ฮิตเลอร์และคานธีในตัวเรา

20150825_HitlerGandhi

เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผมเขียนบล็อกแรกของปีนี้ในชื่อตอน “เกิดใหม่” ซึ่งเอามาจากหนังสือชื่อเดียวกันที่ผมพิมพ์แจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน

เนื้อหาของเรื่องเกิดใหม่ ก็คือทุกๆ หนึ่งปีอะตอม 98% ในร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเกือบหมด

นั่นเพราะว่าแค่เราหายใจเข้าเพียงครั้งเดียว เราก็ได้นำอะตอมจำนวน 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และการหายใจออกก็นำอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของเราออกสู่โลกภายนอกเช่นเดียวกัน

การดื่มน้ำ ทานข้าว เสียเหงื่อ และขับถ่าย ก็เป็นช่องทางในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมเช่นกัน

—–

นานมาแล้วผมได้ฟังการบรรยายของดีพัค โชปร้า (Deepak Chopra) ผู้เขียนหนังสือ The Seven Spiritual Laws of Success (7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จ) ที่กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ “เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” ในแง่มุมที่น่าสนใจ

แง่มุมนั้นก็คือ อะตอมที่อยู่ในตัวเราตอนนี้นั้น เคยอยู่ในตัวคนอื่นมาแล้วทั้งสิ้น

ถ้าให้มองอย่างง่ายที่สุด เวลาเรายืนคุยกับเพื่อน เราย่อมหายใจเอาอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายเพื่อนเข้ามาในปอดของเราไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

และโมเลกุลน้ำที่เราดื่มกิน ก็คงผ่านการเดินทางมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกิโล ผ่านพืช สัตว์ และคนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของดาราหรือบุคคลที่เราชื่นชอบ บัดนี้ก็ได้มาอยู่ในร่างกายเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเบิร์ด ธงไชย ตูน บอดี้แสลม โอปอล์ ปาณิสรา อีเจี๊ยบเลียบด่วน ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือทักษิณ ชินวัตร

รวมถึงคนที่อยู่ต่างประเทศอย่าง เมสซี่ ทอมครูซ เทย์เลอร์สวิฟท์ หรือ โอปร้า

ยิ่งถ้ามองให้ไกลออกไปอีก อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ก็มาอยู่ในร่างกายของเราแล้วเช่นกัน

ถ้าผมจำไม่ผิด ดีพัค โชปร้าบอกว่า ณ วินาทีนี้ เรามีอะตอมอย่างน้อยหนึ่งพันล้านอะตอม (1,000,000,000) ที่เคยอยู่ในร่างกายของพระพุทธองค์

และอย่างน้อยอีกหนึ่งพันล้านอะตอมที่เคยไหลผ่านพระเยซู

คานธี ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ มาริลินมอนโร และแม่ชีเทเรซา – อะตอมของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็อยู่ในร่างกายของเราเช่นกัน

ผมพยายามหาการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ที่จะมายืนยันคำพูดของดีพัค โชปร้า ซึ่งที่เจอก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นด้วย: Newsvine, Quora
ตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยหรือบอกว่าโอกาสเกิดต่ำมากๆ: Gawker, Marquette
—–

ถามว่ามีอะตอมของฮิตเลอร์อยู่ในร่างกายเราแล้วไง?

ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเจ๋งดี

การที่อะตอมของเราเปลี่ยนใหม่ทุกๆ ปี และอะตอมเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่ประเสริฐที่สุดและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์  อาจหมายความว่า เราจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ได้ ชั่วแค่ไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทางไหน

สำหรับผม แค่คิดว่าเรามีส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา ก็ไม่อยากจะทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้วครับ
—–
ขอบคุณภาพฮิตเลอร์และคานธีจาก Wikimedia

ขอบคุณข้อมูลจาก Newsvine, Gawker, QuoraMarquette

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำเป็นยุ่ง

20150819_Busy

Being busy is most often used as a guise for avoiding the few critically important but uncomfortable actions.

