Comfort Zone ใหญ่ มาก

20151115_Comfortzone

“เพราะผมมี comfort zone ค่อนข้างใหญ่ จึงมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ค่อนข้างเยอะ”

– ยุทธนา บุญอ้อม
ผู้จัดเทศกาลดนตรี บิ๊ก เมาน์เทน มิวสิก เฟสติวัล
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 188: No Play No Gain
สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ขวัญใจเด็กแนวคนหนึ่ง

เพราะเป็นคนทำแฟต เรดิโอ ซึ่งเป็นคลื่นที่เปิดกว้างให้ศิลปินอินดี้ได้มีพื้นที่เผยแพร่ผลงาน

แถมป๋าเต็ดยังเป็นต้นคิดจัดงาน Big Mountain (มัน ใหญ่ มาก) อีกด้วย

ป๋าเต็ดเล่าถึงที่มาของงานนี้ว่าเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ที่ค่ายเพลงสนามหลวงในเครือของแกรมมี่

“แล้วช่วงที่เรากำลังลังเลอยู่ว่าเราจะทำได้ไม่ได้ก็คิดโปรเจ็กต์ขึ้นมาโปรเจ็กต์หนึ่ง ซึ่งคิดเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจสนามหลวงอยู่รอด คือการทำอีเวนต์ ตอนแรกก็ว่าจะทำอีเวนต์เล็กๆ ให้กับศิลปินในค่าย แต่มีอยู่วันหนึ่งผมเข้าห้องน้ำ ระหว่างยืนฉี่อยู่ก็คิดว่าจะทำให้มันเล็กๆ ทำไม ทำอะไรให้ใหญ่ที่สุดไปเลยดีกว่า…แล้วพอกลับจากห้องน้ำก็เรียกลูกน้องประชุมเลยว่าเรามาทำอีเวนต์ใหญ่ไปเลยดีกว่า และต้องเป็นมิวสิกเฟสติวัลที่เราเชื่อจริงๆ ว่ามันเป็นมิวสิกเฟสติวัล ที่สุดก็เลยออกมาเป็นโปรเจกต์ Big Mountain แล้วก็นำไปเสนอคุณไพบูลย์ คือการทำมิวสิกเฟสติวัลใหญ่ที่มันใหญ่ขนาดนี้ บริษัทต้องยอมรับว่าในครั้งแรกเราอาจไม่ได้กำไร…คือลงทุนไปประมาณ 60 ล้าน และอาจจะไม่ได้กำไร…แล้วเราก็มาคิดต่อว่าเงิน 60 ล้านบาทนั้นมากกว่างบทำเพลงของค่ายสนามหลวงทั้งปีอีก ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่เปิดบริษัทไปเลยล่ะ ผมก็เลยถอนตัวจากสนามหลวงแล้วมามุ่งทำ Big Mountain โดยตรงเลย”

คนที่ลองได้ทำงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ คงต้องผ่านการออกจาก comfort zone มานับครั้งไม่ถ้วน และนี่คือที่มาของประโยคที่ว่า

เพราะผมมี comfort zone ค่อนข้างใหญ่ จึงมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ค่อนข้างเยอะ

ชีวิตที่อยู่ใน comfort zone จะว่าไปก็เป็นชีวิตที่สบายตามชื่อเลย

แต่ขณะเดียวกันก็เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ (เพราะคาดเดาได้) แถมยังอาจขาดสีสันอีกด้วย (เพราะไม่มีอะไรใหม่อีกแล้ว)

คนที่ได้ทำอะไร “เกินตัว” บ่อยๆ ก็ยิ่งสามารถขยาย “อาณาเขต” ของตัวเองได้กว้างไกลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเขามีทางเลือกมากกว่าเดิม และได้มีโอกาสใช้ชีวิตได้ “ลึก” และ “กว้าง” กว่าเดิม

และแน่นอน เขาย่อมมีโอกาสพลาดและล้มเหลวมากกว่าเดิมด้วย (เหมือนที่ป๋าเต็ดเคยพลาดกับคอนเสิร์ต “ดัม-มะ-ชา-ติ” ของบอดี้สแลม เมื่อปลายปีที่แล้ว)

แต่พลาดแล้วไง?

