Pic & Pause: Hugh Herr

20151016_HughHerr

สวัสดีครับ

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่าให้ฟัง แต่มี Pic & Pause ที่ร้างลาไปนาน

Pic & Pause คือรูปที่ผมดูแล้วต้อง “หยุดกึก” ไปแป๊บนึง เพราะมันมีพลังและมีความหมายแฝงอยู่

รูปนี้เป็นของชายที่ชื่อว่า ฮิ้ว เฮอร์ (Hugh Herr)

ผมเจอรูปนี้ใน Quora ภายใต้หัวข้อ What has been the greatest comeback in history?

Comeback ในที่นี้หมายถึงคนที่ล้มลงแล้วลุกขึ้นมาใหม่ หรือคนที่เคยตกต่ำแต่กลับมายิ่งใหญ่ได้

ฮิ้วเคยได้รับขนานนามว่าเป็น “นักปีนเขาอัจฉริยะ” (prodigy rock climber) ตอนอายุ 8 ขวบฮิ้วก็ปีนเขาความสูง 3,544 เมตรแล้ว!

ปี 1982 ในวัย 17 ปี ฮิ้วกับเพื่อนไปปีน Mount Washington ใน New Hampshire แล้วเจอพายุหิมะกระหน่ำจนติดอยู่บนภูเขาถึงสามวัน แม้จะมีทีมเข้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ได้ แต่ขาของฮิ้วก็โดนน้ำแข็งกัดอย่างรุนแรงจนหมอตัดสินใจให้ตัดขาฮิ้วทั้งสองข้าง

ฮิ้วยิ่งสะเทือนใจเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่า หนึ่งในทีมงานที่ออกตามหาฮิ้วนั้นเสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจ

ฮิ้วพูดไว้ใน Ted.com ว่า ตอนแรกเขารู้สึกว่าตัวเอง broken (ชีวิตพังทลาย) แต่เมื่อมีสติก็คิดขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ broken – a human can never be broken คนเราไม่มีใครมาทำลายได้

สิ่งที่ broken จริงๆ คือเทคโนโลยีต่างหาก ถ้าหากเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่านี้ ก็ย่อมช่วยให้คนที่สูญเสียอวัยวะไปกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

ตอนเป็นวัยรุ่นฮิ้วเรียน technical college (อารมณ์คงคล้ายๆ เพาะช่าง) เลยมีทักษะและความรู้เรื่องการประดิษฐ์อุปกรณ์ ฮิ้วจึงศึกษาวิธีการทำขาเทียมและสร้างขาเทียมด้วยตัวเองจนทำให้เขากลับมาปีนเขาได้อีกครั้ง

แถมขาเทียมที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมายังมีข้อได้เปรียบกว่าขวาปกติตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงเพื่อให้เข้ากับรอยแยกบนหน้าผาได้

สุดท้ายฮิ้วที่ใส่ขาเทียมสามารถปีนเขาได้สูงกว่าสมัยที่ฮิ้วมีขาจริงอยู่เสียอีก!

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น จากเด็กที่ไม่ได้สนใจการเรียนเท่าไหร่ ฮิ้วศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาฟิสิกส์ที่ Millersville University จากนั้นก็ไปเรียนต่อด้าน Mechanical Engineering ที่ MIT ปิดท้ายด้วย PhD ด้าน Biophysics จาก Harvard โอ้แม่เจ้า!

ตอนนี้ฮิ้วเป็นอาจารย์อยู่ที่ MIT และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Bionics (ชีวประดิษฐศาสตร์) และได้ผลิตขาเทียมที่ใส่แล้วรู้สึกราวกับว่าเป็นขาคนจริงๆ

คนที่เคยสูญเสียขาไปแล้วได้ใส่ขาเทียมของฮิ้วเป็นครั้งแรกมักอุทานว่า Oh My God! ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่น้ำใสๆ จะไหลรินจากตา

ฮิ้ว เฮอร์คือตัวอย่างของมนุษย์ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นแรงผลักดันที่จะสร้างความก้าวหน้าให้กับโลกใบนี้

นับถือใจเขาจริงๆ ครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Quora.com

ขอบคุณข้อมูลจาก
Quora: What has been the greatest comeback in history?
Wikepedia: Hugh Herr
TED: The new bionics that let us run, climb and dance
Jothy Rosenberg: Who Says I Can’t : Hugh Herr full episode

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Pic & Pause : 100 Years Project by Keen Heick-Abildhauge

20150320_100YearsProject

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ Evdokiya (อ่านว่า “เอี๊ยฟเดกีญา”)

