ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร?

20190501

ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร?

ออกกำลังกาย

เริ่มทำธุรกิจ

เปิดบล็อก

อ่านหนังสือ

หัดเล่นกีตาร์

นั่งสมาธิ

หลายคนคงมีในใจหลายอย่าง

ลองลิสต์ออกมาดู แล้ววงกลมสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด

จากนั้นก็ตื่นนอนให้เร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง แล้วเอาสิ่งนั้นขึ้นมาทำเป็นเรื่องแรก

ครึ่งชั่วโมงอาจไม่ยาวเพียงพอที่จะทำให้ดีเลิศได้ แต่ยาวเกินพอที่จะเริ่มต้นได้

ที่เราควรเริ่มเสียแต่เช้าวันพรุ่งนี้ เพราะว่า

หนึ่ง เรื่องพวกนี้ไม่มีเดดไลน์ เราจึงผัดผ่อนมันไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว

สอง มันเป็นเรื่องที่มีคุณค่ากว่าสิ่งอื่นๆ ที่รบเร้าให้เราทำในแต่ละวัน

สาม เวลาไม่เคยมีมากขึ้นหรอก มีแต่จะน้อยลงด้วยซ้ำ

สี่ และถึงแม้จะโชคดีมีเวลามากขึ้นจริงๆ เราก็ยังไม่ได้ทำมันอยู่ดี พิูสูจน์ได้จากช่วงหยุดยาวหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้เลย ทำทั้งๆ ที่ไม่มีเวลานี่แหละ แล้วเวลาจะจัดสรรตัวมันเองครับ


เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3 (เหลือ 16 ที่)

กายหยาบมนุษย์ไม่สามารถรองรับได้

20190430b

กับสิ่งล่อตาล่อใจทั้งในมือถือและทีวี

กับข่าวสารที่ถาโถมทุกช่องทาง

กับงานที่ติดตัวไปทุกหนแห่ง

กับเวลาพักผ่อนอันน้อยนิด

กับสิ่งละอันพันละน้อยที่เราทำเป็นกิจวัตรทั้งๆ ที่เมื่อสิบปีก่อนเราไม่เคยต้องทำเลย (ตอบไลน์ รีทวีต อัพสตอรี่)

กับความตึงเครียดและพลังงานลบ

กับอาหารและเครื่องดื่มที่เรานำเข้าปาก

กับวิถีทุนนิยมที่บอกให้เราเติบโตและบริโภคไม่จบไม่สิ้น

กับเวลาเพียง 80 ปีบนโลกมนุษย์

หนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา input ที่มนุษย์ได้รับในแต่ละวันน่าจะโตขึ้นอย่างน้อย 10 เท่า ในขณะที่ร่างกายเราแทบไม่ต่างอะไรกับบรรพบุรุษ Homo Sapiens ที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาเมื่อ 150,000 ปีที่แล้วเลย

ถ้าไม่รู้จักคัดสรรสิ่งที่เรารับเข้ามา ร่างกายของเรารับไม่ไหวแน่นอน

—–

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3 (เหลือ 17 ที่)

เช้าทำงานใหญ่บ่ายทำงานเล็ก

20190430

วิธีการจัดการเวลาอย่างหนึ่งที่ผมลองแล้วเวิร์คคือการทำงานใหญ่ในช่วงเช้าและงานย่อยในช่วงบ่าย

ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เรามี willpower มากที่สุด ยิ่งถ้าเรามาถึงออฟฟิศเร็วกว่าใครเขาด้วยแล้วล่ะก็ เราจะมีช่วงเวลานาทีทองในการทำงานที่ high impact ซึ่งยากและใช้เวลายาวนานกว่าจะเข็นออกมาได้ แต่ถ้าทำสำเร็จมันจะส่งผลต่อทีมและต่อองค์กรมากกว่างานชิ้นเล็กๆ รวมกันเป็นร้อยชิ้นเสียอีก