พลาดแล้วก็เรียนรู้ และก็กลับมาทำใหม่ก็ได้ไม่ใช่หรือ?

จะนั่งเย็นๆ อยู่แต่ในห้องแอร์ก็สบายดีอยู่หรอกครับ

แต่มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้มานั่งในห้องแอร์

เปิดประตู ก้าวออกมาโดนแดดให้มันร้อนบ้างก็ได้ แทนที่จะเดินอยู่แต่ในบ้าน ลองออกวิ่งไปนอกรั้วเพื่อชมโลกกว้างบ้างก็ได้

อาจจะหกล้มเข่าถลอก

แต่ก็คงไม่ถึงตายหรอก จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ใครขยันคนนั้นชนะ

20151108_NobodyBetter

มันไม่มีใครเก่งกว่าใคร มีแต่ใครทำงานเยอะกว่าใครเท่านั้นเอง

– สิงโต นำโชค

—–

ต้องขอบคุณที่เมืองไทยมีรายการ The Voice ไม่อย่างนั้นป่านนี้ผมอาจจะยังกำลังควานหาเรื่องที่จะมาเขียนบล็อก

ประโยคข้างต้นเป็นของโค้ชสิงโต นำโชคที่พูดถึงคู่แบทเทิ่ลคู่หนึ่งในทีมของเขา

ซึ่งจะว่าไปคำพูดนี้ก็เหมาะมากที่จะออกมาจากปากศิลปินคนนี้ เพราะคุณสิงโตต้องฝ่าฟันและเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่าจะได้มาเป็นสิงโต นำโชคอย่างทุกวันนี้

ประโยคของโค้ชสิงโตทำให้ผมนึกถึงอดีตนักเตะคนหนึ่งแมนยูฯ

เดวิด เบ็คแฮมครับ

เรามักจะรู้จักเบ็คแฮมในฐานะนักเตะรูปหล่อเจ้าพ่อฟรีคิก

แต่ถ้าใครเป็นสาวกปีศาจแดง ก็จะรู้ด้วยว่าเบ็คแฮมยังเป็นนักเตะที่ขยันที่สุดคนหนึ่งในทีมอีกด้วย

ธรรมดาเวลาซ้อมบอลกันเสร็จแล้ว เพื่อนร่วทีมก็จะอาบน้ำอาบท่าแล้วกลับบ้าน แต่เบ็คแฮมจะอยู่ต่อเพื่อซ้อมปั่นฟรีคิกจนกว่าโค้ชจะมาไล่ (เพราะห่วงว่าเบคแฮมจะล้าเกินไป)

ในเกมที่อังกฤษตีเสมอกรีกจนได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น นอกจากเบ็คแฮมจะเป็นคนปั่นฟรีคิกสุดสวยในช่วงท้ายเกมเพื่อตัดสินชะตาให้ทีมชาติอังกฤษแล้ว เบ็คแฮมยังเป็นคนที่วิ่งเยอะที่สุดในสนามอีกด้วย (ทั้งเกมวิ่งไป 16 กิโลเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยของนักบอลกองกลางของพรีเมียร์ลีกคือ 11.5 กิโลเมตร)

อเล็กซ์ เฟอร์กูสันก็เคยชมว่าเบคแฮมเป็นคนที่ฟิตที่สุดในทีมแมนยู และตอนที่ไปอยู่ รีล มาดริด โค้ชก็ชมว่าเบคแฮมเป็นนักเตะที่ขยันที่สุดในทีม

——

ความสำเร็จอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย บางคนสำเร็จเพราะมีพรสวรรค์ บางคนเพราะมีต้นทุนทางสังคมที่ดี หรือบางคนก็เพราะว่าอยู่ถูกที่ถูกเวลา