คนเราชอบทำตัวยุ่งเพื่อจะได้ไม่ต้องทำเรื่องที่สำคัญจริงๆ

– Tim Ferriss

—–

เคยเจอหัวหน้าหรือผู้บริหารที่ทำตัวยุ่งตลอดเวลามั้ยครับ?

อยู่ดึกเป็นประจำ
สั่งงานนาทีสุดท้าย
เราส่งเมล์ไปแล้วก็ไม่อ่าน
อยู่ในห้องประชุมก็แชทกับคนอื่น
จะนัดคุยเพื่อแก้ปัญหาก็หลีกเลี่ยง อ้างว่ายุ่ง

จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า วันๆ หนึ่งเขาเอาเวลาไปลงกับอะไรบ้าง

การจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ ผมว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยสี่ข้อ

มีเป้าหมายที่ชัดเจนให้คนในทีม
ระบุให้ได้ว่ามีงานชิ้นไหนบ้างที่จะช่วยพาไปสู่เป้าหมายนั้น
เลือกทำงานที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้
แจกจ่ายงานที่เหลือให้กับคนที่เหมาะสม

หัวหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพจะทำตรงกันข้ามหมดเลย

เป้าหมายไม่ชัด หรือถ้าชัดก็ชัดอยู่คนเดียว
ปฏิเสธงานไม่เป็น เห็นอันไหนท่าจะดีก็ทำหมด
ใช้เวลาไปกับงานที่ไม่ได้สำคัญนัก (แต่ง่าย) ส่วนงานยากๆ ก็ผัดไปเรื่อยๆ
ใช้คนไม่ถูกกับงาน

ใครเป็นลูกน้อง ผ่านมาเห็นบทความนี้อาจกดไลค์

แต่ถ้าลูกน้องอย่างคุณอยากเติบโตเป็นหัวหน้าที่ดี ก็ควรจะเริ่มสร้างคุณสมบัติทั้งสี่ข้อที่ว่าตั้งแต่วันนี้

เพราะดูวี่แววแล้ว โลกจะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ มีทางเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสติและความอดทนของคนเราที่น้อยลงเรื่อยๆ

ถ้าเราไม่รู้จักใช้ชีวิตให้ช้าลง และคัดกรองสิ่งที่เราจะทำเสียบ้าง

ก็มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ที่คุณจะวิ่งวุ่นทั้งวัน

เพียงเพื่อจะรู้สึกผิดนิดๆ ตอนทิ้งตัวลงนอน

ว่าวันนี้คุณยังไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเลย

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ลงทุนแบบ Low Risk / High Return

20150813_LowRiskHighReturn

เชื่อว่าทุกคนที่เคยลงทุนคงเคยได้ยินคำว่า Low Risk / Low Return, High Risk / High Return มานานแล้ว

นั่นคือ ถ้าไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ก็ต้องยอมได้ผลตอบแทนต่ำๆ แต่ถ้าอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปด้วย

พวกผู้ใหญ่ชอบแบบเซฟๆ ก็เอาเงินฝากธนาคาร หรือไม่ก็ซื้อพันธบัตร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้ผลตอบแทนไม่เกิน 5% ต่อปี

พวกคนหนุ่มสาวที่พร้อมจะเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ก็อาจลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดเงิน หรือตราสารอนุพันธ์

หรือถ้าใจร้อนยิ่งกว่านั้น (อย่างพวกวัยรุ่น) ก็อาจจะไปลงกับการแทงบอลซะเลย ถ้าถูกทีก็อาจได้ผลตอบแทนหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าพลาดก็หมดตัวได้

ในโลกของการเงิน ดูเหมือนว่าทุกการลงทุน (หรือการพนัน) อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ Low Risk/Low Return, High Risk/High Return กันทั้งนั้น

แต่ถ้าเรามอง “ผลตอบแทน” ไปไกลกว่าเรื่องของเงิน เราก็อาจจะเจอการลงทุนที่เป็น Low Risk / High Return หรือความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงก็เป็นได้

