หลายอย่างในชีวิตก็เป็นไก่กับไข่

20190311_chickenegg

เว็บไซต์ wongnai.com ที่ให้ใครเข้ามารีวิวร้านอาหารใดก็ได้ เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2010

และเนื่องจากเนื้อหาเกือบทั้งหมดในระบบมาจากผู้ใช้งาน (user-generated content) เราจึงจำเป็นต้องหา users มาใช้งาน Wongnai ให้มากที่สุด

สองปีแรกนั้นสาหัส เพราะรีวิวยังน้อย คนเข้ามาแล้วไม่ค่อยเจอรีวิว ก็เลยไม่ค่อยเห็นประโยชน์ ก็เลยไม่ค่อยได้เข้ามาใช้ ก็เลยยิ่งทำให้จำนวน users ไม่กระเตื้องขึ้น

เมื่อไม่มี users ก็เลยหาสปอนเซอร์มาลงโฆษณาไม่ได้ ก็เลยไม่มีเงินมาทำการตลาดเพื่อเชิญชวนให้คนมาใช้งาน Wongnai

เมื่อไม่มีรีวิวก็เลยไม่มีผู้ใช้งาน เมื่อไม่มีผู้ใช้งานก็เลยไม่มีรีวิว

—–

เวลาเราต้องย้ายไปทำงานที่เราไม่คุ้นเคย ช่วงแรกคือช่วงแห่งการ struggle หรือการฟันผ่าที่จะเรียนรู้เพื่อทำงานนั้นให้ดี

ซึ่งหากเรื่องใหม่มันยากมาก เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่สนุก เผลอๆ อาจถึงขั้นอมทุกข์

เมื่อไม่สนุกก็เลยไม่ค่อยกระตือรือร้น เมื่อไม่กระตือรือร้นมันก็เลยไม่เก่งขึ้น เมื่อยังไม่เก่ง งานมันก็เลยไม่เคยง่ายซักที

เมื่อยังไม่สนุกก็เลยไม่เก่ง เมื่อยังไม่เก่งก็เลยไม่สนุก

—–

ผมเคยเขียนไว้ในบทความการจัดบ้านแบบ KonMari ว่า การจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์กับข้าวของที่เรามี

โลกภายนอกนั้นเป็นกระจกสะท้อนโลกภายใน หากใจของเรายุ่งเหยิง บ้านของเราก็มีสิทธิ์ที่จะรกด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน ถ้าเราจัดบ้านให้สะอาดเรียบร้อย บ้านก็จะมีพื้นที่ว่าง ซึ่งพื้นที่ว่างในตัวบ้าน จะช่วยสร้างพื้นที่ว่างในใจเรา ทำให้หัวสมองโปร่งโล่งขึ้น

บ้านจะโล่งไม่ได้ถ้าใจไม่โล่ง ใจจะโล่งไม่ได้ถ้าบ้านไม่โล่ง

—–

หลายๆ อย่างในชีวิตจึงเป็นไก่กับไข่

เมื่อเจอสถานการณ์อย่างนี้ เราควรทำอย่างไร?

เท่าที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คืออดทนและทำมันไปพร้อมๆ กันทั้งไก่และไข่นั่นแหละ

ช่วงแรกๆ มันก็จะหนืดๆ และขัดๆ หน่อย แต่ลองกัดฟันเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจุดเปลี่ยนหรือ turning point.

เพราะถ้าจุดติดขึ้นมาเมื่อไหร่ ไก่ก็จะออกไข่ ไข่ก็จะออกไก่ เป็นวงจรประเสริฐที่คุ้มกับความเหนื่อยทั้งหมดที่ผ่านมาครับ


ตามอ่านบทความได้ทาง LINE: bit.ly/tgimline

หงุดหงิดแล้วไงต่อ

20190310_frustrated

แต่ละวันเรามีเรื่องชวนหงุดหงิดหลายสิบเรื่อง

หงุดหงิดรถติด หงุดหงิดรัฐบาล หงุดหงิดเงินไม่พอใช้จ่าย

ความหงุดหงิดจริงๆ แล้วก็มีประโยชน์ เพราะมันเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเห็นความเป็นไปได้ที่ดีกว่าตอนนี้ – you can see a better possibility.