เธอเป็นชาวรัสเซียอายุ 100 ปี

และเป็นหนึ่งใน 100 คนที่ช่างภาพชาวเดนมาร์คที่ชื่อ Keen Heick-Abildhauge (ผมไม่รู้ว่าออกเสียงยังไง) นำมาแสดงในผลงานที่ชื่อว่า “100 Years Project”

นายคีนบอกไว้ว่า หลังจากที่เขามาอยู่ในรัสเซียได้สักพัก เขาเกิดอยากแชร์ความสวยงามของชาวรัสเซียให้โลกรู้

เขาจึงใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อพบปะผู้คนและไถ่ถามถึงความฝันของเขา

และสิ่งที่ได้ คือแกลเลอรี่ที่รวบรวมภาพของคนหนึ่งร้อยคน เรียงจากเด็กอายุ 1 ขวบจนถึงคุณทวดวัย 100 ปีอย่างเอี๊ยฟเดกีญา

แต่ละคน จะมีข้อมูลว่าบ้านเกิดอยู่ที่ไหน (เคย)ทำงานอะไร และความฝันของเขาหรือเธอคืออะไร

แค่การนั่งดูรูปไปช้าๆ เพื่อพิจารณาถึงแววตาและริ้วรอยแห่งประสบการณ์ ก็ได้อารมณ์แล้ว

แต่ยิ่งได้อารมณ์ขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่าน “ความฝัน” ของแต่ละคน

ความฝันของเอี๊ยฟเดกีญา คือการเดินเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาใคร และได้มีชีวิตต่อไป (I dream of walking by myself, being independent and alive)

เป็นความฝันที่ดูจิ๊บจ๊อยและธรรมดาเหลือเกินสำหรับพวกเรา

แต่สักวันหนึ่ง พวกเราเองก็อาจจะมีฝันเหมือนเธอก็ได้

ลองดูนะครับ ว่าความฝันของพวกเขา เหมือนของคุณบ้างรึเปล่า

—–

Sources

Bored Panda: 100 Years Project: I Captured Portraits And Dreams Of People From 1 To 100 Years Of Age

Pronounce Names: Evdokiya

Pic & Pause: Batkid

20150227_PicNPause_Batkid

Batkid

นี่คือภาพ Batkid กับ Batman ที่ถ่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 โดยช่างภาพชื่อ เจฟ ชู จากสำนักข่าวเอพี  (AP PHOTO/JEFF CHIU)

คนที่อยู่ในชุด Batkid เป็นเด็กน้อยนามว่า ไมลส์ สก๊อต (Miles Scott)

ไมลส์ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นลูคิเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) ตั้งแต่อายุแค่ 20 เดือน และต้องเข้ารับการรักษาด้วยการทำคีโมไปหลายรอบ

ทุกคนทราบกันดีว่าการรักษาด้วยคีโมนั้นทรมานแค่ไหน ขนาดผู้ใหญ่หลายคนยังทนไม่ได้

คิดกลับไปถึงตัวเองในวัยเดียวกับไมลส์ แค่โดนมดกัดก็ร้องไห้จ้าแล้ว

ความเจ็บปวดที่ไมลส์ต้องเจอจากการรักษานั้นคงยากที่เราจะจินตนาการถึงได้

โรคลูคิเมียและคีโมทำให้ไมลส์เป็นเด็กที่ค่อนข้างอ่อนแอและเหนื่อยง่าย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ไมลส์มีความฝันอยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่อย่างแบทแมน

—–

ที่อเมริกามีองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า Make A Wish

มีเป้าหมายหลักคือช่วยทำความฝันของเด็กที่กำลังป่วยหนักให้เป็นจริง

เมื่อ Make A Wish รู้ว่าไมลส์อยากเป็นแบทแมนก็เลย “จัดให้”

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ่อแม่พาไมลส์เดินทางมาที่เมืองซานฟรานซิสโก โดยหลอกไมลส์ว่ามาหาหมอ

แต่จู่ๆ แบทแมนก็ปรากฎตัว แล้วยื่นชุด “แบทคิด” ให้เจ้าหนูไมลส์สวมใส่ พร้อมทั้งพาไปปฏิบัติภารกิจด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นการช่วยผู้หญิงที่ถูกมัดและกำลังจะถูกรถทับ จับกุม “นายปริศนา” (Riddler) เข้าคุก และช่วยเหลือ “ลูซีล”  (Lou Seal), มาสค็อตประจำเมืองซานฟรานซิสโกให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมนุษย์เพนกวิน