ยกตัวอย่างเช่น

เขียนบล็อก
คุณสามารถเริ่มบล็อกของตัวเองโดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท เพียงแค่คุณเข้าไปใน wordpress.com และสมัครสมาชิก คุณก็จะมีบล็อกของตัวเองได้ภายในห้านาทีแล้ว การลงทุนเขียนบล็อกแทบจะมีความเสี่ยงต่อเมื่อเราคาดหวังสูงเท่านั้น แต่ถ้าเราเขียนบล็อกด้วยเจตนาเพียงแค่อยากจะแบ่งปันเรื่องราวดีๆ หรืออยากจะจดบันทึกความคิดของเราให้คนที่เราแคร์ได้อ่าน การเขียนบล็อกก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าเอามากๆ แล้วยิ่งถ้ามีคนเข้ามาอ่านแล้วบอกว่าบทความของเรามีประโยชน์ ก็ย่อมทำให้เราปลาบปลื้มใจในแบบที่เงินหาซื้อให้ไม่ได้

ออกกำลังกาย
ถ้าเราไม่ได้ไปเล่นอะไรที่โลดโผนหรือฝืนอะไรเกินไป การออกกำลังกายก็มีความเสี่ยงต่ำมากๆ เช่นกัน การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องวิ่งหรือปั่นจักรยานเป็นสิบกิโลแค่ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์มาเดินขึ้น-ลง บันได หรือทำงานบ้าน ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกหรืออุปกรณ์ใดๆ

กล่าวขอบคุณ
ฝรั่งมีประโยคที่ว่า Take it for granted ถ้าให้แปลเป็นไทยคือการเห็นเป็นของตายหรือคาดหวังว่าจะต้องได้รับการบริการจากคนนั้นคนนี้อยู่แล้วเลยไม่ได้มองเห็นค่าเท่าที่ควร หัวหน้าผมชอบยกตัวอย่างทีม IT Support กับทีม HR ตรงที่เวลาที่พวกเขาทำงานได้ดีจะไม่มีใครชมเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหามักจะโดนไล่บี้จนเกือบเสียผู้เสียคน (ลองนึกภาพอินเตอร์เน็ตเจ๊งทั้งองค์กร หรือเงินเดือนออกช้าดูนะครับว่า สองทีมนี้จะโดนด่าเละแค่ไหน) คนกลุ่มนี้จึงมักจะเป็นพวก overworked, underappreciated (ทำงานหนักเกินไป คนเห็นคุณค่าน้อยเกินไป) ดังนั้นผมคิดว่าเราควรจะกล่าวขอบคุณคนเหล่านี้ให้มากกว่านี้หน่อย

นั่งสมาธิ
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติเขียนเรื่องการนั่งสมาธิถึงสามครั้ง และคนที่เขียนแต่ละตอนก็มาจากคนละประเทศด้วย ซึ่งนั่นแสดงว่าฝรั่งเริ่มหันมาสนใจศาสตร์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาน่าจะนับถือศาสนาคริสต์ซะเป็นส่วนใหญ่

เราเองในฐานะคนไทยที่มีสัดส่วนชาวพุทธสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ย่อมรู้จักการนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่แน่ใจว่าพวกเราเองเห็นคุณค่าเรื่องการนั่งสมาธินี้แค่ไหน เพราะอะไรที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเรามัก take it for granted

แต่ผมคิดว่าการนั่งสมาธินั้นเป็นหนึ่งในกิจกรรม Low Risk / High Return แบบขั้นสุด เพราะแค่นั่งเงียบๆ เฉยๆ เพียงวันละห้านาที ก็ถือเป็นการ “ออกกำลังใจ” ที่จะช่วยให้เราคลายกังวล หลับสนิทยิ่งขึ้น หัวสมองปลอดโปร่ง เข้าใจตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน และรักษาสมดุลย์ในใจได้แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้าย ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามหาศาล

ก่อนจะจบบทความนี้ ผมอยากให้ทุกคนได้ดูการ์ตูนสองนาที ผมว่ามันเป็นวีดีโอที่อธิบายการนั่งสมาธิที่เข้าใจง่ายและลึกซึ้งเอามากๆ

