ดีกับดีที่สุด

20150615_GoodBest

วันจันทร์อีกแล้ว!

เคยอยากให้วันนึงมีมากกว่า 24 ชั่วโมง มั้ยครับ?

เพราะกิจกรรมในแต่ละวันเยอะกว่าคนสมัยก่อนไม่รู้ตั้งกี่เท่า

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราไม่เคยต้องมาอ่านเรื่องน่ารู้ทางไลน์ ต้องตามดู (และคอยอิจฉา) ชีวิตของเพื่อนทางเฟซบุ๊ค

เราไม่เคยต้องถ่ายรูปขึ้นอินสตาแกรม ตามข่าวการเมืองบนทวิตเตอร์ หรือดูละครหลังข่าว

เราไม่เคยต้องประชุมตอนกลางคืนกับเมืองนอก หรือดูบอลตอนตีสองสี่สิบห้า

จริงๆ แล้ว “ทางเลือก” ควรจะนำมาซึ่ง “อิสรภาพ” ที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก

แต่ไปๆ มาๆ ทางเลือกกลับทำให้เรามีอิสรภาพน้อยลง

เพราะพอมันมีอะไรน่าทำ แล้วเราก็ดันอยากทำไปเสียทุกอย่าง จนเวลาไม่เคยพอ

เมื่อไม่มีเวลา จะมีอิสรภาพได้อย่างไร

—–

มีคนเคยบอกว่า มนุษย์เราไม่มีปัญหากับการเลือกระหว่าง “สิ่งที่ดี” กับ “สิ่งที่เลว”

ปัญหาที่คนเราเจอ คือการเลือกระหว่าง “สิ่งที่ดี” กับ “สิ่งที่ดีที่สุด” ต่างหาก

ถ้าเราเห็นอะไรดีๆ ก็ทำหมด เราอาจจะไม่เหลือแรงหรือเวลาเพียงพอที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้

สิ่งที่ดีที่สุด มักจะไม่ใช่เรื่องหวือหวา ไม่ใช่เรื่องอินเทรนด์ ไม่ใช่เรื่องที่เพื่อนๆ ของเราจะหยิบขึ้นมาคุยตอนพักทานข้าวเที่ยง

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด มักจะเป็นกิจกรรม Q2 ที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

และเพราะมันไม่เร่ง ไม่อินเทรนด์ ไม่คูลนี่แหละ เราจึงปล่อยปละละเลยมันเสมอๆ

วันนี้คือวันแรกของสัปดาห์

มีสิ่งดีๆ ให้เราเลือกทำมากมาย

อย่าลืมหยิบสิ่งที่ดีที่สุดขึ้นมาทำบ้างนะครับ

ใครจะอยู่ถึงมะรืนนี้?

20150612_Jackma

“Today is difficult, tomorrow is much more difficult, the day after tomorrow is very beautiful, but most die tomorrow evening.”

วันนี้ช่างยากเย็น พรุ่งนี้ยิ่งยากกว่าหลายเท่า มะรืนนี้จะงดงาม แต่พวกเราส่วนใหญ่จะตายตอนย่ำค่ำวันพรุ่งนี้

– Jack Ma

ผมเห็นหน้าแจ๊กหม่าครั้งแรกในร้านหนังสือตอนไปเที่ยวฮ่องกงเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว

ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร แค่คิดว่าหน้าตาเหมือนคุณทักษิณชะมัด

เพิ่งมารู้ทีหลังว่าชายหน้าเหลี่ยมคนนี้คือเจ้าของ Alibaba เว็บขายส่งยักษ์ใหญ่จากเมืองจีนที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาอย่างยิ่งหลังจากที่แจ๊กหม่าพาอาลีบาบาเข้าตลาดหุ้นที่นิวยอร์คและเป็น IPO (มูลค่าของหุ้นในการเข้าตลาดวันแรก) ที่มีมูลค่าสูงสุดตลอดกาลถึง 21,800 ล้านเหรียญ (ส่วน IPO เฟซบุ๊คนั้นได้ที่ 8 ด้วยมูลค่า 16,007 ล้านเหรียญ)

