจ๊ะ สีดำตรงนั้นมันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา”

“ก็นั่นน่ะสิ ไม่รู้จะมีมาทำไมนะ ทำให้เธอเป็นวัวที่มีตำหนิ ไม่สวยเลยล่ะ”

ควายยังแสดงความคิดเห็นต่อ ส่วนวัวก้มลงเล็มหญ้า ไม่ได้พูดอะไรอีก

หลังจากวันนั้น ควายก็ยกเอาเรื่องปลายหางสีดำของวัวขึ้นมาพูดทุกวัน

“สีดำตรงปลายหางเธอนี่ไม่สวยเลยนะ”

“ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนมีรอยตำหนิล่ะ”

“ถ้าเธอไม่มีรอยดำตรงปลายหาง เธอต้องสวยกว่านี้แน่”

“สีดำนั้นดำมากเลยนะ เธอไม่น่ามีมันเลยล่ะ”

ในที่สุดวัวก็ทนไม่ไหว พูดกับควายว่า

“พอที ทำไมเธอต้องมามองแต่จุดดำของฉัน ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่า เธอน่ะดำหมดทั้งตัวเลย”

—–

ขอบคุณนิทานจากดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จากเว็บ Prakal’s Blog