ใครมีความเห็นหรือคำถามอะไรมาพูดคุยกันได้ที่ Facebook Page: Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จะรีบไปไหน

20150802_HurryFor

ช่วงนี้ผมกำลังทดลองการเก็บบ้านแบบ KonMari ซึ่งเรียนรู้มาจากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo โดยตั้งใจว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะนำมาเล่าสู่กันฟังแบบเต็มๆ นะครับ (อ่านน้ำจิ้มได้ในตอนถุงเท้าร่ำไห้)

แต่วันนี้ขอเล่าเรื่องที่เพิ่งคิดได้เมื่อเช้าก่อนครับ

ที่ห้องผมจะมีราวแขวนผ้ายาว 3.6 เมตรที่แม่ผมสั่งทำพิเศษ เป็นราวเหล็กที่แข็งแรงและรับน้ำหนักได้เยอะมาก ดังนั้นเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของผมกับแฟนจึงถูกแขวนไว้ที่ราวนี้ ยกเว้นพวกเสื้อเชิ๊ต กางเกงยีนส์ ถุงเท้าและชุดชั้นในที่จะเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา ผมก็เลยลองปรับเปลี่ยนการเก็บเสื้อผ้าด้วยวิธี KonMari โดยการเอาเสื้อยืดมาพับใส่กล่องแทนที่จะแขวนเอาไว้บนราวเหล็ก

และเมื่อวานนี้ (วันเสาร์) แฟนผมก็ลองพับชุดนอนและกางเกงของเธอลงกล่องด้วยวิธี KonMari เช่นกัน ใช้เวลาไปไม่น้อย แต่เสื้อผ้าก็จัดวางเป็นระเบียบดูสบายตาน่าใช้งาน

20150730_124800

เมื่อเช้านี้ร้านซักรีดมาส่งผ้า ผมก็เลยนำจัดเก็บให้เข้าที่

เริ่มจากคลี่ถุงเท้าที่เขาขมวดเป็นปม มาพับสามทบและจัดเข้ากล่อง เอาเสื้อยืดออกจากไม้แขวนเสื้อมาพับแล้ววางเป็นแนวตั้งลงในกล่อง รวมถึงพับชุดนอนของแฟน (ที่ทำจากผ้าลื่นๆ) มาพับใส่กล่องเช่นกัน

สิ่งที่พบคือวิธีการนี้เสียเวลาพอสมควรเลย แต่ก่อนผมใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2 นาทีก็เสร็จแล้ว เพราะเสื้อยืดก็แค่แขวนเอาไว้ ถุงเท้าก็โยนใส่ลิ้นชัก ส่วนชุดนอนก็วางซ้อนกับชุดที่มีอยู่เดิม

แต่ด้วยวิธีเก็บแบบใหม่ผมต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เพราะบางทีพับแล้วขนาดไม่เท่ากับชุดอื่นๆ ที่อยู่ในกล่องก็ต้องพับใหม่ หรือจัดเรียงแล้วไม่สวยงามก็ต้องหยิบออกมาจัดใหม่ (โดยเฉพาะชุดนอนแฟนที่เป็นผ้าลื่นๆ นี่จัดให้สวยงามยากมาก)

สำหรับคนที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่อง Productivity* อย่างผม จึงอดไม่ได้ที่จะมีเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ในใจว่า วิธี KonMari นี่มันดีจริงๆ เหรอ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้องใช้เวลาเพิ่มไม่รู้ตั้งกี่เท่า

แล้วผมก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ทำไมเราถึงคิดว่าวิธีที่เสร็จเร็วกว่าถึงดีกว่าวิธีที่เสร็จช้ากว่า?

หรืออีกนัยหนึ่ง ทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำอะไรโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด?