แต่ที่แน่ๆ ผมยังไม่เคยเห็นคนประสบความสำเร็จคนไหนที่ขี้เกียจเลยซักคน

ดังนั้นความขยันน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต

ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์น่าจะรู้จักกฎคลาสสิค – Law of conservation of energy ที่กล่าวว่า “พลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน เพียงแต่แปรรูปไปเท่านั้น”

ยิ่งเราลงแรงกับมันมากเท่าไหร่ แรงที่ลงไปก็จะแปรรูปไปเป็นทักษะ ความฟิต และ “ผลงานในสนาม”

ส่วนผลลัพธ์ตอนท้ายเกมจะแพ้หรือชนะนั้นอาจอยู่เหนือความควบคุมของเรา

ทำงานหนักแล้วอาจจะชนะหรือแพ้ก็ได้

แต่ถ้าขี้เกียจ การันตีได้เลยว่า “แพ้” แน่ๆ

แพ้ทั้งในเกมนี้

และแพ้ตลอดทั้งฤดูกาลครับ

—–

ขอบคุณภาพจากทีมงาน Small Room

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สบตากับความจริง

20151107_TruthSetFree

The truth will set you free, but first it will piss you off.

ความจริงจะปลดปล่อยให้คุณเป็นอิสระ แต่ก่อนหน้านั้นมันจะทำให้คุณเสียอารมณ์ซะก่อน

– Gloria Steinem

—–

บ่อยครั้ง ที่ผมพบว่าตัวเองไม่ค่อยกล้าสบตากับความจริง

อย่างวีดีโอที่ไปออกรายการโฮมรูมเรื่องจัดบ้านแบบคอนมาริเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว จนบัดนี้ผมก็ยังไม่กล้าดู เพราะเขินตัวเองที่พูดเร็วและฟังไม่รู้เรื่อง

เวลาเล่นดนตรีในงานประจำปี เราจะมีอัดเสียงไว้ ผมก็ไม่ค่อยกล้าเปิดฟัง เพราะกลัวว่าตัวเองเองจะร้องเพลงเพี้ยน

หรือบางเดือนที่รายจ่ายทำท่าจะมากกว่ารายได้ ผมก็มักไม่ค่อยเตรียมตัวเรื่องเงินในบัญชีให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

มานั่งวิเคราะห์ตัวเอง ที่เราไม่กล้าเผชิญความจริงก็น่าจะเป็นเพราะมันดันขัดแย้งกับตัวตนที่เราวาดขึ้นมา ว่าเป็นคนพูดรู้เรื่อง ร้องเพลงเพราะ และมีเงินใช้ไม่ขาดมือ

หรืออีกคำอธิบายหนึ่งก็คือ ผมอาจจะพยายามหลีกเลี่ยง “ความเจ็บปวด” ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่หวังไม่ตรงกับสิ่งที่เป็น

พูดง่ายๆ ก็คือขี้ขลาดนั่นเอง

สมองรู้ดีว่าการสบตากับความจริงจะทำให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์และเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นคุณกับเราในระยะยาว

แต่หัวใจของเรากลับกลัวจะเจ็บปวด กลัวจะต้องอารมณ์เสีย และกลัวที่จะต้องเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตัวเอง

เขียนบล็อกตอนนี้จบ ผมว่าจะจัดการเรื่องที่ผัดวันไว้มานานให้เรียบร้อยซะหน่อย

เพราะยังไงๆ ความจริงก็เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นอยู่แล้ว จริงมั้ยอานนทวงศ์?

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นเจ้านายที่ดีขึ้น

20151105_BetterBoss

วันนี้ขอมาแชร์หนึ่งในเทคนิคการทำงานจากหนังสือเรื่อง What Got You Here Won’t Get You There ของ Marshall Goldsmith ครับ

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยคนที่เป็นดาวรุ่งในองค์กร ที่ทำงานเก่งและเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่แล้วก็เจอปัญหาที่ทำให้ “ไปต่อ” ไม่ได้เพราะนิสัยบางอย่าง

โกลด์สมิธ ผู้เขียนหนังสือพูดถึงอุปนิสัย (เสีย) 20 ข้อที่มักพบเจอในเหล่า high performers เหล่านี้