—–

ตอนแรก Make A Wish ต้องการจะจำลองสถานการณ์เสมือนว่า แบทคิดและแบทแมนกำลังอยู่ในเมืองก็อธแฮมจริงๆ (Gotham  คือชื่อเมืองในเรื่องแบทแมน) จึงประกาศหาอาสาสมัครในซานฟรานซิสโกประมาณ 100-200 คนมาทำตัวเป็น “ชาวเมืองก็อธแฮม” เพื่อมาให้กำลังใจแบทคิดหลังเสร็จสิ้นภารกิจและขึ้นรับรางวัลที่ศาลาว่าการ (City Hall)

ปรากฎว่ามีคนสนใจและนำไปแชร์ต่อกันอย่างคาดไม่ถึง กลายเป็นข่าว viral ในระดับที่แม้แต่ประธานาธิบดีโอบามายังอัดวีดีโอ Vine ส่งกำลังใจมาให้

ดังนั้นในวันที่เจ้าหนูแบทคิดออกปฏิบัติการ จึงมีชาวเมืองก็อธแฮมมาคอยถือป้ายให้กำลังใจในทุกภารกิจตลอดทั้งวัน

และในช่วงเย็นของวันนั้น เมื่อแบทคิดและแบทแมนขึ้นรับรางวัลเป็นกุญแจช็อคโกแลตจากผู้ว่าเมืองก็อธแฮม ก็มีชาวเมืองมาร่วมเป็นสักขีพยานถึง 20,000 คน

—–

แน่นอน เรื่องนี้มีทั้งคนชื่นชมและคนตั้งคำถาม ว่าทำไมกับเด็กเพียงแค่คนเดียวถึงต้องลงทุนขนาดนั้น เอาเงินไปช่วยเหลือคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ?

ซึ่งเรื่องนี้ผมคงละไว้ให้ท่านผู้อ่านตัดสินใจกันเอง

แต่สิ่งที่ผมสนใจคือปฏิกิริยาของคนร่วมหมื่นที่พร้อมใจกันมาช่วยทำให้ความฝันของเด็กคนหนึ่งเป็นจริง

ผมว่ามันเป็นความงดงามของมนุษย์ ที่ยินดีจะทำอะไรที่ “ดูเหมือนจะไร้สาระและสิ้นเปลือง” เพื่อเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่ง

อาจจะเพราะเขามองว่า เจ้าหนูไมลส์ไม่ใช่แค่เด็กคนหนึ่ง แต่เป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังป่วยเป็นโรคร้ายอีกนับไม่ถ้วน

และเพราะเจ้าหนูไมลส์ก็เป็น “ซุปเปอร์ฮีโร่” จริงๆ

อย่างน้อยก็ในสายตาของพ่อแม่ที่เคยทุกข์ใจเวลาลูกป่วยครับ

Source:  NPRCBS News, ABC News, Vimeo

Pic & Pause: A wedding ceremony

MiyakeIsland

นี่ไม่ใช่ภาพจากในหนัง แต่ถ่ายจากงานแต่งงานแห่งหนึ่งจริงๆ

และเชื่อมั้ยครับว่า สถานที่แห่งนี้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น!

เกาะมิยาเกะ (Miyakejima) เป็นหนึ่งในหมู่เกาะอิซุ (Izu) ที่อยู่ห่างจากโตเกียวไปประมาณ 180 กิโลเมตร โดยสามารถจะนั่งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือนั่งเรือไปได้

เกาะนี้มีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่หลายลูก และในปีพ.ศ.2543 ภูเขาไฟชื่อโอยามะก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ทำให้ชาวเมืองราวสามพันคนต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานไปถึงห้าปี ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตที่นี่ได้อีกครั้ง

สิ่งที่อันตรายที่สุดในเกาะนี้คือแก๊สซัลเฟอร์ (Sulfur) ซึ่งเป็นพิษ และซึมออกมาจากทางผิวดินตลอดเวลา

ชาวเมืองทุกคนจะต้องมีหน้ากากกันแก๊สพิษนี้ติดตัว เมื่อมีสัญญาณไซเรนจากทางการเมื่อไหร่ แสดงว่าต้องสวมหน้ากากเพื่อป้องกันแก๊สซัลเฟอร์ที่สูงเกินขีดความปลอดภัย

เห็นภาพนี้แล้วก็ชวนให้ขนลุกนิดหน่อยเหมือนกัน

แต่ถ้าชาวโลกยังใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง วันหนึ่งเราอาจจะต้องมีหน้ากากก๊าซพิษติดตัวกันทุกคนก็ได้นะครับ