คำถามก็คือ พอเราหงุดหงิดแล้วยังไงต่อ?

ผมหงุดหงิดแล้วอาจเขียนบล็อก เช่นบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน

ดาบวิชัยหงุดหงิดกับความแห้งแล้งในจังหวัดบ้านเกิด จึงปลูกต้นไม้ทุกวันมา 30 ปี รวมแล้วกว่า 3 ล้านต้น

Brian Chesky กับ Joe Gebbia หงุดหงิดที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง เลยซื้อเตียงลมมาไว้ในห้องแล้วลงประกาศให้คนมาเช่านอน สุดท้ายจึงกลายเป็นธุรกิจ Airbnb ที่มีมูลค่านับแสนล้าน

ถ้าหงุดหงิดแล้วมันทำให้เราเกิดการลงมือทำอะไรบางอย่าง ก็ถือว่าคุ้มค่า

หงุดหงิดแล้วเขียน หงุดหงิดแล้วปลูก หงุดหงิดแล้วสร้างธุรกิจ

แต่ถ้าหงุดหงิดแล้วแค่บ่น ก็ถือเป็นความหงุดหงิดที่ไม่สร้างการผลิต เสียสุขภาพจิตของตัวเองและคนรอบข้าง

เอาแรงและเวลาไปหงุดหงิดกับเรื่องที่เราทำอะไรได้บ้างดีกว่าครับ

อย่าหงายไพ่หมดสิ

20190310_cards

เวลามองไปที่คนฉลาด คนที่น่าชื่นชม คนที่มีของ ผมจะรู้สึกว่าเขามีบางสิ่งเหมือนๆ กัน

คือเขาเหล่านี้จะไม่พูดอะไรเยอะ แม้จะพูดบ้างแต่ก็ไม่ได้บอกหมดว่ากำลังทำอะไรอยู่และกำลังจะทำอะไรต่อ

แถมยังยากที่จะเดาใจด้วยว่าเขากำลังคิดอะไรและรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ว่าเขากำลังดีใจ กำลังโกรธ หรือกำลังกลัว เพราะไม่ว่าสถานการณ์อะไรจะผ่านเข้ามา เขาก็ยังคงความนิ่งอยู่ได้

ดูมีชั้นเชิง ดูน่าค้นหา ดูน่ายำเกรง

ในทางกลับกัน มันก็จะมีคนอีกจำพวกหนึ่ง

คนที่เดาทางโคตรง่าย

โกรธก็โวยวาย ดีใจก็ลิงโลด กลัวก็หนีหน้า

คนที่คิดจะทำอะไรก็ต้องประกาศให้โลกรู้ คนที่หงุดหงิดหัวหน้าแล้วโพสต์ลอยๆ ขึ้นเฟซบุ๊ค

ได้ความสะใจ แต่สุดท้ายคำพูดสาธารณะอาจกลับมาทิ่มแทงเขาได้ในอนาคต

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นการเล่นไพ่ เราก็ควรจะถือไพ่ไว้ให้มิดชิด

ถ้าแบไต๋ หงายไพ่ทุกใบให้ทุกคนเห็น ถึงจะได้ไพ่ดีมายังไงก็ยังแพ้ได้อยู่ดีครับ

นับอยากถึงสิบ

20190309_countyourwants

สมัยก่อนเวลาโกรธใคร ก่อนจะอ้าปากหรือลงมือทำอะไร เขาบอกว่าให้นับหนึ่งถึงสิบก่อน พอครบสิบแล้วใจจะเย็นลง ไม่ผลีผลาม

มาสมัยนี้ที่เราซื้อเกือบทุกอย่างได้เพียงกดปุ่มมือถือหรือควักบัตรมารูด ผมคิดว่าเราควรเพิ่มการ “นับอยากถึงสิบ” เข้าไปด้วย