คำตอบที่ตามมา ก็คือเราอยากทำเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วๆ จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่น

แล้วเรื่องอื่นที่ว่า เราก็อยากทำให้เสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะไปทำอย่างอื่นต่ออีกเช่นกัน

ยิ่งกิจกรรมหนึ่งๆ ใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำกิจกรรมได้หลายอย่างมากขึ้น ภายใต้ระยะเวลาจำกัดที่เรามี 24 ชั่วโมงต่อวัน

แล้วทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำกิจกรรมได้หลายๆ อย่างในหนึ่งวันล่ะ?

เคยเห็นคนที่ชอบขับรถจี้ตูดรถคนอื่น เปิดไฟสูงใส่ และบีบแตรไล่มั้ยครับ?

คนๆ นี้อาจจะอยากรีบกลับให้ถึงบ้าน เพียงเพื่อสุดท้ายแล้วเขาจะได้มีเวลานอนเล่นเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น

หรือเคยเห็นหัวหน้าที่สั่งงานตอนบ่าย และจะเอางานภายในวันนั้น แต่พอเราทนอยู่ดึกเพื่อจะได้ส่งงานตามที่ขอ หัวหน้าก็ดันไม่มีเวลาดูจนถึงวันมะรืนอยู่ดี

ความเร่งรีบของคนเรานั้นสร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้างไม่น้อยเลย

ทำไมคนเราถึงรีบ?

ในยุคบริโภคนิยม เราถูกถาโถมด้วยสินค้าและบริการที่จะช่วยให้เราประหยัดแรงและเวลา โดยเค้าบอกกับเราว่าถ้าเราใช้สินค้าตัวนี้ เราจะมีเวลามากขึ้น เพื่อไปทำอย่างอื่นที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตกลงก็คือ เรารีบเพื่อจะมีความสุขใช่มั้ย?

ผมคิดว่าเรากำลังติดอยู่ในกับดักความเชื่อที่ว่า ยิ่งทำได้เยอะ และใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีความสุข นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรากลายเป็นคนเร่งรีบโดยไม่รู้ตัว

และด้วยความที่เราให้ค่ากับการทำอะไรเร็วๆ จนเคยชิน ตอนนี้เราหลายคนจึง “รีบเพื่อรีบ” ไปอย่างนั้นเอง เพราะเราหลงลืมจุดประสงค์หลักไปนานแล้ว

ถ้าเราระลึกอยู่เสมอว่า สุดท้ายแล้ว ทุกๆ สิ่งที่เราทำก็เพื่อมีความสุขหรือบรรเทาความทุกข์ การทำอะไรโดยใช้เวลาน้อยที่สุด จึงอาจเป็นแค่หนึ่งในหลายวิธีการที่จะนำพาเราไปสู่จุดนั้นได้

การเก็บผ้าแบบ KonMari นั้นใช้เวลาเยอะกว่าแบบเก่าพอสมควร แต่มันก็นำมาซึ่งความชื่นใจทุกเช้าเวลาที่ผมเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อที่จะเลือกชุดมาใส่

ขณะที่วิธีการเก็บผ้าแบบเดิมนั้นไม่เคยทำให้ผมรู้สึกดีอย่างนี้ได้เลย แม้ว่ามันจะใช้เวลาน้อยกว่าแค่ไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้น การวัดว่ากิจกรรมใดๆ มีคุณค่าแค่ไหน จึงไม่ควรดูแค่ว่ามันใช้เวลามากน้อยเพียงใด

แต่ต้องดูด้วยว่า สุดท้ายแล้วกิจกรรมแบบไหนจะนำพาความสุขมาให้เราได้มากที่สุดครับ

—–

* EDIT: 10:30 2/8/2015 มีคนแนะนำให้แปลด้วยว่า Productivity คืออะไร ผมเลยขออนุญาตลิงค์ไปที่บล็อกนี้ของ CC: Somkiat นะครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ทางลัดที่ดีที่สุด

20150729_BestShortcut

The shortcut that’s sure to work, every time:

Take the long way.

Do the hard work, consistently and with generosity and transparency.

And then you won’t waste time doing it over.