เราคนไทยรู้กันดีอยู่แล้วว่าคนจีนนั้นขยันและทรหดแค่ไหน ใครที่อายุเกิน 30 อาจจะจำละครเรื่องลอดลายมังกร ตำนานของอาเหลียงที่มาเมืองไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบ เริ่มจากการทำงานเป็นจับกังจนสุดท้ายสามารถสร้างธุรกิจใหญ่โตได้

พวกเราที่เป็นคนรุ่น Millenials (คนที่เข้าสู๋วัยทำงานหลังปี 2000) อาจจะไม่เคยต้องดิ้นรนและขยันเท่าแจ๊กหม่าหรืออาเหลียง

แถมวัฒนธรรมการบริโภคที่ทุกอย่างมาไวไปไว ยิ่งทำให้เรายิ่งมีความอดทนน้อยลงไปอีกหลายเท่า

จนผมไม่แน่ใจว่า หากสถานการณ์บ้านเมืองหรือสถานการณ์โลกพลิกผัน เราจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้รึเปล่า

แจ๊กหม่าเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดถึงสามครั้ง เคยร่อนใบสมัครงานไป 30 ที่ก็ไม่มีใครรับ ขนาดสมัคร KFC ซึ่งมีคนสมัครทั้งหมด 24 คน แจ๊กหม่ายังอุตส่าห์เป็นคนเดียวที่เขาไม่รับ!

ถ้าเราเจอการปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างแจ๊กหม่า เราจะเสียเซลฟ์แค่ไหน แล้วเราจะยังสู้ต่อไปมั้ย?

“วันนี้ช่างยากเย็น พรุ่งนี้ยิ่งยากกว่าหลายเท่า มะรืนนี้จะงดงาม แต่พวกเราส่วนใหญ่จะตายตอนย่ำค่ำวันพรุ่งนี้”

หนทางวันข้างหน้าเราจะเจอเหตุการณ์ “วันนี้ช่างยากเย็น” อีกหลายครั้ง

จะมี Millenials ซักกี่คนที่จะอดทนต่อสู้จนได้เห็นความงดงามของวันมะรืนนี้?

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

จ้าง 500 เล่น 5,000

20150530_500_5000

จงสร้างนิสัย จ้าง 500 แต่เล่น 5,000 แล้วจะมีคนจ้างคุณ 50,000

– บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

—–

คำว่าจ้าง 500 เล่นซะ 5000 นี่ถือเป็นคำแซวคนที่ทำอะไรโอเว่อร์เกินไป

แต่คุณบอย วิสูตร แสงอรุณเ ผู้เขียนหนังสือ Bestseller หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “อิสระเราราคาเท่าไหร่” สามารถพลิกมุมมองให้เป็นประโยคชวนคิดได้

ชวนให้นึกถึงเพลง “สุดสุดไปเลย” ของนูโว

ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแต่ ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่ลังเล ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไปไม่ต้องยั้ง

ชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เขาจ้างจะจ้างเรามาด้วยเงินกี่มากน้อยก็แล้วแต่ เมื่อเราตัดสินใจรับข้อเสนอแล้ว ก็ควรจะซื่อตรงกับวิชาชีพของตัวเอง

ถ้ามัวคิดแต่คิดว่า เจ้านายลำเอียง ให้เงินเดือนเราน้อยกว่าคนอื่น ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำงานในแต่ละวันด้วย “เกียร์หนึ่ง” เป็นเพียงรถหวานเย็นฉิ่งฉับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ไปสนใจว่ารายได้ของเราจะมากหรือน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแค่ไหน

แต่สนใจเพียงแค่ว่า แต่ละวันเราได้ใช้ “เกียร์สี่” และได้ลงมือสุดฝีมือแล้วหรือยัง

ไม่มีบ่น ไม่เป็นคนงอแง ไม่มัวแต่มานั่งสงสัย

ความสามารถของเราก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งงานและเงินเดือนที่เหมาะสมก็จะวิ่งเข้ามาหาเราเอง

ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

7 สิ่งที่คุณจะได้จากการไปเที่ยวต่างแดน

20150525_7ThingsFromTraveling

หากคุณได้อ่านยูโรมโนสาเร่ของผมทั้ง 14 ตอน คงพอจะรู้ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวยุโรปมา

ผมเชื่อว่า การไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากได้พักผ่อนและได้ไปเยือนสถานที่ที่เราอยากไปแล้ว ยังมีผลพลอยได้อีกหลายข้อ จึงขอรวบรวมเท่าที่คิดได้มาไว้ ณ ตรงนี้นะครับ

1. ได้ฝึกการวางแผน
การเตรียมตัวไปเที่ยวนี่ต้องใช้พลังงานเยอะมากนะครับ เผลอๆ เยอะกว่าตอนทำงานอีก เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ต้องจัดระเบียบให้สอดคล้องกัน เช่นต้องรู้ก่อนว่าอยากจะเที่ยวที่ไหน จากนั้นก็ต้องเช็คกับสถานฑูตประเทศนั้นๆ ก่อนว่าจำเป็นต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า (บางประเทศอย่างอังกฤษบอกว่าไม่ควรจองตั๋วเครื่องบินก่อน แต่ประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีเอกสารละเอียดขนาดที่ว่าแต่ละคืนจะอยู่ที่ไหนเลยทีเดียว) จากนั้นก็ต้องจองที่พัก (ผมใช้บริการ airbnb.com นะครับ ใครไม่เคยลองขอแนะนำ!) จองตั๋วรถไฟระหว่างเมือง หรือจองรถยนต์ ต้องไปทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องเผื่อเวลาทำวีซ่า ต้องแลกเงินเตรียมไว้ ต้องจัดกระเป๋าเดินทาง (แฟนผมเก่งมาก เราไปเที่ยวกัน 18 วัน จัดกระเป๋าแค่ใบเดียว น้ำหนัก 18 กิโลเท่านั้น)

2. ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ก็จะมีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เช่นการเที่ยวบางที่ใช้เวลามากกว่าที่คิด หรือสภาพอากาศไม่เป็นดั่งใจ หรือคนร่วมทางไม่สบาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะนำพาความเครียดมาให้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ทริปนั้นสนุกและน่าจดจำ

3. ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเรื่องธรรมดา
ผมว่านี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมชอบไปเดินทางต่างถิ่น เพราะมันทำให้เราก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ และได้เรียนรู้ว่า มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีนะเฟ้ย

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่บ้านเขากับบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่ใช้วิธีการต่างกันนะครับ

3.1 การตรวจกระเป๋าที่สนามบิน – ที่เมืองไทยเราต้องเอากระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ก่อน แล้วจึงค่อยเดินผ่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ด้วยขั้นตอนแบบนี้ทำให้เราต้องทิ้งน้ำไปทั้งขวด (แล้วมาเสียเงิน ซื้อน้ำแพงๆ ด้านในแทน) แต่ที่สนามบินปราก เขาเอาเครื่องเอ๊กซ์เรย์มาไว้ที่ประตูขึ้นเครื่องเลย

3.2 การติดราคาหนังสือ – ราคาหนังสือในเมืองไทยจะพิมพ์ไว้บนปกหน้าหรือปกหลัง ราคาหนังสือในปราก จะใช้ดินสอเขียนเอาไว้บนหน้าสุดท้ายของเล่มนั้นๆ

3.3 การเดินทาง – เมืองไทยใช้วิธีตรวจตั๋วก่อนแล้วถึงจะขึ้นรถบัส/รถไฟฟ้าได้ ที่สวิตเซอร์แลนด์ซื้อตั๋วแล้วขึ้นได้เลย และนานๆ ทีถึงจะมีพนักงานตรวจตั๋วขึ้นมาบนรถเพื่อตรวจและปรับคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว

3.4 การแม็กกระดาษ – ที่เมืองไทยเราจะเย็บแม็กเป็นแนวเฉียงเหมือนเป็นรูปสามเหลี่ยมกับมุมกระดาษ ที่ฝรั่งเศษจะเย็บแม็กเป็นแนวนอนขนานกับเส้นขอบกระดาษ

4. ได้เล่นมือถือน้อยลง
เวลาไปเที่ยวผมมักไม่ได้ซื้อ sim card ของที่นั้นๆ ทำให้เวลาออกนอกบ้านจะใช้มือถือไว้สำหรับถ่ายรูปและไว้ดูแผนที่ Google Maps ที่เซฟ Offline Map มาไว้แล้วเท่านั้น

พอก้มมองมือถือน้อยลง ก็เลยได้เงยหน้ามองสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น ได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ได้คุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ เรามากขึ้น

5. ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง
ช่วงท่องเที่ยวเราจะมีเวลาว่างสองสามชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งช่วงที่นั่งรอเครื่องบิน และช่วงที่เดินทางในรถไฟหรือรถบัส ยิ่งถ้าเราไม่มีมือถือให้เล่นด้วยแล้ว เราจะมีเวลาได้ครุ่นคิดสิ่งที่เราไม่เคยมีเวลาได้คิด และได้มีเวลาทำความเข้าใจกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในครั้งนี้

6. ได้รู้จักเพื่อนใหม่
ตอนที่ผมไปพักที่แมนเชสเตอร์ ผมได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เธอชื่อแคริสติโอน่า เป็นแม่ของเจ้าของบ้านที่ผมไปพักด้วย แคริสตี้ (ชื่อเล่นของแคริสติโอน่า) เป็นชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายสก๊อตทิชและแอฟริกัน อายุของเธอน่าจะราวๆ 50 นิดๆ ตอนที่ผมไปนั้น แคริสตี้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวแบบ backpack ที่อินเดียคนเดียวนาน 6 เดือน เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีบ้านแล้ว แต่กลับมาอังกฤษเพื่อมาทำงานเก็บเงิน แล้วเดือนสิงหาคมก็จะออกเดินทางอีก (คราวนี้อาจจะไปเนปาล)

นอกจากจะเป็นนักเดินทางตัวยงแล้ว เธอยังรู้จักวิธีการใช้พลังเรกิบำบัดอีกด้วย เธอเรียนศาสตร์นี้มา 18 ปีแล้ว และเก่งถึงขั้นเป็นเรกิมาสเตอร์ คือสอนคนอื่นได้ด้วย เสียดายที่ผมมีเวลาน้อยไปนิดไม่อย่างนั้นคงจะขอเรียนเรกิขั้นพื้นฐานไปแล้ว!

7. ได้เห็นคุณค่าของเมืองไทยมากขึ้น
ผมว่าคนที่เคยไปอยู่เมืองนอกนานๆ หลายคน จะมีข้อสรุปหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือ “เมืองไทยนี่โคตรเจ๋งเลย” คนที่ไปเที่ยวเมืองนอกนี่อย่างน้อยๆ ต้องคิดถึงอาหารไทย เพราะมันหลากหลายและไม่เลี่ยนเหมือนอาหารฝรั่ง แต่เมืองไทยมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของที่ราคาไม่แพง ร้านค้าเปิดทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์ อากาศอาจจะร้อนบ้างแต่ก็ยังดีกว่าหนาวจนไม่อยากอาบน้ำ ฯลฯ

คนไทยหลายคนอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์ แต่เชื่อมั้ยครับว่าคนสวิสกับคนญี่ปุ่นก็ชอบเมืองไทยมากๆ เช่นกัน อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์นี่ต่อให้ประเทศเขาจะสวยแค่ไหน เขาก็ไม่มีทะเล (ลองดูในแผนที่ได้) เคยมีคนสวิสคนนึงที่ผมรู้จักแปะรูปภาพชายหาดของเมืองไทยไว้ในห้องนอนของเขาด้วยซ้ำ

—–

ผมเชื่อว่าการเดินทางที่ดีคือการเดินทางที่บังคับให้เราก้าวออกจากโลกเดิมๆ และความเคยชินเดิมๆ เพราะมันจะทำให้เราได้เติบโต

ผมจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ครับ

“It’s a funny thing coming home. Nothing changes. Everything looks the same, feels the same, even smells the same. You realize what’s changed, is you.”

“การได้กลับบ้านเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ความรู้สึกก็เหมือนเดิม แม้กระทั่งกลิ่นก็ยังกลิ่นเดิม แล้วคุณจึงได้ตระหนักว่า สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือตัวคุณเอง”

กว่าจะสำเร็จ

20150524_MessiOvernightSuccess

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success

ผมใช้เวลาไป 17 ปีกับอีก 114 วันที่ก่อนจะได้เป็นผู้ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน

– Lionel Messi

—–

ผู้ชายที่ดูบอลทุกคนจะรู้ว่านักบอลที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบันมีสองคนคือเมสซี่แห่งบาร์เซโลน่า กับคริสเตียโน โรนัลโดแห่งเรียลมาดริด