Source: Quora , KnowledgeNuts , Atlas Obscura

Pic & Pause: Taylor Morris and Danielle Kelly

20150213_TaylorMorrisK

รูปนี้ถูกถ่ายขึ้นเมื่อปี 2012 หรือเมื่อสามปีที่แล้ว โดยช่างภาพชื่อทิม ด๊อด (Tim Dodd)

ในภาพนี้ ผู้บ่าวชื่อเทย์เล่อร์ มอร์ริส ผู้สาวชื่อแดเนี่ยล เคลลี่

สองคนนี้คบกันตั้งแต่ปี 2005 หรือสมัยยังเรียนอยู่มัธยมปลายเท่านั้น ในเมืองเล็กๆ ชื่อ ซีดาฟอลส์ (Cedar Falls) รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา (จำนวนประชากรในเมืองซีดาฟอลส์มีประมาณ 40,000 คน พอๆ กับจำนวนคนในเขตสัมพันธวงศ์ เขตที่เล็กที่สุดของกทม.)

ตอนเรียนม.ปลายนั้นเทย์เล่อร์ก็ยังมีอวัยวะครบถ้วนเหมือนคนทั่วๆ ไปนะครับ

แต่เมื่อจบม.ปลายแล้ว เทย์เล่อร์เข้าร่วมกองทัพเรือของสหรัฐเมื่อปี 2007 และเข้ารับการฝึกฝนจนได้เป็นหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการ EOD (Explosive Ordinance Disposal) หรือหน่วยกู้ระเบิดนั่นเอง

20150213_TaylorMorris4

มกราคมปี 2012 เทย์เล่อร์ถูกส่งตัวไปประจำการที่อัฟกานิสถานเป็นเวลา 8 เดือน

แต่เทย์เล่อร์อยู่ไม่ครบแปดเดือนครับ

วันที่ 3 พฤษภาคมในปีนั้น เทย์เล่อร์เหยียบกับระเบิด แรงระเบิดนั้นทำให้เทย์เล่อร์เสียขาทั้งสองข้าง มือข้างขวา และแขนซ้ายตั้งแต่บริเวณข้อศอกลงไป

ตอนที่เกิดเหตุนั้นทั้งคู่ยังอายุแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง

วันที่แดเนี่ยลได้ข่าวว่าเทย์เล่อร์ถูกระเบิด เธอบอกว่าเธอหายใจไม่ออกและถึงขั้นอาเจียนออกมา

เมื่อกลับมารักษาตัวที่วอชิงตันดีซี แดเนี่ยลก็ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลเทย์เล่อร์ทุกวัน

20150213_TaylorMorris1020150213_TaylorMorris11

20150213_TaylorMorris9

—–

ชีวิตของคนเราเจอจุดพลิกผันได้เสมอ

และผมได้ยินหลากหลายเรื่องราว ที่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง คนที่คบหาอยู่ด้วยนั้นเลือกที่จะเดินจากไป

…ออกจากชีวิตไปในช่วงเวลาที่อีกคนต้องการใครซักคนในชีวิตมากที่สุด

แต่มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะ

เพราะไม่มีใครอยากลำบากหรอก

ผมหันไปมองที่ภรรยาที่กำลังหลับอยู่ตอนนี้

ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งผมต้องเจอแบบเทย์เล่อร์ขึ้นมา ภรรยาจะทำเช่นไร

หรือถ้าภรรยาต้องเจอเหตุการณ์คล้ายเทย์เลอร์ ผมจะทำเช่นไร

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่เจอวิบากเช่นนั้น (คงต้องเร่งทำบุญและขออโหสิกรรมกันหน่อย)

แต่ถ้าโชคไม่ดีจริงๆ ขอให้เราทำได้ซักครึ่งนึงของคู่นี้ ผมว่าก็โอแล้วนะ

มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์แล้วไม่ทิ้งกัน คงไม่ขออะไรมากไปกว่านี้

—–

มีข่าวดีด้วยครับ

ทั้งเทย์เล่อร์และแดเนียล ได้กลับไปใช้ชีวิตที่ Cedar Falls แล้ว และกำลังจะสร้างบ้านไม้ริมทะเลสาบที่ทั้งคู่เคยฝันไว้ตั้งแต่สมัยก่อนเทย์เล่อร์จะไปประจำการที่อัฟกานิสถาน

และเมื่อวันที่ 14 กันยายนปีที่แล้ว เทย์เล่อร์ได้ขอแดเนี่ยลแต่งงาน และเธอตอบตกลง

งานแต่งงานของทั้งคู่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ครับ (น่าจะเป็นช่วงไตรมาสที่สามนะครับ)

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับทุกคน

20150213_TaylorMorris3

Sources: Taylor Morris , Tim Dodd PhotographyWaterloo Cedar Falls Courier