แต่วันนี้ผมจะขอไม่ลงรายละเอียด 20 ข้อนะครับ อยากจะแชร์แก่นของหนังสือเล่มนี้มากกว่า

เรามักคิดว่าการที่จะเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปในองค์กร เราต้องเรียนรู้มากขึ้น ขยันมากขึ้น พูดมากขึ้น และลงมือทำมากขึ้น

แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้เราคิดย้อนศร

แทนที่จะทำอะไรมากขึ้น ก็แค่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกันให้น้อยลงก็พอแล้ว

เช่นถ้าคุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นเจ้านายที่นิสัยดีกว่าเดิม (I want to be nicer) นั่นย่อมหมายถึงคุณต้องทำอะไรหลายอย่าง เช่นพูดจาให้เพราะขึ้น ชมคนอื่นบ่อยขึ้น ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ฯลฯ

ซึ่งการเปลี่ยนอุปนิสัยหลายๆ อย่างในคราวเดียวกันนี้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันอาจจะขัดกับจริตของคุณที่เป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาและมุ่งเน้นผลลัพธ์ (results-oriented)

สิ่งที่โกลด์สมิธแนะนำนั้นง่ายกว่านั้นมากนั่นคือ แทนที่จะพยายามทำตัวดีขึ้น คุณแค่เลิกทำตัวแย่ๆ ก็พอแล้ว – Instead of trying to be nicer, just stop being a jerk

Jerk เป็นคำแสลงของฝรั่งที่เอาไว้ด่าคน ที่ผมเห็นส่วนใหญ่คือเอาไว้ด่าผู้ชาย เช่น He’s such a jerk แปลว่าผู้ชายคนนี้ถ่อยว่ะ หรือ คนๆ นี้สันดานเสียว่ะ หรืออะไรทำนองนั้น

แล้วในฐานะหัวหน้า เราจะหยุดการเป็น Jerk ได้ยังไงบ้าง?

ถ้าลูกน้องนำเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แทนที่คุณจะวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียนั้น คุณก็แค่รับฟังแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไร

ถ้ามีใครวิจารณ์การตัดสินของคุณ แทนที่คุณจะตอบโต้กลับหรือพูดจาปกป้องตัวเอง คุณก็แค่พิจารณาคำวิจารณ์นั้นอย่างเงียบๆ ก็พอ

ถ้ามีคนชี้แนะสิ่งที่มีประโยชน์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องบอกเขาว่าคุณรู้อยู่แล้ว ก็แค่เอ่ยขอบคุณแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรต่อ

ระหว่างทำตัวให้ nice ขึ้น กับเลิกทำตัวเป็น jerk อันหลังทำง่ายกว่ากันเยอะ

คุณไม่จำเป็นต้องพูดจาให้เพราะขึ้น หรือยิ้มมากขึ้น หรืออะไรทั้งนั้น

แค่หยุดทำสิ่งที่ทำให้คุณเป็น jerk ในสายตาลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

แค่นี้คุณก็จะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ

20151029_ChurchInside

วันนี้มีเรื่องมาสารภาพครับ

เขียนบล็อกไม่ทันครับ

เลยต้องขอเอาบทความตอนหนึ่งที่เคยเขียนเอาไว้นานแล้ว มาลงแก้ขัด

พรุ่งนี้จะมาแก้ตัวครับ!

—–

เมื่อพูดถึงชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนที่ยังเป็นวัยรุ่น อาจจะคุ้นๆ ว่านามสกุลนี้พ้องกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ดาราที่เป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี และพิธีกรขวัญใจวัยทีน

แต่สำหรับคนที่เกิดก่อนปี 2500 ย่อมจะรู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในฐานะผู้นำในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยกว่า 5 แสนคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

จบจากเหตุการณ์นั้น คุณเสกสรรค์ต้องหนี “เข้าป่า” เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาในฐานะ “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อเอกที่ต่างประเทศและกลับมาสอนหนังสือทื่ธรรมศาสตร์