แต่ก่อนจะทำงานใหญ่ในตอนเช้าได้ เราก็ต้องสร้างสถานการณ์ที่เอื้อให้เราทำงานได้อย่างมีสมาธิด้วย ถ้าเป็นไปได้ผมจะไม่นัดประชุมช่วงเช้าเลย เพื่อจะได้มีเวลาโฟกัสกับงานเดียวได้เป็นชั่วโมงๆ โดยไม่มีอะไรมาแทรก (แต่ไม่ได้แปลว่าให้ตัวติดโต๊ะตลอดเวลานะครับ ควรจะพักเข้าห้องน้ำห้องท่าและทำอะไรเพื่อรีเฟรชตัวเองด้วย)

อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราทำงานใหญ่ตอนเช้าได้คืออย่าเพิ่งเช็คอีเมล ค่อยเช็คตอนสิบโมงกว่าๆ ก็ไม่เสียหาย ถ้ามันด่วนและสำคัญมากจริงๆ เขาคงโทร.มาแล้ว

ส่วนภาคบ่ายนั้นเราควรเก็บไว้ทำงานที่ไม่ต้องใช้สมาธิเยอะมากนัก จะประชุม ตอบเมล รีวิวงาน คุยกับคนนั้นคนนี้เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ ที่สำคัญควรเป็นงานที่ไม่ต้องใช้เวลามากเกินไปนัก เพราะช่วงบ่ายๆ เราไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งไหนได้นานๆ หรอก

ลองลิสต์งานชิ้นเล็กๆ ออกมาซัก 10-20 ชิ้น แต่ละชิ้นใช้เวลาไม่เกิน 5-10 นาที แล้วลองตะลุยทำงานพวกนี้ดู จะรู้สึกว่าตอนบ่ายผ่านไปโดยไม่เหนื่อยและไม่เนือยเกินไปนัก พอหมดวันเราจะเคลียร์งานเสร็จไปได้เยอะเลยทีเดียว

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3 (เหลือ 17 ที่)

เราสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้เสมอ

20190429_justify

และตรงนี้แหละที่อันตราย

เพราะคนเรามี 4 มาตรฐาน

หนึ่งให้ศัตรู สองให้คนอื่น สามให้คนใกล้ตัว และสี่ให้ตัวเอง

เราเข้มงวดกับศัตรู และผ่อนปรนให้ตนเองเสมอ

เวลามีข่าวดราม่าอะไร เราจึงสนุกกับการไปร่วมแสดงความเห็น ประณามตัวร้ายในละครเรื่องนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกดี ภาษาฝรั่งเรียกว่า moral superiority

แต่พอคนใกล้ตัวเป็นเสียเอง หรือเราเป็นเสียเอง เรากลับไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนเลวร้ายอะไร แค่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับเท่านั้นเอง

สิ่งที่ทำได้ คือลดช่องว่างทางมาตรฐาน

เพิ่มมาตรฐานให้ตนเอง ลดมาตรฐานให้คนอื่น

เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้ไม่พลั้งเผลอกลายเป็นผู้ร้ายในดราม่าเสียเอง

วิธีรับมือเวลาลูกถามว่า “ทำไม” ติดๆ กัน

20190427

ใครเคยดูการ์ตูน “อิ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา” คงจะจำได้ว่าอิ๊กคิวซังนั้นแพ้ทาง “เจ้าหนูจำไม” ที่ชอบถาม “จำไม” (ทำไม) ต่อๆ กันจนอิ๊กคิวซังเดินถอยหลังจนตกน้ำ

คนที่เป็นพ่อ-แม่ทุกคนก็ย่อมได้เจอเจ้าหนูจำไมในชีวิตจริงเช่นกัน

นั่นก็คือลูกของเราเอง

แม้ว่าเราจะรักลูกแค่ไหน แต่พอลูกถามทำไมบ่อยๆ เข้า มันก็อดไม่ได้ที่จะมีอารมณ์รำคาญและอยากตอบแบบขอไปที