ผมจะบอกทางลัดที่จะเวิร์คทุกครั้งชัวร์ๆ

ไปทางอ้อมซะ

จงมุ่งมั่นทำงานยาก ด้วยความสม่ำเสมอ และด้วยใจที่เอื้อเฟื้อและซื่อสัตย์

แล้วคุณจะได้ไม่ต้องกลับไปทำเรื่องเดิมซ้ำอีกให้เสียเวลา

– Seth Godin

—–

ใครที่อายุเกิน 30 ปี น่าจะเกิดทันยุคเกมมาริโอรุ่งเรือง

พ่อกับแม่ซื้อเครื่องแฟมิคอมพร้อมตลับเกมมาริโอให้ผมเป็นครั้งแรกตอนผมอยู่ป.3

สมัยนั้นเครื่องแฟมิคอมเพิ่งเข้ามาใหม่ ราคาจึงแพงมาก เฉพาะค่าเครื่องก็ 5500 บาทแล้ว ส่วนตลับเกมมาริโอก็ราคา 550 บาท รวมแล้ว 6050 บาท

เงินหกพันบาทในปี 2531 นั้นถือว่าเยอะมากๆ สำหรับผม เพราะตอนเรียนป.1 ถึงป.3 ผมได้ค่าขนมแค่วันละ 3 บาทเอง

ที่พ่อกับแม่มีเงินซื้อให้ เพราะเพิ่งได้เงินก้อนจากการไปช่วยนักการเมืองหน้าใหม่ในโคราชหาเสียงจนได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรก

น่าจะเป็นของขวัญวัยเด็กชิ้นใหญ่สุดที่ผมเคยได้รับแล้ว (ทั้งในแง่ตัวเงินและในแง่ความรู้สึก – ถึงยังจำราคาของมาได้จนถึงทุกวันนี้)

กลับมาเรื่องมาริโอต่อ

ในเกมนี้ พระเอกที่ชื่อมาริโอคือช่างซ่อมท่อในนครเห็ด แต่เมื่อเจ้าหญิงพีชถูกราชาคุปปะจับตัวไป มาริโอจึงได้รับมอบหมายให้ไปช่วยเจ้าหญิง

ระหว่างทางมาริโอต้องเจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนกที่เดินไปเดินไปเดินมา เต่าบกและเต่าบินได้ ดอกไม้พิษ ดอกไม้พ่นไฟและปืนใหญ่ ไหนจะต้องระวังเหวที่ตกลงไปแล้วจะตาย (และต้องกลับมาเริ่มใหม่) แถมการเล่นให้จบแต่ละฉากก็มีเวลาจำกัดอีกด้วย ถ้าไม่ได้กระโดดรูดเสาธงหน้าปราสาทภายในเวลาที่กำหนดก็ต้องตายอีกเช่นกัน

ข้อดีก็คือคือ ในบางฉากจะมี “ท่อวาร์ป” ซ่อนอยู่ เมื่อเราลงท่อนี้ไปแล้ว เราจะสามารถไปสู่จุดหนึ่งของฉากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อยแล้ว เรายังไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตกับอุปสรรคต่างๆ ตามรายทางอีกด้วย

—–

วันนี้ผมหา “ประกายไฟ” ที่จะมาเขียนบล็อก ด้วยการอ่าน a day bulletin ฉบับเก่าๆ ที่พี่เจค (พี่ที่ออฟฟิศที่ออกไปแล้ว) ทิ้งไว้ให้

เปิดไปเจอฉบับที่สัมภาษณ์ อ้อม สุนิสา โอปอลล์ ปาณิสรา เอกกี้ เอกชัย และ เผือก พงศธร พิธีกรรายการ 4 มติ

มีช่วงตอนหนึ่งที่ทั้งสี่คนพูดถึงเด็กไทยในยุคนี้ ที่เพิ่งจบออกมา แต่อยากได้เงินเดือนดีๆ ตำแหน่งดีๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ บางคนอยากรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องออกแรงเยอะ

ประโยคหนึ่งที่คุณอ้อมให้สัมภาษณ์ก็คือ “ความสำเร็จมันอาจจะมีทางลัด แต่ไม่ได้ลัดสั้นขนาดนั้น ในขณะที่มีทางลัด มันก็ต้องไปทางยาวก่อน”

มันเลยทำให้ผมนึกถึงคำของ Seth Godin ที่ว่า The shortcut that’s sure to work, every time: Take the long way.

