เวลาลูกงอแงพ่อแม่ต้องหยุดใช้เหตุผล

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad That You Did) ของ Philippa Perry นักจิตบำบัดชาวอังกฤษซึ่งแต่งตัวได้จัดจ้านมาก

เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลยครับ ใครเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กวัยอนุบาลหรือประถมอยากแนะนำให้ลองไปหาอ่านกัน มีแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “เสียดายแย่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อ่าน” โดย สำนักพิมพ์ Bookscape ด้วย

คำแนะนำหนึ่งที่มีประโยชน์มากและผมลองเอามาใช้แล้วเวิร์คคือวิธีการรับมือตอนที่ลูกงอแง

พ่อแม่ทุกคนล้วนต้องเคยรับมือกับสถานการณ์ที่ลูกทำตัวไร้เหตุผล

เช่นอยากซื้อของเล่นแล้วโวยวาย ล้มแล้วร้องไห้ไม่หยุดทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้น ไม่กล้านอนคนเดียวเพราะกลัวผี ไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน ฯลฯ

พ่อแม่สายซอฟต์อย่างเราก็จะพูดจากับลูกดีๆ อธิบายเขาด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาไม่ควรซื้อของเล่น/ไม่ควรร้องไห้/ไม่ควรกลัวผี/ไม่ควรแย่งของเล่นกับคนอื่น

แต่พูดจาดีๆ แล้วหลายครั้งลูกก็มักไม่ยอมฟัง จนสายซอฟต์เริ่มต้องใช้ไม้แข็งหรือใช้แรงเข้าข่ม

ซึ่งสุดท้ายลูกก็ต้องยอมเราและสงครามเล็กๆ นี้เราก็เป็นฝ่ายชนะไปอีกครั้ง

แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สอน และผมมองว่าเป็น game changer เลยก็ว่าได้ ก็คือเราไม่ควรคุยกับลูกด้วยเหตุผล

ใช่ครับ อย่าใช้เหตุผลนำทาง อย่าพยายามแก้ปัญหา แต่ให้พยายามเข้าใจความรู้สึกของลูกและแสดงให้เขารู้ว่าเราพยายามเข้าใจเค้าอยู่นะ.

Don’t fix your child. Feel your child.

ตัวอย่าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“แต่วันก่อนหนูเพิ่งซื้อไปเองนะ”

“แต่หนูอยากเอาอีกตัวนี่หน่า”

“ที่บ้านมีตั้งเยอะแล้ว ยังเล่นไม่ครบทุกตัวเลย”

“แต่ตัวนี้มันน่ารักมากเลย หนูอยากได้”

“มันเปลืองตังค์นะ แม่ซื้อให้หนูทุกครั้งไม่ไหวหรอก”

“แต่หนูจะเอาๆๆๆๆ”

“ถ้าทำตัวอย่างนี้คราวหลังไม่พามาแล้วนะ”

นี่คือบทสนทนาที่แม่พยายามใช้เหตุผล และมักจะจบลงที่ลูกทำตัวไร้เหตุผลและเราต้องใช้คำขู่หรือการบังคับ

คราวนี้ลองพยายามเปลี่ยนจากการ fix เป็นการ feel บ้าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“ทำไมหนูถึงอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้ล่ะคะ”

“ก็มันน่ารักอ่ะค่ะ”

“น่ารักยังไง ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อย”

“ก็มันใส่ชุดสีชมพู ขนตายาว ผมสีทอง น่ากอดมากเลย”

“คล้ายๆ กับอีกตัวที่บ้านเลยเนอะ น่าจะเป็นเพื่อนกันได้”

“ใช่ๆ เอามาเป็นคู่หูได้”

“แม่รู้ว่าหนูอยากได้ตัวนี้ แต่วันนี้แม่ซื้อให้ไม่ได้จริงๆ เพราะเราต้องรู้จักประหยัด”

“ประหยัดแปลว่าอะไรคะ”

แล้วบทสนทนาก็ดำเนินไป แน่นอนว่าสุดท้ายลูกอาจจะยังยืนกรานที่จะซื้อตุ๊กตาอยู่ก็ได้

แต่ผมลองวิธีนี้หลายครั้งแล้วก็ได้พบว่าเมื่อเราแสดงออกว่าเราอยากรู้อยากเข้าใจความรู้สึกของเขา ท่าทีของเขาจะอ่อนลง ไม่งอแง ไม่ต่อล้อต่อเถียงเหมือนที่เคย แถมยังพร้อมจะฟังและเข้าใจเรามากขึ้นด้วย

สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็อาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าคนที่เข้าใจเขา

ละทิ้งการใช้เหตุผลไปก่อน แล้วลองตั้งต้นด้วยความรู้สึก

แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกอาจจะราบรื่นขึ้นนะครับ

จะเลี้ยงลูกอย่างไรในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

มีกฎข้อหนึ่งที่ช่างกล้องทั่วไปนั้นรู้กัน

กฎที่ว่านั้นก็คือ เมื่อเราไปถึงโลเคชั่นที่จะถ่ายรูปแล้ว อย่าเพิ่งกางไตรพ็อดออกมาติดตั้งกล้อง

เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น เราจะเคลื่อนย้ายลำบาก ต้องคอยแบกไตรพ็อดที่ติดกล้องไปไหนต่อไหน

วิธีที่ถูกต้องคือถือกล้องเอาไว้ในมือแล้วลองสำรวจพื้นที่ดูก่อน ลองถ่ายรูปหลายๆ ใบ เช็คดูว่ามุมกล้องและองค์ประกอบโอเครึยัง

พอแน่ใจแล้วว่านี่คือรูปที่เราอยากถ่าย จึงค่อยเปิดกระเป๋าเอาไตรพ็อดออกมากาง

ในฐานะพ่อแม่ เราก็ควรเลี้ยงลูกแบบนั้นเช่นกัน

ให้ลูกได้ลอง “สำรวจพื้นที่” ดูก่อน

ให้เขาได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ดูว่าอะไรที่เขาสนุกและทำได้ดี ให้เขาวิเคราะห์ว่างานแบบไหนที่จะดีที่สุดสำหรับ 20 ปีข้างหน้า แล้วค่อยมานั่งคุยกับพ่อแม่เพื่อดูข้อดีข้อเสีย

ถ้าเราไปด่วนตัดสินใจแทนลูกว่าควรเรียนหมอหรือวิศวะโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะชอบมันรึเปล่า นั่นย่อมจะเป็นการไปปิดกั้นความเป็นไปได้ในชีวิตเขา

ดังนั้นจงปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูกและตัดสินใจเองเถอะ

เพราะชีวิตของเขาเราไปใช้แทนไม่ได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Srinath Nalluri’s answer to What should parents teach their kids?

พ่อแม่ต้องโตให้ทันลูก

เมื่อเช้านี้ผมกับแฟนพา “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยเกือบสามขวบไปทดลองเรียนมอนเตสซอรี่ที่ซอยพัฒนาการ 69 มาครับ

เขาให้ผู้ปกครองเข้าไปนั่งกับเด็กได้หนึ่งคน ผมกับ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ก็เลยรอด้วยการไปเล่นที่สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ทั้งเล่นทราย เดินบนสะพานเชือก และกระโดดแทรมโปลีน

กิจกรรมที่ใกล้รุ่งได้ทำวันนี้ก็เช่นจำแนกตุ๊กตาสัตว์ หยอดลูกบอลแต่ละสีให้ลงรู เอาฟองน้ำชุบน้ำจากเหยือกหนึ่งไปใส่อีกเหยือกหนึ่ง และทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายอย่าง

ผมกับแฟนชอบการเรียนการสอนแบบนี้ตรงที่มันเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก สำรวจตรวจสอบ ไม่กลัวที่จะออกนอกกรอบ ไม่กลัวที่จะทำอะไรเสี่ยงๆ

เสร็จจากทดลองเรียน ผมกับแฟนก็ไปดูเฟอร์นิเจอร์แถวเกษตร-นวมินทร์ ระหว่างดูเฟอร์นิเจอร์ เด็กๆ ก็วิ่งไปเล่นโน่นเล่นนี่ เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวจนผมต้องปรามหลายทีเพราะเกรงใจคนอื่นเขา ดูเสร็จก็หิวได้ที่เลยพาเด็กๆ ไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นที่คริสตัลพาร์ค

ระหว่างที่ผมกำลังสั่งอาหารอยู่ ปรายฝนกับใกล้รุ่งก็ยังไม่เลิกซน เอาพริกป่นมาเทใส่จานกองใหญ่จนพนักงานบริการในร้านตกใจเพรากลัวพริกจะเข้าตาน้อง ผมเลยต้องดุไปอีกรอบว่าอย่าเล่นพริก

สั่งอาหารเสร็จใกล้รุ่งก็เอาซุปมิโสะมาใส่ในแก้วน้ำเด็กแล้วยกซด พอเผลอแป๊บเดียวก็เอากระดาษทิชชู่เปียกยัดใส่แก้วใบเดิมจนกินซุปแก้วนั้นไม่ได้และต้องขอแก้วใหม่

ระหว่างที่ผมหงุดหงิดว่าทำไมลูกซนจัง ผมก็คิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

เออ เมื่อเช้าเราเพิ่งพาเขาไปมอนเตสซอรี่มาเอง

ที่เราพาเขาไปเรียนแบบนี้ ก็เพื่อที่จะให้ชอบการลองผิดลองถูก ไม่กลัวที่จะทำอะไรๆ ที่มันนอกกรอบ

แต่พาออกจากโรงเรียน ผมกับแฟนกลับคาดหวังให้เด็กๆ เชื่อฟังเราทุกอย่าง ห้ามเสียงดัง ห้ามเล่นพริกป่น ห้ามเอาทิชชู่เปียกมาใส่แก้ว อะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม เสียมารยาท เราห้ามเขาหมดเลย

ตกลงเราอยากให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์แค่ในโรงเรียนอย่างนั้นหรือ ตกลงเราต้องการให้ลูกของเราเป็นเด็กแบบไหนกันแน่

คิดได้อย่างนี้ ก็เลยขำๆ และเล่นไปตามน้ำกับใกล้รุ่งแทน ตราบใดที่มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้โต๊ะข้างๆ และพนักงานในร้านมากเกินไป ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

พ่อผมเคยเขียนไว้ว่า เมื่อต้องการฝนก็ต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง ของทุกอย่างมันมาเป็นแพ็คเกจ เราจะเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เราชอบอย่างเดียวนั้นมันเป็นไปไม่ได้

เมื่ออยากให้เด็กคิดและทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องยอมรับด้วยว่าบางครั้งเขาก็จะไม่ฟังเราหรอก ซึ่งนั่นแหละถูกแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่อย่างเราว่าจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้มีชั้นเชิงมากพอที่จะรับมือกับลูกเรารึเปล่า

เมื่ออยากให้ลูกเติบโต พ่อแม่ก็ต้องเติบโตให้ทันลูกด้วยเช่นกันครับ

เมล็ดพันธุ์นั้นอยากเติบโตอยู่แล้ว

20200217b

เมื่อเราฝังเมล็ดลงในผืนดิน เป็นธรรมชาติของมันที่จะอยากแตกหน่อ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นต้นอ่อน

ถ้าเมล็ดไม่โผล่ออกมา เราคงไม่โทษเมล็ดก่อน แต่จะดูว่าดินของเราร่วนซุยพอรึยัง มันได้รับแสงแดดเพียงพอมั้ย และเราได้คอยรดน้ำให้มันบ้างรึเปล่า

เช่นเดียวกับเด็กทุกคนที่อยากเติบโต เช่นเดียวกับคนทำงานทุกคนที่อยากก้าวหน้า

ถ้าเขาโตช้ากว่าที่เราหวัง อาจไม่ใช่ความผิดที่ตัวเขา แต่เป็นความบกพร่องของสภาพแวดล้อม

ถ้าไม่เห็นหน่ออ่อน ก่อนที่จะต่อว่าเมล็ด ลองกลับมารดน้ำ พรวนดิน และให้มันได้รับแสงสว่างอย่างเพียงพอดูก่อนดีมั้ยครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

วิธีรับมือเวลาลูกถามว่า “ทำไม” ติดๆ กัน

20190427

ใครเคยดูการ์ตูน “อิ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา” คงจะจำได้ว่าอิ๊กคิวซังนั้นแพ้ทาง “เจ้าหนูจำไม” ที่ชอบถาม “จำไม” (ทำไม) ต่อๆ กันจนอิ๊กคิวซังเดินถอยหลังจนตกน้ำ