เวลาเห็นอะไรครั้งแรก แล้วรู้สึกอยากได้ขึ้นมา อย่าเพิ่งซื้อทันที แต่ให้เดินผ่าน (หรือไถผ่าน) มันไปก่อน

ถ้าชั่วโมงถัดมา หรือวันถัดมา หรือสามวันถัดมาใจยังวนเวียนคิดของชิ้นนั้นอยู่ครบสิบครั้ง ค่อยตัดสินใจซื้อก็ยังไม่สาย

ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยลดการซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ ได้

เพราะการซื้อของหนึ่งชิ้นราคามันไม่ได้มีอยู่แค่เงินที่เราจ่ายออกไป แต่เรายังต้องจ่ายด้วยพื้นที่ที่จะวางของชิ้นนั้น จ่ายด้วยเวลาที่จะต้องใช้และดูแลของชิ้นนั้น และจ่ายด้วยโอกาสที่เสียไปในการเอาเงินไปซื้อของชิ้นอื่นที่อาจมีประโยชน์และสร้างความสุขให้เราได้มากกว่าครับ

นิทานอย่างนั้นหรอกหรือ

20190308_isthatso

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีอาจารย์เซนผู้เลื่องชื่อแห่งแดนอาทิตย์อุทัยนาม “ไป๋อิ่น” ซึ่งในสายตาของผู้คนในละแวกนั้นเห็นว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งยังเปี่ยมเมตตา

ครั้งหนึ่ง บุตรีของเพื่อนบ้านเกิดตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทำให้บิดามารดาของนางโกรธมาก และขู่เข็ญในนางสารภาพว่าบิดาของเด็กในครรภ์คือใคร นางจึงบอกว่าบิดาของเด็กในครรภ์คืออาจารย์เซนไป๋อิ่น

เมื่อทราบความ บิดามารดาของสตรีนางนั้นจึงเกิดบันดาลโทสะ เดินทางมาต่อว่าอาจารย์เซนอย่างหยาบคาย บรรดาชาวบ้านใกล้เคียงที่หมดศรัทธาต่อนักบวชรูปนี้ก็พากันมารุมประณาม ทว่าอาจารย์เซนไป๋อิ่นเพียงกล่าวคำเดียวว่า “อย่างนั้นหรอกหรือ?” และรับปากอุปการะเด็กที่จะเกิดมา

เมื่อทารกถือกำเนิดขึ้นมา อาจารย์เซนก็รับมาอาศัยอยู่ที่อารามเซน ทั้งยังรับผิดชอบดูแลทารกน้อยไม่ขาดตกบกพร่อง

เวลาผ่านไปราว 1 ปี สตรีผู้เป็นมารดาของทารกน้อยอดรนทนไม่ไหว สารภาพต่อบุพการีของตนเองว่าที่แท้แล้วสามีของนางคือชายหนุ่มเพื่อนบ้านผู้หนึ่งที่มีฐานะยากจนมาก ตอนแรกนางกลัวว่าบุพการีจะไม่ยอมรับลูกเขยจึงได้สร้างเรื่องเท็จใหญ่โตจนเดือดร้อนไปถึงอาจารย์เซน

เมื่อความจริงเปิดเผย บิดามารดาของสตรีผู้นั้นต่างตกตะลึง ทั้งหมดรีบเดินทางไปกราบขอขมาอาจารย์เซนด้วยความสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ส่วนชาวบ้านที่ทราบความจริงต่างก็เดินทางไปขออภัยที่เคยพูดจาล่วงเกินอาจารย์เซนไป๋อิ่นเอาไว้อย่างมากมาย

เมื่อฟังความจบ อาจารย์เซนยังคงสงบสำรวม จากนั้นกล่าวเพียงประโยคเดียวว่า “อย่างนั้นหรอกหรือ?” และคืนทารกให้แก่สตรีผู้นั้นไป

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน 

ป.ล.คิดเล่นๆ ว่าถ้าเป็นยุคนี้อาจารย์คงจะใช้คำพูดว่า “อ๋อเหรอ โอเคๆ”