คำถามที่ควรถามตัวเองทุกเช้า

James Clear ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits จะเขียนหนึ่งคำถามลงกระดาษเปล่าทุกเช้า คำถามนั้นก็คือ:

What do I actually want? ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่มีประโยชน์อย่างมาก และเมื่อถามตัวเองทุกวัน คำตอบก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อคำตอบชัดเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนมันเป็น action steps ที่นำไปลงมือทำต่อได้

ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

ลองถามคำถามนี้กับตัวเองทุกเช้าติดต่อกันซัก 1 เดือน

แล้วชีวิตของเราอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ

นิทานกากับนกยูง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาตัวหนึ่งไม่ชอบใจขนสีดำของตัวเอง จึงคิดแปลงโฉมด้วยการเก็บขนหางที่นกยูงสลัดทิ้งมาเสียบแซมกับขนของตนเอง

มันบินอวดพวกกาด้วยกันและเยาะเย้ยว่า

“ดูขนของข้าสิ ทั้งแวววาวและมีสีสันสวยงามกว่าขนดำปี๋ของพวกเจ้าซะอีก ข้าไปอยู่กับฝูงนกยูงดีกว่า”

จากนั้นกาก็ผละจากฝูงของตนเข้าไปอาศัยอยู่กับฝูงนกยูง พวกนกยูงเห็นกาไม่เจียมตัวก็รุมจิกตีจนขนหลุดร่วงพร้อมกับไล่ตะเพิด

“หนอยแน่ คิดอยากจะเป็นนกยูงอย่างพวกเรา ช่างไม่เจียมตัวจริงๆ ไปให้พ้นจากพวกข้าเดี๋ยวนี้!”

กาบินซมซานกลับไปหาพวกพ้อง แต่ฝูงกาก็ไม่ยอมให้อยู่ด้วย เจ้ากาจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เราจะไม่ burnout กับงานที่เราสนุก

“ความจริงข้อหนึ่งคือ คุณจะไม่หมดไฟกับงานที่ทำแล้วสนุก คำถามต่อไปคือ ถ้างานตอนนี้ไม่สนุก ก่อนจะออกไปหาอย่างอื่นทำซึ่งไม่รู้จะสนุกไหม คุณได้ลองทำให้งานปัจจุบัน ‘สนุก’ ขึ้นหรือยัง”

– รวิศ หาญอุตสาหะ, หนังสือ Super Productive

ผมลองเข้าไปดูใน Google Ngram Viewer ที่แทร็คการใช้คำในหนังสือ ก็พบว่าคำว่า burnout เพิ่งจะมีคนเริ่มใช้จริงจังในยุค 1960’s และพุ่งขึ้นสูงที่สุดในปี 1985 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะลงไปเท่ากับยุค 60’s แล้ว

แต่ถึงกระนั้น ช่วงนี้เราก็ยังได้ยินคำว่า burnout อยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาการหมดไฟนั้นอาจมีสาเหตุได้หลายประการ

  1. ทำงานที่ตัวเองไม่ได้มีปากมีเสียงในการคิดและตัดสินใจ
  2. ทำงานหนักเสียจนไม่มีเวลาพักผ่อน นอนน้อย สุขภาพพัง
  3. ไม่รู้สึกว่างานที่ทำได้สร้างคุณค่าให้กับใคร
  4. งานที่ทำมันไม่สนุกหรือไม่รู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนา
  5. งานที่ทำไม่ได้สร้างความก้าวหน้าหรือตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาว

ข้อแรกเราอาจจะทำอะไรได้ยากหน่อย เพราะเป็นเรื่องของวิธีการบริหารในองค์กร เราอาจช่วยให้มันดีขึ้นได้ด้วยการฟีดแบ็คคนที่เราไว้ใจและมีบารมีพอที่จะส่งเสียงแทนเราได้

ข้อ 2 ผมมองว่ามันอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจัดการได้พอสมควร ถ้าเราทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดอยู่โดยพื้นฐาน ต้องลองมองหาว่าเราจะ optimize วิธีการทำงานหรือวิธีการ set expectations อย่างไรเพื่อให้เรารับมือกับปริมาณงานได้อย่างยั่งยืน เพราะการฝืนทนทำงานแบบนอนวันละ 5 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ฉลาดเลย