คนที่เป็นพ่อ-แม่ทุกคนก็ย่อมได้เจอเจ้าหนูจำไมในชีวิตจริงเช่นกัน

นั่นก็คือลูกของเราเอง

แม้ว่าเราจะรักลูกแค่ไหน แต่พอลูกถามทำไมบ่อยๆ เข้า มันก็อดไม่ได้ที่จะมีอารมณ์รำคาญและอยากตอบแบบขอไปที

แต่ผมไปเจอคำตอบใน Quora ประเด็นนี้พอดี และคิดว่ามีประโยชน์มาก เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เวลาเด็กตัวน้อยถามว่า “ทำไม” นั้น เขาไม่ได้มองหาคำตอบใดคำตอบหนึ่งเหมือนเวลาผู้ใหญ่ถาม

คำถามว่า “ทำไม” ของเด็ก มันมีความหมายประมาณว่า “เล่าให้หนูฟังมากกว่านี้หน่อย” (Tell me more about this topic)

เหตุผลที่เค้าใช้คำถามว่า “ทำไม” เป็นเพียงเพราะว่าเขาไม่รู้วิธีการตั้งคำถามในรูปประโยคอื่นเท่านั้นเอง

เวลาเราเจอคำถามว่า “ทำไม” ครั้งแรก เราควรตอบตามปกติ แต่ถ้าเขาถามว่า “ทำไม” อีก ลองแปลคำถามนี้ว่า “เล่าให้ฟังเพิ่มหน่อยสิ”

ตัวอย่างเช่น

“พ่อครับ ทำไมมดต้องเดินลงรูกันด้วยครับ”

“อ๋อ มันเป็นรูที่เข้าไปสู่รังมดน่ะครับ มดพวกนี้เค้ามีบ้านหลังใหญ่ใต้ดินที่เรามองไม่เห็น”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะบ้านของมันอยู่ตรงนั้นไง”

“ทำไมล่ะครับ”

(ตอนนี้เราจะเริ่มหงุดหงิดแล้วเพราะคิดว่าเราตอบคำถามไปเรียบร้อยแล้ว แต่จริงๆ แล้วเด็กเค้าแค่อยากจะรู้รายละเอียดเพิ่ม แต่ถามวิธีอื่นไม่เป็น)

“เพราะมดอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ที่มีโพรงเต็มไปหมด มีทั้งมดงาน มีทั้งมดนางพญา รวมถึงไข่มดเม็ดเล็กๆ อีกด้วยนะ มดพวกนี้ขยันดูแลบ้านของมันให้สะอาดทุกวัน มันก็เลยขนเม็ดทรายไปมาตลอดเวลา มดที่เป็นเบบี๋กินเก่งมาก ส่วนมดนางพญาจะเป็นคนสั่งมดทุกตัวว่าต้องทำอะไรบ้าง”

เมื่อได้ฟังคำตอบประมาณนี้ เด็กจะยิ่งสนใจเรื่องมดมากขึ้นไปอีก แต่จะยังไม่ถามว่า “ทำไม” เพิ่ม เพราะข้อมูลที่เราให้เขานั้นก็มากเพียงพอที่จะเอาไปคิดต่อได้อีกซักพัก

ขั้นตอนถัดไป (ถ้าเรามีเวลา) คือหาหนังสือเกี่ยวกับมดมาอ่านให้เขาฟัง หรือไม่ก็ลองเอาอาหารวางไว้ใกล้ๆ รังมดแล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำอะไรก็ได้ที่จะกระตุ้นความสนใจของเด็กในเรื่องนี้ต่อไป

จำไว้ว่า “ทำไม” เป็นคำถามที่เป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะนั่นแสดงว่าลูกของเรากำลังสนใจใคร่รู้ความเป็นไปในโลกใบนี้ และสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เราจะทำกับเด็กได้ก็คือการทำให้เขารู้สึกไม่ดีเวลาเขาถามคำถาม เช่นตอบแบบขอไปที หรือพูดตัดบทว่าเลิกถามได้แล้ว

ขอให้รับมือกับเจ้าหนูจำไมได้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปนะครับ!

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Shulamis Ossowsk’s answer to How do you manage the typical toddler asking the question “why” over and over again?

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3