หน้าที่ของเราคือเข้าใจผิดให้น้อยลง

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานที่เรามักจะสลัดไม่ออกคือความต้องการเป็น “คนถูก”

เขาถึงห้ามคุยกันเรื่องศาสนาและการเมือง เพราะแทนที่จะถกกันเพื่อนำไปสู่ความจริง ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นการเถียงกันเพื่อพิสูจน์ว่าเราต่างหากที่ถูกต้องที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเป็นคนถูกได้ทุกอย่าง ความเข้าใจของเราที่มีต่อโลกใบนี้มีขีดจำกัดมากเหลือเกิน

ดังนั้นเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้รังแต่จะทำให้เราสูญเสียมิตรสหายและความสัมพันธ์อันดี

แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ เราก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราคาดการณ์ผิด และทำไมสิ่งที่เรามั่นใจนักหนากลับไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เราคาด

หนึ่งในสัญญาณของวุฒิภาวะคือความรู้ตัวและการยอมรับได้ว่าเราไม่ได้ถูกไปเสียทุกอย่าง เรายังอ่อนด้อยเอามากๆ ในบางเรื่อง ซึ่งหากเรายอมรับได้ มันจะนำไปสู่ intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

เมื่อเรามีความถ่อมตนทางปัญญา โอกาสที่เราจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรตามความเป็นจริงก็จะเปิดกว้างขึ้น เราจะสังเกตว่าอะไรที่เราผิด แล้วเราก็พร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการคิดหรือการลงมือทำจนกว่ามันจะถูก

เป้าหมายของการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกอย่าง

เป้าหมายคือการเป็นคนผิดให้น้อยลงเท่านั้นเอง

คงจะมีอีกนับร้อยนับพันอย่างที่เราจะยังเข้าใจโลกผิดๆ ไปจนถึงกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เข้าใจถูกในเรื่องใหญ่ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะมีชีวิตที่ดีงามครับ

ความเปลี่ยนแปลงจะพกของขวัญติดมือมาด้วยเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะหวาดหวั่นกับความเปลี่ยนแปลง

เพราะหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนคือความรู้สึกมั่นคง (security)

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน พื้นที่คุ้นเคยของเราจึงอาจโดนคุกคาม

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเช่นกัน

เพราะเปลี่ยนจึงเติบโต เพราะเปลี่ยนจึงพัฒนา เพราะเปลี่ยนได้จึงมีความหวัง

“Change always comes bearing gifts”
-Price Pritchett

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ของขวัญชิ้นใหม่

เราหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้

หยุดวิ่งหนี หันหลังกลับมา เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

แล้วเราอาจได้ของขวัญที่คิดไม่ถึงครับ

หัดสงสัยในความดีของตัวเอง

โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกดังต่อไปนี้

  • ทำไมเราต้องทุ่มเทอยู่คนเดียว
  • ทำไมคนอื่นดูไม่รับผิดชอบงานของตัวเองเลย
  • ทำไมทุกคนจ้องแต่จะเอาเปรียบ
  • ทำไมเขาไม่เห็นใจเราบ้าง
  • ทำไมเขาทำตัวแย่อย่างนี้

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก” จบ เป็นหนังสือที่ลึกซึ้งและถึงอกถึงใจมาก

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตามที่กล่าวไปด้านบน นั่นแสดงว่าเรากำลัง “เข้าไปอยู่ในกล่อง” ความคิดของเราจะถูกบิดเบือนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราจะพยายาม “ยกตัวเองขึ้น” โดยการบอกตัวเองว่า เราทุ่มเทกว่า เราเสียสละมากกว่า และเราก็จะพยายาม “กดคนอื่นลง” เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเรา

ถ้าไม่พาตัวเองออกจากกล่อง เราก็จะชวนคนอื่นเข้าไปอยู่ในกล่องของตัวเองด้วย และต่างฝ่ายจะต่างโทษกันไปโทษกันมา เป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายและครอบครัวล่มสลาย

หากเรากำลังติดอยู่ในความคิดลบๆ มองคนอื่นเป็นเพียงตัวปัญหาและตัวก่อกวน ขอให้รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในกล่อง และวิธีออกจากกล่องที่รวดเร็วที่สุด คือการมองให้เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหวัง ความต้องการ ความใส่ใจ และความกลัวเหมือนๆ กัน

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หัดสงสัยในความดีของตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็กLeadership and Self-Deception:Getting Out of the Box by The Arbinger Institute (ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

19 สัญญาณของความเป็นผู้ใหญ่

  1. ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์
  2. อดทนฟังทั้งๆ ที่คันปาก
  3. มองไกลกว่าหนึ่งช็อต
  4. ความสัมพันธ์มาก่อนการเป็นฝ่ายถูก
  5. ทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครล่วงรู้
  6. รู้ว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
  7. เห็นต่างด้วยความเคารพอีกฝ่าย
  8. อ่อนน้อมแม้แต่กับคนที่อ่อนกว่า
  9. สนใจเรื่องราวของคู่สนทนามากกว่าอยากเล่าเรื่องราวของตัวเอง
  10. ยินดีอย่างจริงใจในความสำเร็จของคนอื่น
  11. ให้เครดิตคนอื่นเสมอ
  12. ไม่ด่วนตัดสินคน ไม่ด่วนฟันธง
  13. เข้าใจว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แน่
  14. หนักแน่นแต่อ่อนโยน
  15. เด็ดขาดแต่ใจเย็น
  16. ไม่แสวงหาการยอมรับ
  17. ทำเยอะเรียกร้องน้อย
  18. ความสามารถสูง ความต้องการต่ำ
  19. ข้างนอกอย่างไรข้างในอย่างนั้น

คนที่เราชื่นชมเคยเป็นมือสมัครเล่นมาก่อน

ศิลปินที่เราชื่นชอบเคยแต่งเพลงแย่ๆ มาก่อน

นักเขียนนิยายคนโปรดเคยเขียนไม่ได้เรื่องมาก่อน

เชฟร้านดังเคยทำไข่เจียวไหม้มาก่อน

ตอนเริ่มต้น ทุกคนเป็นมือสมัครเล่นด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ทำครั้งแรกแล้วมันจะเลิศเลอเพอร์เฟกต์

ความแตกต่างของมือสมัครเล่นอย่างเรากับมืออาชีพอย่างเขาอาจมีแค่สามข้อ

หนึ่งคือเขาลงมือ

สองคือเขาเรียนรู้

สามคือเขาไม่หยุด

ไม่มีใครเป็นยอดมนุษย์มาแต่กำเนิด แต่ด้วยการฝึกฝนและเคี่ยวกรำ คนธรรมดาก็สามารถทำสิ่งที่เหนือธรรมดา และมือสมัครเล่นก็กลายเป็นมืออาชีพ

เราเองก็เป็นมืออาชีพได้ เพียงทำสามข้อที่กล่าวมา

ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง