ประโยชน์ของการไปโรงเรียน

20151003_Education

“Education is what remains after one has forgotten what one has learned in school.”

การศึกษาคืออะไรก็ตามที่เหลืออยู่หลังจากที่คุณลืมเรื่องที่คุณเรียนไปหมดแล้ว

– Albert Einstein

—–

สมัยป.ตรีผมเรียนวิศวะไฟฟ้า และวิชาที่ชอบน้อยที่สุดคือวิชา Electromagnetics ที่ว่าด้วยเรื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

จำได้ว่าเรียนไปอมทุกข์ไป ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกห่างไกลขึ้นทุกที

วันก่อนผมเคลียร์เอกสารเก่าๆ ด้วยวิธีคอนมาริ ก็เผอิญเจอเล็คเชอร์โน๊ตและการบ้านของวิชานี้

ผมนั่งมองสิ่งที่เขียนด้วยลายมือตัวเองอย่างฉงนสนเท่ห์ เพราะอ่านแทบไม่รู้เรื่องเลย ราวกับว่าสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าเป็นภาษาจากมนุษย์ต่างดาว

นี่เราเรียนอะไรไปวะเนี่ย?

—–

จริงหรือไม่ที่ว่าสิ่งที่เราเรียนที่โรงเรียน แทบจะไม่ได้เอามาใช้ในชีวิตจริง?

วิชาสังคมบอกว่าบรรพบุรุษไทยมาจากเทือกเขาอัลไต แล้วไงต่อ?

วิชาฟิสิกส์สอนให้เราคำนวณแรงของรอกเดี่ยวตายตัว เพื่อ!?

วิชาลูกเสือสอนเราผูกเงื่อนไม่รู้กี่ชนิด ตอนนี้ผูกเป็นแต่เงื่อนพิรอด (แต่ส่วนใหญ่เราก็ผูกเหมือนผูกเชือกรองเท้าอยู่ดี)

แน่นอน พื้นฐานของบางวิชาก็สามารถนำไปต่อยอดได้ (เช่นการคำนวณแรง ซึ่งจำเป็นต่อวิชาชีพวิศวกร)

แต่ใช่หรือไม่ว่า วิชาต่างๆ ที่เราเคี่ยวเข็ญกันอยู่นั้น สุดท้ายแล้วก็เพียงเพื่อที่จะให้ได้ใบปริญญา ที่จะช่วยการันตีว่าเราคือ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่เหมาะสมต่อการนำไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรแห่งทุนนิยม

—–

สิ่งที่อยู่ในหลักสูตรมีประโยชน์น้อยมากก็จริง

แต่ทักษะที่ “แถม” มากับชีวิตในโรงเรียนกลับมีประโยชน์อย่างมหาศาล

  • การทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า (ที่จะกลายเป็นเพื่อนเราไปอีกหลายสิบปี)
  • การทำตามหน้าที่ของตน (เรียนหนังสือ ทำเวร สอบ)
  • ประชาธิปไตย (เลือกหัวหน้าชั้น)
  • ความเคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ (สวัสดีครับคุณครู!)
  • วิธีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (Learning how to learn)
  • วิธีการวางตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเพศตรงข้าม (ปั๊ปปี้เลิฟ)
  • การบริหารเงิน (โดยเฉพาะเด็กที่ค่าขนมเป็นรายสัปดาห์)
  • ความอดทน (ตื่นเช้า ทำการบ้าน)
  • ความขยันหมั่นเพียร (โดยเฉพาะพวกที่อยู่ห้องคิง)
  • ความมีน้ำใจ (ให้เพื่อนยืมยางลบ)

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่มี “ออกสอบ” เลยสักนิด

ดังนั้น ผมคงไม่ห่วงเท่าไหร่ถ้าลูกไม่ได้เกรด 4 ทุกวิชา

แต่คงจะให้ความสำคัญกับ “ของแถม” ข้างบนนี้มากกว่า ว่าลูกเราซึบซัมทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

เพราะนั่นต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการไปโรงเรียน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ก่ออิฐหรือสร้างเจดีย์

20151001_LayingBricks

วันนี้ยังไม่ใช่วันศุกร์ แต่มีนิทานมาเล่าให้ฟังครับ

ณเดชน์เดินผ่านไซต์ก่อสร้าง เห็นช่างสามคนกำลังทำงานอยู่

ช่างคนแรกกำลังทำงานด้วยสีหน้าแสนเบื่อหน่ายและหยิบมือถือขึ้นมาเช็คตลอดเวลา ณเดชน์จึงถามว่า “พี่ทำอะไรอยู่เหรอครับ?”

ช่างคนนี้ตอบว่า “มองไม่เห็นรึไง พี่กำลังก่ออิฐอยู่เนี่ย น่าเบื่อโคตรๆ ไม่รู้เมื่อไหร่จะห้าโมงซักที”

ณเดชน์เดินไปหาช่างคนที่สองที่ดูสนุกกับงานมากกว่าคนแรก จึงถามคำถามเดียวกัน

ช่างคนที่สองตอบว่า “อ้อ พี่กำลังสร้างกำแพงอยู่ งานมันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก แต่ก็อยากรีบทำให้มันเสร็จๆ ไปเหมือนกัน”

สุุดท้ายณเดชน์เดินไปหาช่างคนที่สาม ซึ่งดูแฮปปี้กว่าใครเพื่อน ช่างคนนี้ค่อยๆ วางอิฐอย่างพิถีพิถัน เดินถอยหลังกลับมาดูผลงาน ก่อนเดินกลับไปที่กำแพงเพื่อจัดวางอิฐใหม่

“พี่ทำอะไรอยู่เหรอครับ” ณเดชน์ถามช่างคนที่สาม

“อ๋อ พี่กำลังสร้างเจดีย์อยู่น่ะ เห็นเค้าว่ากันว่าจะมีอัญเชิญพระธาตุมาสักการะด้วยนะ ชาวบ้านแถวนี้ตื่นเต้นกันน่าดู”

—–

ช่างทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกันคือก่ออิฐ แต่ความกระตือรือล้นต่างกันอย่างชัดเจน

เราคงมีเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ทำงานเหมือนช่างคนแรก ที่สี่โมงครึ่งก็เริ่มแต่งหน้ารอตอกบัตรแล้ว

และคงมีอีกส่วนหนึ่งที่ทำงานเหมือนช่างคนที่สอง คือรับผิดชอบตามหน้าที่ แต่ไม่ได้รู้สึกว่างานชิ้นนั้นมีความหมายอะไร

และอีกจำนวนหนึ่ง (ซึ่งน้อยกว่าสองพวกแรก) คือคนที่ทำงานอย่างมีไฟ และมีความสุขกับงานตลอดเวลาเหมือนช่างคนที่สาม ที่มองตัวเองว่ากำลังสร้างเจดีย์อยู่

ชีวิตจริงย่อมไม่เหมือนอย่างในนิทาน เพราะพวกเราคงไม่ได้ทำงานเหมือนกันหมด งานบางงานมันก็อาจจะน่าเบื่อจริงๆ นั่นแหละ

แต่อย่างน้อยเราควรจะพยายามเชื่อมโยงให้ได้ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันเกี่ยวพันอย่างไรกับพันธกิจขององค์กร

บริษัทจะทำกำไรและอยู่รอดได้เพราะสร้างคุณค่าบางอย่างให้สังคม

ดังนั้นงานที่เราทำ ต่อให้มันจะดูน่าเบื่อหรือต่ำต้อยเพียงใด เชื่อเถอะครับว่ามันได้สร้างประโยชน์กับลูกค้าและสังคม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“แต่ชั้นไม่ชอบงานก่ออิฐนี่หน่า อยากแกะสลักบานประตูมากกว่า” อาจเป็นคำทักท้วงของใครบางคน

ซึ่งก็มีสองทางเลือก คือลองไปหางานแกะสลักบานประตูที่อื่น หรือก่ออิฐต่อไป

ถ้าได้งานใหม่ ปัญหาก็(อาจจะ)จบ

แต่ถ้าต้องทำงานที่เดิมต่อไป คุณก็ยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้ทัศนคติแบบช่างคนไหน

ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นแล้ว สู้ทำงานในฐานะ “คนสร้างเจดีย์” ดีกว่ามั้ย?

