ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

หนึ่งในวงดนตรีไทยที่ผมชอบมากที่สุดคือวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ซึ่งอยู่ในวงการมา 21 ปีแล้ว

เพลงที่น่าจะแมสที่สุดของวงคือเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ “ดา เอ็นโดรฟิน” กับ “ป๊อป ปองกูล” นำมาคัฟเวอร์

ที่ผมชอบวงนี้ เพราะว่าเนื้อหาและลีลาการเขียนเพลงของ “พี่ตุล” ตุล ไวทูลเกียรติ ผู้เป็นนักร้องนำของวงนั้นมีความเป็นกวีและมีความเป็นนักต่อสู้สูงมาก

ผมเคยได้ฟังพี่ตุลมาออกรายการ “ป๋าเต็ดทอล์ก” เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้ไปร่วมงาน Sacred Mountain Festival และได้ใช้เวลาท่ามกลางผู้คนที่สนใจด้านจิตวิญญาณและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

พี่ตุลเล่าถึงจังหวะที่เดินเข้าไปในร้านน้ำชาในงานนี้ และได้พูดคุยกับคนขายชาซึ่งเป็นแฟนเพลงวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า

น้องคนนั้นถามคำถามหนึ่งที่พี่ตุลคิดว่าดีมาก:

“ชีวิตนี้พี่ยังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย”

ซึ่งพี่ตุลก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า

“ผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำมาแล้ว และผมก็จะแฮปปี้ถ้าผมได้ทำต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันจะจบลงวันนี้ ผมก็แฮปปี้นะ เพราะกิจกรรมที่ผมต้องการจะทำต่อมันก็คือกิจกรรมเดิมนี่แหละ ผมไม่เคยคาดหวังที่จะทำอะไรมากไปกว่างานเขียน ดนตรี และสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้”


วัย 30-45 ปีคือวัยที่เรายุ่งเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นช่วงของการสร้างเนื้อสร้างตัว ยิ่งถ้าใครมีลูกเล็ก แค่จะหาเวลานอนยังยาก แถมหน้าที่การงานก็ไม่ง่าย ต่อให้มีเทคนิคการบริหารเวลาที่ดีแค่ไหน หลายคนก็รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ

พอรู้สึกว่าเวลามีน้อยเหลือเกิน สิ่งที่ต้องทำมีมากมายเหลือเกิน เราจึงมองได้ไม่ไกลมากนัก แค่เอาตัวให้รอดในเดือนนี้หรือในสัปดาห์นี้ได้ก็เก่งแล้ว

เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่บน timescale ที่ค่อนข้างสั้น ด้วยความหวังว่าสักวันเราจะยุ่งน้อยลง เราจึงมักผัดผ่อนสิ่งที่รู้ว่าควรทำมาตลอด

บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่เราเคยรับปากกับคนอื่นเอาไว้ บางเรื่องก็สิ่งที่เราเคยรับปากกับตัวเองเอาไว้ แต่ด้วยหลายปัจจัยเราจึงไม่เคยได้ทำสิ่งเหล่านั้น

คำถามคือหากวันนี้เวลาของเราหมดลง หรือเวลาของคนที่เราเคยรับปากเขาไว้นั้นหมดลง เราจะมีความค้างคาใจหรือไม่

และถ้ามันจะเกิดความรู้สึกเสียดายหรือเสียใจในภายหลัง มันมีอะไรที่เราจะพอทำได้ในวันนี้พรุ่งนี้เพื่อลดความคาใจนั้นหรือเปล่า

แน่นอนว่าคำตอบไม่เคยง่าย เรื่องบางอย่างเราก็ยังทำไม่ได้จริงๆ แต่กับบางเรื่อง ถ้าเราลดข้อแม้ลงบ้าง ก็อาจมีหนทางมากกว่าที่เราคิด

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

ขอให้คำถามนี้ผุดขึ้นในใจบ่อยๆ เพื่อช่วยนำทางในการเลือกใช้เวลาต่อจากนี้ครับ

บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องการบริหารเวลา

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits เคยชี้ให้เห็นว่าเวลาเราพูดว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” แท้จริงแล้วเราอาจกำลังพูดว่า “เราไม่เหลือแรงที่จะทำเรื่องนี้” หรือไม่เราก็กำลังบอกว่า “จริงๆ แล้วเราไม่ได้สนใจที่จะทำเรื่องนี้หรอก”

แทนที่จะพยายามบริหารเวลาให้ดีขึ้น เราควรกลับมาดูแลตัวเองให้ดีขึ้น และหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจอย่างแท้จริง

ถ้าเราได้พักผ่อนมาเพียงพอ และได้ทำเรื่องที่ตัวเองสนุก การหาเวลาเพื่อทำสิ่งนั้นก็แทบจะไม่เป็นปัญหาเลย

แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถทำเฉพาะทุกสิ่งที่เราอยากทำได้ เพราะชีวิตก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่ถ้าเราปล่อยให้หน้าที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากเกินไป เราอาจหลงลืมหรือละเลยที่จะทำในสิ่งที่เคยเติมเต็มเราได้ เพราะเราไม่เคยมีเวลาให้กับมัน และได้แต่บอกตัวเองว่า วันหนึ่งเมื่อเราพร้อม เราจะกลับไปทำสิ่งนั้น ซึ่งวันนั้นก็ยังไม่เคยมาถึงเสียที

บางทีเราอาจต้องคิดแบบ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks ที่บอกว่าเราควรเลิกรอให้ถึงวันที่เรา “เอาอยู่ทุกอย่าง” ถึงจะค่อยเริ่มทำสิ่งที่เรารัก

บางทีเราต้องเริ่มทำสิ่งที่เรารักตั้งแต่วันนี้ และพร้อมเผชิญความรู้สึกว่าเรากำลังบกพร่องในบางหน้าที่ดูบ้าง

ชีวิตไม่ควรแสวงหาความเพอร์เฟ็กต์ เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าเราทำได้จริง เราควรทำได้ไปนานแล้ว เพราะอ่านหน้งสือมาแล้วตั้งกี่เล่ม ใช้แอปมาแล้วตั้งกี่ตัว

บางทีมันจึงไม่ใช่เรื่องการบริหารเวลา แต่มันคือการบริหารพลังงาน บริหารความเข้าใจตนเอง และบริหารความกล้าที่จะลองปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการใช้ชีวิตครับ

ฝากถึงคนที่ชอบใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้สอนคลาสออนไลน์เรื่อง Time Management ให้กับพนักงานในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง

มีคำถามในคลาสที่ผมติดใจเป็นพิเศษ:

“ถ้าอยากประชุมไปและทำงานไปด้วย เราควรจัดการตัวเองอย่างไรดี”

ผมนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะปกติไม่ค่อยได้ทำอย่างนั้น แล้วก็ตอบไปว่าถ้าเราเป็นคนที่ต้องพูดบ่อยๆ หรือเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจฟัง ก็ไม่ควรทำงานอื่นไปด้วยในระหว่างการประชุม

แต่ถ้าการประชุมนี้เราไม่มีบทบาทอะไร แค่เข้ามารับฟังเฉยๆ และบางช่วงเนื้อหาไม่เกี่ยวกับเรา เราก็คงพอที่จะทำงานอื่นไปด้วยได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ เราก็ควรขอไม่เข้าร่วมประชุมนี้ดีกว่า

สิ่งที่อยู่ลึกกว่าการประชุมไปทำงานไป ก็คือความพยายาม multi-tasking เพื่อจะได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนทำงานที่ไม่เคยมีเวลาพอ


Oliver Burkeman บอกไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ว่า “ความฝันสูงสุด” ของคนทำงานจำนวนไม่น้อย คือการพยายามไปให้ถึงจุดที่เรา “เอาอยู่ทุกอย่าง” ทำงานเสร็จเรียบร้อย ตอบเมลครบทุกฉบับ อ่านครบทุกข้อความ แถมยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะทำทุกสิ่งที่เราอยากทำ

เราเลยชอบเสาะหาเครื่องมือใหม่ๆ แอปใหม่ๆ วิธีการทำงานใหม่ๆ ด้วยความหวังลึกๆ ว่ามันจะช่วยพาเราเข้าใกล้วันที่เราจะเอาอยู่จริงๆ เสียที

แต่เราก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะวันนั้นไม่เคยมาถึง เป็นเหมือนบ่อน้ำกลางทะเลทรายที่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่ามันเป็นเพียงภาพมายา


เมื่อกลางสัปดาห์ ผมมีโอกาสได้นั่งสนทนากับพี่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง ผมบอกเขาว่าสิ่งที่กำลังขบคิดอยู่ตอนนี้ คือแม้หน้าที่การงานจะไปได้ดี แต่ก็รู้สึกผิดที่ไม่เคยมีเวลาพอให้กับลูกสาวและลูกชายที่กำลังจะอายุครบ 8 ขวบและ 6 ขวบ

เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตัวพี่เขาเองก็เคยทำงานหนักมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกครั้งที่มีเวลาอยู่กับลูกสาวที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พี่เขาจะไม่ทำอย่างอื่นเลย จะอยู่กับลูกร้อยเปอร์เซ็นต์

คืนนั้น ผมส่งข้อความไปขอบคุณ และได้รับข้อความตอบกลับมาว่า

“การเลี้ยงลูก เป็นงานที่จะให้คุณค่ากับเรามากกว่างานไหนในชีวิต

เมื่ออายุมากขึ้น เราจะเข้าใจสิ่งนี้ครับ”


การประชุมไปทำงานไป เป็นเพียง “อาการ” อย่างหนึ่งของคนที่ต้องการใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

เราต้องการเค้นทุกหยาดหยดของเวลาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์กลับมามากเท่าที่จะทำได้