แต่ผมไปเจอคำตอบใน Quora ประเด็นนี้พอดี และคิดว่ามีประโยชน์มาก เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เวลาเด็กตัวน้อยถามว่า “ทำไม” นั้น เขาไม่ได้มองหาคำตอบใดคำตอบหนึ่งเหมือนเวลาผู้ใหญ่ถาม

คำถามว่า “ทำไม” ของเด็ก มันมีความหมายประมาณว่า “เล่าให้หนูฟังมากกว่านี้หน่อย” (Tell me more about this topic)

เหตุผลที่เค้าใช้คำถามว่า “ทำไม” เป็นเพียงเพราะว่าเขาไม่รู้วิธีการตั้งคำถามในรูปประโยคอื่นเท่านั้นเอง

เวลาเราเจอคำถามว่า “ทำไม” ครั้งแรก เราควรตอบตามปกติ แต่ถ้าเขาถามว่า “ทำไม” อีก ลองแปลคำถามนี้ว่า “เล่าให้ฟังเพิ่มหน่อยสิ”

ตัวอย่างเช่น

“พ่อครับ ทำไมมดต้องเดินลงรูกันด้วยครับ”

“อ๋อ มันเป็นรูที่เข้าไปสู่รังมดน่ะครับ มดพวกนี้เค้ามีบ้านหลังใหญ่ใต้ดินที่เรามองไม่เห็น”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะบ้านของมันอยู่ตรงนั้นไง”

“ทำไมล่ะครับ”

(ตอนนี้เราจะเริ่มหงุดหงิดแล้วเพราะคิดว่าเราตอบคำถามไปเรียบร้อยแล้ว แต่จริงๆ แล้วเด็กเค้าแค่อยากจะรู้รายละเอียดเพิ่ม แต่ถามวิธีอื่นไม่เป็น)

“เพราะมดอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ที่มีโพรงเต็มไปหมด มีทั้งมดงาน มีทั้งมดนางพญา รวมถึงไข่มดเม็ดเล็กๆ อีกด้วยนะ มดพวกนี้ขยันดูแลบ้านของมันให้สะอาดทุกวัน มันก็เลยขนเม็ดทรายไปมาตลอดเวลา มดที่เป็นเบบี๋กินเก่งมาก ส่วนมดนางพญาจะเป็นคนสั่งมดทุกตัวว่าต้องทำอะไรบ้าง”

เมื่อได้ฟังคำตอบประมาณนี้ เด็กจะยิ่งสนใจเรื่องมดมากขึ้นไปอีก แต่จะยังไม่ถามว่า “ทำไม” เพิ่ม เพราะข้อมูลที่เราให้เขานั้นก็มากเพียงพอที่จะเอาไปคิดต่อได้อีกซักพัก

ขั้นตอนถัดไป (ถ้าเรามีเวลา) คือหาหนังสือเกี่ยวกับมดมาอ่านให้เขาฟัง หรือไม่ก็ลองเอาอาหารวางไว้ใกล้ๆ รังมดแล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำอะไรก็ได้ที่จะกระตุ้นความสนใจของเด็กในเรื่องนี้ต่อไป

จำไว้ว่า “ทำไม” เป็นคำถามที่เป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะนั่นแสดงว่าลูกของเรากำลังสนใจใคร่รู้ความเป็นไปในโลกใบนี้ และสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เราจะทำกับเด็กได้ก็คือการทำให้เขารู้สึกไม่ดีเวลาเขาถามคำถาม เช่นตอบแบบขอไปที หรือพูดตัดบทว่าเลิกถามได้แล้ว

ขอให้รับมือกับเจ้าหนูจำไมได้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปนะครับ!

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Shulamis Ossowsk’s answer to How do you manage the typical toddler asking the question “why” over and over again?

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3