นอกจากจะทำให้เราสนุกกับปัจจุบันแล้ว เรายังเพิ่มโอกาสให้ตัวเองด้วย

เพราะวันหนึ่งที่เขาต้องการคนช่วยแกะสลักบานประตูขึ้นมาจริงๆ

เขาย่อมอยากได้ “คนสร้างเจดีย์” มากกว่า “คนก่ออิฐ” อยู่แล้วครับ

—–

ขอบคุณนิทานจาก Best Practices for Business: “I’m Building a Cathedral!”–The Role of Purpose in Motivation (ผมนำมาดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับบริบทคนไทยมากขึ้น)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

คำถามหนึ่งล้านเหรียญ

20150921_1MillionDollar

วันนี้อยากจะมาเล่าอีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ตรงกับใจมากขึ้นครับ

เป็นเทคนิคที่ได้มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมได้สัมภาษณ์

เธอเป็นคนไทยแต่เกิดและโตที่อเมริกา พูดไทยได้นิดหน่อย (เฉพาะคำพื้นๆ ที่ใช้กันในบ้านเช่น “กินข้าว” หรือ “กลับบ้าน”)

พอเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ เธอก็ยังไม่รู้ว่าอยากทำงานอะไร เลยลองทำงานหลายอย่างและเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

วันหนึ่งในช่วงที่เธอทำงานที่ห้องแสดงผลงานศิลปะ (art gallery) เพื่อนร่วมงานก็ถามคำถามที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“ถ้าเกิดเธอถูกล็อตเตอรี่เงินรางวัลหนึ่งล้านดอลล่าร์ เธอจะทำอะไร?”

เธอตอบว่า I would travel the world and write. ฉันก็อยากจะเดินทางไปรอบโลกและเขียนหนังสือ

และนั่นคือจุดที่เธอค้นพบว่า จริงๆ แล้วเธอน่าจะเหมาะกับการเป็นนักข่าว

เมื่อรู้ตัว เธอจึงเริ่มหางานที่เกี่ยวข้องกับการทำข่าว แล้วก็จับงานสายนี้เรื่อยมา

ชีวิตนักข่าว เปิดโอกาสให้เธอได้ไปอยู่และได้เห็นความเป็นไปในประเทศอย่างอัฟกานิสถาน เนปาล อินโดนีเซีย รวมถึงเมืองไทย

และแน่นอน เธอได้เขียนจนหนำใจเลยทีเดียว

—–

The Million Dollar Question – ถ้าคุณมีเงินสามสิบล้านบาท (หรือร้อยล้าน – พันล้านก็ได้) คุณจะทำอะไร?

ไม่ใช่จะซื้ออะไรนะครับ แต่จะทำอะไร?

ถ้าเงินไม่ใช่ประเด็น อะไรคือสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด?

บางคนอาจจะอยากเข้าห้องอัดเพลงที่ตัวเองแต่งไว้เมื่อนานมาแล้ว

บางคนอาจจะอยากเขียนนิยาย

บางคนอาจจะอยากเตะบอลทั้งวัน

บางคนอาจจะอยากเดินทางไปรอบโลก

บางคนอาจจะอยากเรียนทำอาหาร

หรือบางคนอาจจะอยากเขียนบล็อกวันละหนึ่งตอนเพื่อแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มา

เมื่อได้คำตอบแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็คือ ลงมือทำเลยครับ

ถ้ามองดีๆ เราไม่ต้องรอให้มีเงินหนึ่งล้านดอลล่าร์เราก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เกือบทั้งนั้น

แน่นอน สำหรับบางเรื่องเราคงไม่สามารถทำได้เต็มร้อย แต่แม้จะทำได้แค่ 20% ถ้าสิ่งนั้นมันมีความหมายกับเรา เราก็ควรเริ่มทำแล้วไม่ใช่หรือ?

เดินทางรอบโลกไม่ได้ เราก็ยังเดินทางไปสองสามประเทศได้ เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินถูกจะตาย ไม่เชื่อลองเข้าไปดูที่ http://google.com/flights ก็ได้

อัดเพลงในสตูดิโอไม่ได้ เราก็หาโปรแกรมอัดเพลงบนคอมดีๆ มาทำก็ได้

เขียนนิยายอาจจะหาสำนักพิมพ์ลำบาก แต่เราเขียนลงพันทิพหรือ storylog ได้

ในยุคนี้ ไม่ว่าเราจะอยากทำเรื่องอะไร ขอเพียงเราตั้งใจซะอย่าง มันมีทางไปได้ทั้งนั้น

อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดทางการเงินมาเป็นข้ออ้างอีกเลย

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เปล่งแสง

20150920_Geniuses

Thousands of geniuses live and die undiscovered – either by themselves or by others.