ผมว่าเผลอๆ สองคนนี้อาจจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกนี้เคยมีมาด้วยซ้ำ ต่อให้เทียบกับเปเล่หรือมาราโดน่าก็เถอะ

ส่วนตัวผมจะแอบเชียร์โรนัลโดมากกว่าหน่อย เพราะเป็นเด็กเก่าแมนยูฯ และดูเขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่องมากกว่า

แต่ขณะเดียวกัน เมสซี่เหมือนได้รับพรพิเศษจากพระเจ้า ถ้าบอลอยู่ในเท้าเขาแล้ว อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้

แน่นอน นักฟุตบอลระดับโลกนั้นล้วนแต่มีพรสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่โลกไม่ค่อยได้เห็นคือพวกเขาต้องฝึกหนักแค่ไหนก่อนจะมาถึงจุดนี้

ฟิล เนวิล อดีตแบ๊คซ้ายของแมนยู เคยให้สัมภาษณ์ว่าโรนัลโด้คือนักเตะที่ขยันซ้อมที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ ซ้อมกับทีมวันละสองชั่วโมงเสร็จแล้วยังไปเล่นเวทต่ออีก 3-4 ชั่วโมงทุกวัน

ผมเคยอ่านเรื่องของเดวิด เบ็คแฮม ว่าสมัยที่อยู่แมนยูฯ พอหลังจากซ้อมทีมเสร็จ เพื่อนร่วมทีมกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เบ็คแฮมจะอยู่ซ้อมปั่นฟรีคิกต่อคนเดียว จนกว่าโค้ชจะมาลากตัวออกจากสนามเพราะห่วงว่าจะล้าเกินไป

เราเห็นนักฟุตบอลโชว์ลีลาในสนามสัปดาห์ละชั่วโมงครึ่ง แต่กว่าจะมายืนอยู่ในสนามในแต่ละครั้งได้ เขาต้องอย่างหนักซ้อมถึงสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง และกว่าจะได้มาเล่นในสโมสรระดับโลกอย่างแมนยูฯ นั้น เขาต้องใช้เวลาอยู่กับลูกบอลมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

คนที่เป็น “ตัวจริง” ในวงการ ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็ล้วนลงแรงมากกว่าคนทั่วไปกันทั้งนั้น

กว่าเป็นสตีฟ จ๊อบส์พูดเปิดตัวไอโฟนให้โลกตะลึง
กว่าโน๊ส อุดมจะสามารถทำเดี่ยวไมโครโฟนให้คนติดใจ
หรือกว่าเบิร์ด ธงไชยจะร้องเพลงและเต้นรำในคอนเสิร์ตอย่างเป็นธรรมชาติ

ผมเชื่อว่าเขาใช้เวลาไปหลายสิบหลายร้อยชั่วโมงไปกับการเตรียมตัวก่อนขึ้นเวที

เพราะความเป็นเลิศไม่มีทางลัดครับ

—–

ผมขอจบตอนนี้ด้วยนิทานเรื่องปิกัสโซ่นะครับ

พาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) คือศิลปินระดับอัจฉริยะคนหนึ่งของโลก

วันหนึ่งขณะไปเดินตลาด ผู้หญิงคนหนึ่งจำปิกัสโซ่ได้ จึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ปิกัสโซ่แล้วบอกว่า

“ฉันเป็นแฟนตัวยงของคุณมานานแล้ว ช่วยวาดภาพให้ซักภาพเป็นที่ระลึกได้มั้ยคะ?”

ปิกัสโซ่ยิ้มและสเก็ตช์ภาพลงในกระดาษแผ่นนั้นแต่โดยดี ก่อนจะยื่นกระดาษกลับมาแล้วเอ่ยว่า “ชิ้นนี้ 1 ล้านดอลล่าร์ครับ”

“แพงไปป่ะค่ะคุณปิกัสโซ่! คุณวาดไม่ถึง 30 วินาทีด้วยซ้ำ!”

ปิกัสโซ่หัวเราะแล้วตอบว่า “คุณครับ ผมใช้เวลาฝึกฝนอยู่ถึง 30 ปีเพื่อที่จะรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ได้ใน 30 วินาทีนะครับ”