เป็นอะไรที่ท้าทายสามัญสำนึก แต่ก็น่าคิด

—–

ไม่ใช่เรื่องผิดที่เด็กสมัยนี้จะคิดอย่างนี้ เพราะเขาโตมากับสภาพแวดล้อมที่เน้นเรื่องทางลัดและการเห็นผลอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อเราเจอคนรุ่นใหม่ที่ยึดถือคุณค่าคนละชุดกับเรา เราก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ว่า มันจะเวิร์คจริงๆ เหรอ

เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปแค่ไหน วิถีชีวิตและอาชีพของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่หลักการบางอย่างก็ยังใช้ได้อยู่

ลองนึกถึงคนที่เราชื่นชมและถือเป็นคนต้นแบบของเรา (Idol) แล้วดูซิว่าเขามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่?

ทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ รักษาคำพูด รู้ลึกรู้จริง มีน้ำใจ อ่อนน้อมถ่อมตน

เหล่านี้น่าจะเป็นคุณสมบัติที่จะทำให้คนๆ หนึ่งประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใด

มองไปรอบตัวตอนนี้ คิดว่าเด็กรุ่นใหม่จะมีโอกาสได้ฝึกฝนตัวเองจนมีคุณสมบัติเหล่านี้มั้ย?

—–

ผมเชื่อว่าคนที่เคยเล่นเกมมาริโอ เลือกจะไปทางปกติ ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉากนี้มีท่อวาร์ปอยู่ตรงไหน

การเล่นเกมมาริโอโดยไม่ใช่ท่อวาร์ปนั้น ย่อมหมายความเราต้องเจอภยันตรายต่างๆ

แต่เราก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ที่มีเฉพาะในทางสายนี้ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเห็ดที่ทำให้ตัวโตขึ้นสองเท่า เห็ดที่ทำให้เราพ่นไฟได้ หรือดาวที่ทำให้เป็นอมตะ

แถมศัตรูบางตัวยังเปิดโอกาสให้เรา “อัพเลเวล” เพิ่มจำนวนชีวิตให้เราแบบไม่อั้น

ซึ่งประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยเลยหากเรามัวแต่ใช้ท่อวาร์ป

ที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้ “ผ่านสนามรบ” มาอย่างช่ำชอง

เมื่อถึงฉากสุดท้ายที่ต้องเจอตัวบอสอย่างราชาคุปปะ เราจะเอาทักษะที่ไหนมาสู้กับมัน?

และถึงจะฟลุ้คชนะบอส และได้เจ้าหญิงคืนมาจริงๆ เจ้าหญิงจะรักคนที่ใช้ท่อวาร์ปมาตลอดเกมอย่างเราหรือเปล่า?

สุดท้ายแล้วชีวิตมันก็คือเกมอย่างหนึ่ง และ “เจ้าหญิงพีช” ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป

เพราะความสนุกของเกมมาริโอไม่ใช่การได้จูบเจ้าหญิงตอนอวสานเพียงอย่างเดียว

ความสนุกจริงๆ เกิดขึ้นจากการได้ลองผิดลองถูก ได้ชนะ ได้แพ้ ได้พลาด ได้เริ่มต้นใหม่ และได้พัฒนาตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชัยชนะที่ได้มาด้วยการลงมือทำอย่างสุดความสามารถ น่าจะมีความหมายมากกว่าชัยชนะที่ไม่ต้องลงแรงอะไร

และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเกมนี่แหละ ที่จะหล่อหลอมให้เราเป็นมาริโอที่คู่ควรกับเจ้าหญิงอย่างแท้จริง


ขอบคุณภาพจาก Amit Agarwal | Flickr

ขอบคุณข้อมูลจาก Seth Godin blog และ a day bulletin เล่ม 346 

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือ Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนที่ผม publish ตอนใหม่ครับ)