กฎ 12 ข้อที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (ภาคสอง)

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ Beyond Order: 12 More Rules for Life ของ Jordan B. Peterson อยู่ครับ

หนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของ Peterson ที่ชื่อว่า 12 Rules for Life: An Antidote to Chaos ขายไปแล้วทั่วโลกกว่า 5 ล้านเล่มและมีแปลเป็นไทยแล้ว

มาเล่มนี้ หนังสือยังอ่านยากเหมือนเคย ไม่แน่ใจว่าจะอ่านจบเมื่อไหร่ แต่อยากเอากฎทั้ง 12 ข้อมาแชร์ให้ได้อ่านกันก่อนครับ

Rule I: Do not carelessly denigrate social institutions or creative achievement.อย่าสบประมาทสถาบันทางสังคมหรือผลงานของใคร

Rule II: Imagine who you could be and then aim single-mindedly at that. ลองคิดว่าเราจะสามารถเติบใหญ่เป็นคนเช่นไรและตั้งใจที่จะเป็นคนคนนั้นให้ได้

Rule III: Do not hide unwanted things in the fog. อย่าซ่อนสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ในเมฆหมอกแห่งความไม่ชัดเจน

Rule IV: Notice that opportunity lurks where responsibility has been abdicated. โอกาสนั้นซ่อนอยู่ในที่ที่ความรับผิดชอบนั้นขาดหาย

Rule V: Do not do what you hate. อย่าทำสิ่งเราเกลียด

Rule VI: Abandon ideology. ละทิ้งอุดมคติ

Rule VII: Work as hard as you possibly can on at least one thing and see what happens. เพียรพยายามอย่างที่สุดกับเรื่องใดสักเรื่องแล้วลองดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

Rule VIII: Try to make one room in your home as beautiful as possible. จัดห้องหนึ่งในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Rule IX: If old memories still upset you, write them down carefully and completely. ถ้าความทรงจำครั้งเก่ายังทำให้เราเจ็บปวด จงเขียนมันออกมาให้ละเอียดลออและครบถ้วน

Rule X: Plan and work diligently to maintain the romance in your relationship. วางแผนและออกแรงในการรักษาความสัมพันธ์กับคู่รัก

Rule XI: Do not allow yourself to become resentful, deceitful, or arrogant. อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนขุ่นเคือง เจ้าเล่ห์ หรือเย่อหยิ่ง

Rule XII: Be grateful in spite of your suffering. จงรู้สึกขอบคุณแม้ต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์

นิทานความโง่เขลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีคนพูดจาจาบจ้วงพระพุทธเจ้า สาวกของพระองค์พูดว่า

“ข้าโกรธมากแต่พระองค์เอาแต่นิ่งเฉย อย่างน้อยพระองค์น่าจะอนุญาตให้ข้าไปพูดอะไรกับเขาบ้าง เขาจะได้เข้าใจถูกต้อง”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เจ้าทำให้ข้าแปลกใจมาก ครั้งแรกคนนั้นทำให้ข้าแปลกใจ แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าแปลกใจ อะไรก็ตามที่เขาพูดมานั้นมันไม่เห็นเกี่ยวข้องกับพวกเรา ดังนั้นทำไมเราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย? แต่ทว่าเจ้ากลับทำให้ข้าแปลกใจที่เจ้ารู้สึกรำคาญ เจ้ารู้สึกโกรธ นี่เป็นความโง่เขลา การทำร้ายตัวเองอันเนื่องมาจากความบกพร่องของคนอื่นนั้นเป็นความโง่ เจ้ากำลังทำร้ายตัวเองนะ สงบก่อนเถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องโกรธ เพราะว่าความโกรธคือไฟ ทำไมเจ้าต้องเผาจิตวิญญาณของเจ้า? ถ้าคนคนนั้นทำอะไรผิดพลาดไป ทำไมเจ้าต้องทำร้ายตัวเจ้าเอง? มันเป็นความโง่นะ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

เคล็ดลับกระตุ้นตัวเองให้อยากออมเงินมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย UCLA มีการถามผู้เข้าร่วมว่าถ้าคุณได้เงินมา $1000 คุณจะออมเงินเท่าไหร่

คำตอบของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ $80

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คำตอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า คือ $172

คนกลุ่มหลังคือคนที่ได้เห็นรูปตัวเองตอนแก่

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการอดออมเพื่อวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน แต่เราก็ไม่ค่อยจะทำกันเพราะในจิตใต้สำนึกนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเสียสละความสุขสบายในตอนนี้เพื่อความสุขของ “คนแปลกหน้า” ในอนาคต