ผมจึงรู้สึกว่า หาก multi-task เป็นอาจิณ เราอาจนำความเคยชินติดกลับมาที่บ้าน

หากตอนทำงานเราชอบประชุมไปทำงานไป ก็มีความเป็นไปได้สูงเหลือเกินว่าเวลาที่เราอยู่กับลูก หรืออยู่กับพ่อแม่ เราก็จะพยายามทำอย่างอื่นไปด้วยเช่นกัน

เมื่ออยู่ด้วยกันดีๆ แล้วมีคนหนึ่งหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค อีกคนย่อมรู้สึกอึดอัดจนต้องหาอะไรทำ

ตัวอยู่ด้วยกัน แต่ใจเตลิดกันไปคนละทาง

เวลาที่เราอยู่กับคนสำคัญ เราจึงต้องหัดละวางความคิดเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เวลา เพราะคุ้มค่ากับคุณค่าเป็นคนละอย่าง

เมื่อต่างคนต่างมีเวลาน้อย เรามาใช้เวลานั้นเพื่อที่จะอยู่ด้วยกันอย่างแท้จริงกันนะครับ

ทำไมยิ่งอายุมากเวลายิ่งผ่านไปเร็วขึ้น

ประเด็นนี้มีนักจิตวิทยาถกเถียงกันมานาน เท่าที่ผมทราบยังไม่มีข้อสรุปที่ได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์

แต่คำอธิบายที่ผมชอบมากที่สุดมาจากบทสนทนาในซีรี่ส์เรื่อง Beef บน Netflix

Danny: Where does the time go, dude? Life, man.

George: I read that time speeds up as you get older, because when you’re a year old, that year is a hundred percent of your perception of time, but as you get older, that year is a smaller fraction of the time you’ve experienced.

สำหรับเด็ก 1 ขวบ 1 ปีคือ 100% ของเวลาทั้งหมดที่เขาได้ใช้บนโลกใบนี้

สำหรับเด็ก 10 ขวบ 1 ปีจะเป็นเพียงแค่ 10%

สำหรับเด็กมหาลัย 20 ปี 1 ปีจะมีค่าเท่ากับ 5%

สำหรับผู้ใหญ่อายุ 40 ปี 1 ปีจะเหลือแค่ 2.5%

สำหรับคนชราอายุ 80 ปี 1 ปีจะเท่ากับ 1.25% ของชีวิตทั้งหมด

ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ 1 ปีจะมีสัดส่วนในชีวิตเราน้อยลงเรื่อยๆ

ความทรงจำที่เรามีต่อทุกปีที่ผ่านไปจึงรู้สึกว่าสั้นลงเช่นกัน

ลองเอาไปขบคิดต่อกันดูนะครับ


ขอบคุณ Quote จาก Netflix: Beef: EP7 I am a cage, นาทีที่ 18

เวลาคืออัตตา

ผมได้ยินประโยคนี้ครั้งแรกจากการไปทริปของ IMET MAX ที่เมืองจันทบุรีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เป็นประโยคชวนคิด ว่าเวลาของนาฬิกามันมาเกี่ยวพันกับความเป็นตัวกูของกูได้อย่างไร

คนที่แนะนำประโยคนี้ให้เราได้รู้จักคือ “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการบริหารแม่ฟ้าหลวง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

พี่ก็เล่าให้ฟังว่ารู้จักคอนเส็ปต์นี้จากนิทรรศการของศิลปินนาม “คามิน เลิศชัยประเสริฐ” ที่เชียงใหม่

เวลาคือสิ่งที่เรา “รู้สึก” อยู่ทุกวัน ถ้าอยากเห็นอัตตาตัวเองให้ชัดๆ ให้ดูความรู้สึกที่เรามีต่อเวลา

หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ร้อนใจ หรือหงุดหงิด รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาเสียเวลากับเรื่องนี้ นั่นแสดงว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญ (priority) กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่อัตตาของเรากำลังให้ค่ากับสิ่งอื่นมากกว่า

ผมนึกถึงตัวเองเวลาที่กำลังเขียนบล็อกแบบเข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วลูกๆ ก็วิ่งเข้ามาในห้องอยากจะเล่นด้วย บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกขุ่นเคืองใจ แม้ปากจะตอบคำถามลูก แต่สายตาก็ยังจ้องจอมอนิเตอร์อยู่ ถ้ามองลึกลงไป ณ ขณะนั้น อัตตาของผมกำลังให้ความสำคัญกับการเขียนบล็อกมากกว่าการคุยกับลูก

ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องสลายอัตตาและอยู่แบบคนไม่ห่วงเวลา เพียงแต่เราสามารถใช้ “การรับรู้ของเวลา” เป็นระฆังเตือนให้เรามองเห็นตัวเอง

เมื่อเห็นตัวเองชัด ด้วยใจที่เป็นกลาง สติก็จะเกิด เราจะเห็นสิ่งตรงหน้าอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่อัตตาเราอยากให้เป็น

ใจที่บีบคั้นจะคลี่คลาย และเราจะทำหน้าที่ด้วยความเบาสบายกว่าเดิมครับ