อัจฉริยะหลายพันคนใช้ชีวิตและตายไปโดยไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นอัจฉริยะ (รวมถึงตัวเขาเองด้วย)

– Mark Twain

—–

อ่านประโยคนี้ของมาร์ค ทเวนแล้วผมนึกถึง “เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” หนังสือรวบรวมบทสัมภาษณ์โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบที่สุด

สารภาพตรงนี้ว่าผมจำเนื้อหาในหนังสือไม่ได้แล้ว แต่ชอบชื่อหนังสือมาก

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความเป็นอัจฉริยภาพในด้านใดด้านหนึ่ง

และถ้าเราใช้มันถูกที่ถูกเวลาเราก็ย่อม “เปล่งแสง” ออกมา

เปล่งแสง มิใช่เพื่อให้เราดูดี แต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ

ใครที่ทำงานมานานจนเคยชินกับโหมด Comfort Zone อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเรามีความเก่งกาจทางด้านไหน

หรือบางคนอาจจะเจอสถานการณ์บีบบังคับให้จำใจต้อง “วาง” สิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อมาเอาตัวรอดกับชีวิตในแต่ละวัน

แต่ถ้าเราสามารถแบ่งเวลาสักวันละห้านาทีสิบนาที เพื่อมาทำสิ่งที่เราถนัดและทำให้เรามีความสุข กิจกรรมนั้นอาจจะช่วยให้เรา “รับมือชีวิต” ได้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะครับ

—–

เคยมีวิทยากรท่านหนึ่งมาบรรยายที่บริษัทผม เขาเล่าให้ฟังถึงช่วงที่ยังเป็นพนักงานประจำอยู่บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ซึ่งต้องงานหนักมาก แต่ก็ยังเจียดเวลามานั่งขีดๆ เขียนๆ

เขาบอกว่าการได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน คือน้ำหล่อเลี้ยงให้เขามีแรงทำงานในวันรุ่งขึ้น

และกลับกัน สิ่งที่เขาได้พบได้เห็นจากที่ทำงาน ก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับการเขียนหนังสือ

ถ้าตอนนั้นผู้ชายคนนี้คิดว่า ทำงานโฆษณาก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว จะเอาแรงเอาเวลาที่ไหนมาเขียนหนังสือ

ประเทศไทยคงไม่ได้รู้จักนักคิดนักเขียนนามว่า “นิ้วกลม”

—–

หากวันนี้งานที่คุณทำอยู่ไม่ได้เอื้อให้คุณได้ใช้ศักยภาพเต็มที่

กลับถึงบ้านวันนี้ ไม่ลองขุดเอาสิ่งที่ตัวเองเคยหลงใหลออกมาทำอีกสักครั้งล่ะครับ?

อาจจะต้องยอมเสียเวลาเล่นเฟซบุ๊คไปบ้าง หรืออาจต้องตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย

แต่แลกกับการได้ “เปล่งแสง”

ผมว่ามันคุ้มนะ

—-

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

3 ขั้นตอนสำหรับการสร้างอุปนิสัยใหม่

20150919_HabitBuilding

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ผมได้ทดลองวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสร้างนิสัยใหม่ๆ เช่นการเขียนบล็อก ออกกำลังกาย ฝึกภาษา หรือเล่นดนตรีได้

เคล็ดลับที่ว่านั้นมีสามขั้นตอนง่ายๆ

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว
3. ทำข้อ 1 ก่อนข้อ 2

ตัวอย่างเช่น

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย = เขียนบล็อกทุกวัน
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว = เล่นเฟซบุ๊ค
3. เขียนบล็อกให้เสร็จก่อน ถึงจะเล่นเฟซบุ๊ค

อย่างวันนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ผมก็ยังไม่ได้เขียนบล็อก และก็ยังไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คด้วย (เนื่องจากผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือมาเกือบเดือนแล้ว)

ตอนนี้ก็เลยมานั่งเขียนบล็อกให้เสร็จ แล้วค่อยไปเล่นเฟซบุ๊คเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

อีกสองตัวอย่างที่ผมใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน

1. สิ่งที่อยากทำ = นั่งสมาธิทุกวัน
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = เข้านอน
3. นั่งสมาธิก่อน ถึงจะเข้านอน

1. สิ่งที่อยากทำ = วิดพื้น
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = แต่งตัวไปทำงาน
3. วิดพื้นก่อน แล้วค่อยแต่งตัว

และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมคิดว่าได้ผลดีทีเดียว ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

ผมต้องขอตัวไปเล่นเฟซบุ๊คละ!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่