การได้เห็นรูปของตัวเองในวัยแก่ จะทำให้ตัวเราในวัยเกษียณนั้นจับต้องได้มากขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าตัวเราในอนาคตจะได้รับผลกระทบจริงๆ จากการมีวินัยหรือขาดวินัยในของตัวเราในวันนี้

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเพื่อตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ ลองทำสามข้อต่อไปนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

  1. เข้า App Store หรือ Playstore แล้วดาวน์โหลดแอป FaceApp
  2. ถ่ายรูปหน้าตัวเองแล้วทำให้หน้าแก่ขึ้น (เลือก Age -> Old หรือ Cool Old)
  3. แปะหน้าแก่ของเราไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ

ผมลองเล่นดูเองแล้ว ความรู้สึกอยากมีเงินเก็บก็สูงขึ้นมาจริงๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

สิ่งแวดล้อมกำหนดพฤติกรรมเราได้แค่ไหน

มีงานวิจัยสี่งานที่อยากมาเล่าให้ฟังครับ

งานวิจัยแรก มีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เพื่อเล่นเกมกัน โดยมีสองทางให้เลือกคือจะใช้ยุทธศาสตร์แบบร่วมมือกันหรือยุทธศาสตร์แบบต่างคนต่างทำ (collaborative strategy vs individualistic strategy)

เมื่อนักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Community Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกใช้วิธีร่วมมือกัน แต่ถ้านักวิจัยเรียกเกมนั้นว่า “Wall Street Game” ผู้เข้าร่วม 2 ใน 3 จะเลือกวิธีต่างคนต่างทำ

งานวิจัยที่สอง จำลองสถานการณ์ให้คนต่อรองกัน ถ้าในห้องทดลองมีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกธุรกิจอย่างกระเป๋าใส่เอกสารหรือโต๊ะประชุมทรงวงรีแบบในห้องผู้บริหารระดับสูง ผู้เข้าร่วมทดลองจะต่อรองกันดุเดือดกว่าปกติ

งานวิจัยที่สาม ถ้าผู้เข้าร่วมทดลองได้เห็นภาพห้องสมุด พวกเขาจะพูดเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยที่สี่ ผู้เข้าร่วมทดลองต้องทำแบบทดสอบที่วัดระดับสมาธิ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวจะทำพลาดน้อยกว่าคนที่ถูกขอให้ใส่ชุดลำลองถึงครึ่งต่อครึ่ง เป็นไปได้ว่าคนที่ได้ใส่เสื้อโค้ทสีขาวนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณหมอหรือนักทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมถูกแจ้งว่าเสื้อโค้ทสีขาวนั้นเป็นเสื้อสำหรับให้จิตกรใส่ตอนวาดรูป คะแนนการทดสอบก็ลดลงทันที

เรามักจะชอบนึกว่าสิ่งที่เราคิด พูด ทำนั้นเราเป็นคนกำหนดเอง แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่ง “ชื่อ” ที่เราใช้นั้นอาจมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

ลองสำรวจบ้านและที่ทำงานของเราดูครับว่า เรากำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ไม่พึงปรารถนาอยู่รึเปล่า และเราจะปรับสภาพแวดล้อมอย่างไรได้บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราอยากเห็นและอยากเป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

นิทานชาวไร่ขี้โกง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวไร่คนหนึ่งขายเนยหนัก 1 ปอนด์ให้กับคนขายขนมปังเป็นประจำ

วันหนึ่งคนขายขนมปังเกิดเอะใจขึ้นมา เลยเอาเนยไปลองชั่งน้ำหนักดู ปรากฎว่าเนยที่เขาซื้อมานั้นหนักไม่ถึงหนึ่งปอนด์ เขาจึงไปฟ้องศาล

ผู้พิพากษาถามชาวไร่ว่าใช้เครื่องชั่งนำหนักแบบไหนถึงผิดเพี้ยนได้ปานนั้น

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมมันยากจน ไม่มีแม้เครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ผมมีตาชั่งครับ”

“แล้วเธอชั่งเนยอย่างไรเล่า?”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ กระผมก็เป็นลูกค้าร้านขนมปังของเขาเช่นกัน เวลาเขาเอาขนมปังหนึ่งปอนด์มาส่ง ผมก็ใช้ขนมปังก้อนนั้นในการชั่งเนยให้เขาครับ”