ในบรรดาหนังสือสิบกว่าเล่มของคุณเสกสรรค์ที่ผมมีไว้ครอบครองนั้น หนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เป็นหนังสือที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาหรือชั้นเชิงทางวรรณศิลป์

ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ คุณเสกสรรค์ได้พูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นวัดหรือโบสถ์ สถานที่เหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “ตัวช่วย” หรือ “สะพาน” ที่เชื่อมเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาตน แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีนะครับว่า วัดวาอารามหลายแห่งในบ้านเมืองเราตอนนี้ อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว

“…เช่นนี้แล้ว สถานที่อันควรเป็นประตูเปิดสู่สะพานฟ้า ทำไปทำมาจึงกลับกลายเป็นแค่โรงเตี๊ยมที่มุ่งประกอบกิจการ และผู้ทรงศีลที่ควรช่วยผู้คนให้ข้ามสู่นิรันดร ก็กลายเป็นเพียงคนในเครื่องแบบนักบวชที่คอยเก็บค่าผ่านทาง…ธูปสามดอกแลกกับเลขสามตัว เทียนสองเล่มช่วยอวยชัยเรื่องหุ้นหวย ดอกไม้หนึ่งกำมีไว้ช่วยอธิษฐานเรื่องมรดกที่กำลังแย่งชิงกัน สิบนิ้วประนมก้มกราบขอให้พ้นโทษที่ไปโกงเขามา” 

แล้วหากโบสถ์วิหารเสื่อมแล้วซึ่งความ “ศักดิ์สิทธิ์” เราจะยังมีที่พึ่งอยู่รึเปล่า?

 “…อย่าลืม ศาสดาไม่ได้ตรัสรู้ในมหาอาคารวิจิตรตระการ หากตระหนักในความจริงของชีวิตที่โคนไม้ใหญ่ แล้วในวันนี้ใครเล่าจะกล้าเถียงว่า ลานรอบพญาโพธิ์ต้นนั้น ไม่ใช่วิหารแห่งสัจจะ?…เช่นนี้ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้ที่เดินตามรอยศาสดา โบสถ์อาจอยู่ในบ้าน และวิหารอาจอยู่ในใจ… อยู่ในเรือนเพ่งพินิจเงาไม้ในโอ่งน้ำ บางทีอาจมองเห็นความไร้แก่นสารของตัวตน เหม่อมองห้องหอ บางทีก็เห็นความคับแคบของคุกที่ถูกเรียกว่าบ้าน หรือบางทีแค่เห็นการจากไปของมดสักตัว พลันตื่นรู้ในความเปราะบางของชีวิต”

แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะคนเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งเดียวกันอาจถูกเห็นคนละอย่างก็ได้

“…คนบางคนมองพระจันทร์เป็นเพียงก้อนหินที่ลอยได้ แต่บางท่านกลับมองเห็นบุตรหลานของดวงตะวัน คนจำนวนหนึ่งรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อหามุมปลูกสร้างรีสอร์ตโรงแรม แต่อีกจำนวนหนึ่งรอรุ่งอรุณเพื่อสบตากับเอกภพ”

เมื่อทุกคนย่อมมีเส้นทางแสวงหาของตัวเอง คุณเสกสรรค์จึงได้ทิ้งท้ายไว้ว่า

“…ที่สำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ของตนเอง จงผนึกตัวเองเข้ากับห้วงยามแห่งสัจจะ…มิใช่เพียงเพื่อหลีกลี้จากความร้อนรุ่มของชีวิต หากยังเป็นการค้นหาความสงบที่แผ่คลุมมาจากใจกลางของจักรวาล และ ณ ที่นั้น อย่าได้อาศัยความเงียบห่อร่างคุ้มกันภัย หากจงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเย็นที่ปลอบประโลมทุกชีวิต…แล้วท่านจะพาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง เนื่องเพราะตัวท่านเองคือสถานที่ดังกล่าว”

สำหรับคนกรุงเทพที่ชีวิตไม่ค่อยได้ไปวัด การค้นหา โบสถ์ในบ้าน และวิหารในใจของเราให้พบ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่