ข้อ 3-5 นั้นเราทำงานให้สนุกและมีความหมายขึ้นได้ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ทุกงานที่เราทำมันทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้นเสมอ ส่วนถ้ามันมีงานที่เราต้องกล้ำกลืน ก็ควรหาเครื่องมือใหม่ๆ หรือหาน้องฝึกงานมาช่วยแบ่งเบา ถ้างานมันน่าเบื่อก็ทำให้สนุกขึ้นได้ด้วยการตั้ง deadline ขึ้นมาแล้วทำงานแข่งกับเวลา และเมื่อมีเวลาเหลือ เราก็ควรถอยออกมาเพื่อมองให้เห็นภาพกว้างว่ามีมุมไหนที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับทีมได้มากกว่านี้ เมื่อเราสร้างคุณค่าและรู้จักสื่อสารให้คนรับรู้ ความก้าวหน้าก็จะตามมาเองไม่ช้าก็เร็ว

เข้าใจดีว่าอาจจะไม่ใช่ทุกองค์กรที่คนทำงานดีจะได้เติบโต แต่ตราบใดที่เราไม่หยุดที่จะยกระดับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทักษะที่เราพัฒนาขึ้นมาก็จะติดตัวเราไปตลอดและพาให้เราได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานที่มี “ศีลเสมอกัน” ในที่สุด

ใครที่ประสบกับสภาวะ burnout อยู่ ข้อแนะนำที่ผมมีคือเริ่มต้นจากนอนให้พอก่อน จากนั้นก็จัดเวลาให้ได้ทำทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะทุกคนต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเริ่มมีแรง ค่อยคิดวิเคราะห์ว่าเรา burnout เพราะอะไร แล้วหาทางแก้ไขให้ตรงจุด

ขอส่งกำลังใจให้คนที่กำลังเหนื่อยล้าทุกคนครับ

หน้าที่ของเราคือเข้าใจผิดให้น้อยลง

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานที่เรามักจะสลัดไม่ออกคือความต้องการเป็น “คนถูก”

เขาถึงห้ามคุยกันเรื่องศาสนาและการเมือง เพราะแทนที่จะถกกันเพื่อนำไปสู่ความจริง ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นการเถียงกันเพื่อพิสูจน์ว่าเราต่างหากที่ถูกต้องที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเป็นคนถูกได้ทุกอย่าง ความเข้าใจของเราที่มีต่อโลกใบนี้มีขีดจำกัดมากเหลือเกิน

ดังนั้นเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้รังแต่จะทำให้เราสูญเสียมิตรสหายและความสัมพันธ์อันดี

แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ เราก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราคาดการณ์ผิด และทำไมสิ่งที่เรามั่นใจนักหนากลับไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เราคาด

หนึ่งในสัญญาณของวุฒิภาวะคือความรู้ตัวและการยอมรับได้ว่าเราไม่ได้ถูกไปเสียทุกอย่าง เรายังอ่อนด้อยเอามากๆ ในบางเรื่อง ซึ่งหากเรายอมรับได้ มันจะนำไปสู่ intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

เมื่อเรามีความถ่อมตนทางปัญญา โอกาสที่เราจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรตามความเป็นจริงก็จะเปิดกว้างขึ้น เราจะสังเกตว่าอะไรที่เราผิด แล้วเราก็พร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการคิดหรือการลงมือทำจนกว่ามันจะถูก

เป้าหมายของการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกอย่าง

เป้าหมายคือการเป็นคนผิดให้น้อยลงเท่านั้นเอง

คงจะมีอีกนับร้อยนับพันอย่างที่เราจะยังเข้าใจโลกผิดๆ ไปจนถึงกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เข้าใจถูกในเรื่องใหญ่ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะมีชีวิตที่ดีงามครับ

ความเปลี่ยนแปลงจะพกของขวัญติดมือมาด้วยเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะหวาดหวั่นกับความเปลี่ยนแปลง

เพราะหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนคือความรู้สึกมั่นคง (security)

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน พื้นที่คุ้นเคยของเราจึงอาจโดนคุกคาม

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเช่นกัน

เพราะเปลี่ยนจึงเติบโต เพราะเปลี่ยนจึงพัฒนา เพราะเปลี่ยนได้จึงมีความหวัง

“Change always comes bearing gifts”
-Price Pritchett

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ของขวัญชิ้นใหม่

เราหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้

หยุดวิ่งหนี หันหลังกลับมา เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

แล้วเราอาจได้ของขวัญที่คิดไม่ถึงครับ