สองอย่าง

20160206_notimecantdo

คนโง่จะพูดอยู่สองอย่าง ไม่มีเวลา กับทำไม่ได้ นี่คือมาตรฐานเลย แล้วเอาไปพูดกับทุกเรื่องของชีวิต ส่วนที่โง่กว่านั้นจะพูดว่า เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อหรอก สรุปแล้วก็เลยไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ลองทำอะไรที่มันแหกกรอบออกมา

– ดร.วรภัทร ภู่เจริญ
a day BULLETIN Jan 2013
บทสัมภาษณ์และภาพโดย กองบรรณาธิการ

อย่าบอกว่าไม่มีเวลา ถ้าคุณยังเล่นเฟซและดูละครหลังข่าว

อย่าบอกว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ

ก่อนจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ลองมองไปรอบๆ ก็จะเห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราขณะนี้ล้วนแต่เคยเป็นเรื่องไปไม่ได้ทั้งนั้น

ก่อนจะบอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ ลองพิจารณาดูก่อนว่าคนที่เล่ามีเจตนาบริสุทธิ์หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ไม่เห็นเสียหายที่จะเปิดใจรับฟัง

เพราะคนที่คิดว่าตัวเองรู้คำตอบอยู่แล้ว คือคนที่จะไม่มีวันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เลย

—–

ป.ล. วันนี้อาจจะสั้นกว่าปกตินิดนึงนะครับ มีแข่งบอลตลอดวันกับบรรดาศิษย์เก่าเตรียมพัฒน์ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 233, January 2013 (published on ISSUU)

 

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

20160203_BurnOut

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

– Neil Young (1988)
– Kurt Cobain (1994)

 

—–

ผมได้ยินมาว่า เด็กจบใหม่สมัยนี้ รักสบาย ไม่สู้งานเหมือนคนรุ่นก่อนๆ

อาจเป็นเพราะว่าค่านิยมของคนเราเปลี่ยนไป และการมี work-life balance อาจมีความสำคัญมากกว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งสูงๆ ก็ได้

และผมกำลังสงสัยว่า ที่ไม่อยากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เพราะไม่อยากจะเจอสภาวะ burn out

อ้างอิงจากคมชัดลึก Burn-Out หมายถึง การทำงานหนักมากเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับ

ผมเองก็ระวังเรื่อง burn out มากเหมือนกัน และไม่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าเราควรทำงานหามรุ่งหามค่ำจนสุขภาพเสีย

แต่พอมาเห็น Quote นี้ก็ทำให้ต้องมาทบทวนตัวเองใหม่

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยก่อนนี่เขามี Burn out กันบ้างรึเปล่า

ผมเลยเข้าไปดูที่ Google Ngram Viewer ที่บอกได้ว่าคำๆ หนึ่งมีการใช้บ่อยแค่ไหนในแต่ละยุคแต่ละสมัย

แล้วก็พบว่า คำว่า burn out นี่เพิ่งเริ่มมีคนใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปี 1673 นี้เอง

BurnOutNgram

นั่นแสดงว่า ศิลปินที่ทำงานหนักและมีผลงานระดับตำนานอย่าง ลีโอนาร์โดดาวินชี (1452-1519) ไมเคิลแแองเจโล (1475-1564) และเชคสเปียร์ (1564-1616) อาจไม่เคยรู้จักคำว่า burn out เลย

จนอดคิดไม่ได้ว่า อาการ burn out นี่มันมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงวาทกรรมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายสภาวะธรรมดาให้น่ากลัวกว่าความเป็นจริง?

—–

ถึงเราจะไม่อยาก burn out แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปสุดขั้วของอีกฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นคนเฉื่อยเนือย เช้าชามเย็นชาม

เพราะถ้าเรา fade away ก็เท่ากับว่าเรากำลังผลาญทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

คือเวลาที่เรามีอย่างจำกัดในการใช้ความรู้ความสามารถของเราสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างและโลกใบนี้

ยิ่งถ้าเราอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยแล้ว แรงมีเท่าไหร่ก็ควรจะลงไปให้เต็มที่ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคต

มนุษย์เหมือนถ่านชาร์จครับ ต่อให้เจอเครื่องเล่นที่กินแบตแค่ไหน พอถ่านหมดก็ยังพอชาร์จไฟใหม่ได้

แถมเรายังเป็นถ่านชาร์จชาวไซย่าด้วย***  เพราะแบตหมดแล้วชาร์จใหม่เราจะมี “พลังต่อสู้” มากกว่าเดิม

แต่ถ้าเฉื่อยเนือย ทำงานแค่เกียร์หนึ่งเกียร์สองตลอด

กว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะกลายเป็นถ่านไร้สมรรถสภาพที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้วก็ได้

—–
*** ในการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล พระเอกที่ชื่อหงอคงเป็นชาวไซย่า เผ่าพันธุ์นักรบที่พลังจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งหลังฟื้นจากอาการบาดเจ็บปางตาย
—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึก “Burn-Out Syndrome” ภัยเงียบของคนทำงาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Google Ngram Viewer: Burn out

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา

20160121_DukhaLovesYou

“ความสุขเหมือนคนที่เรารัก
ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา”

– อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
กิเลสแมเนจเม้นท์ 

—–

ประโยคของอาจารย์กำพลช่วยเตือนสติเราได้ดี

ว่าคนเรานั้นวิ่งเข้าหาแต่ความสุข ดังชายหนุ่มเพียรพยายามเข้าหาหญิงสาวแสนสวยที่ใครต่อใครหมายปอง

นอกจากจะต้องออกแรงหนักหนาเพื่อให้ได้มาแล้ว ความสุขยังเล่นตัวอีกด้วย อยู่กับเราแค่เดี๋ยวเดียวก็จากไป

ไม่เหมือนกับความทุกข์ที่รักเราอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปเสาะแสวงหา อยู่เฉยๆ เขาก็มาเยือน แถมมักอยู่กับเรานานกว่าความสุขไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ต่อให้ไล่ก็ไม่ยอมไป

แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของความสุข-ความทุกข์นี้ได้อย่างไร?

อย่างแรกก็เหมือนกับที่กล่าวไปข้างต้น ว่าเราควรจะวิ่งตามหาความสุขอย่างมีสติ และรู้เท่าทันด้วยว่า มันไม่ได้รักเรานะ

ในทางกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าความทุกข์คือธรรมชาติอย่างหนึ่งที่จะคงอยู่ตราบใดที่เรายังมีชีวิต หรือพูดภาษาพระก็คือตราบที่เรายังครองขันธ์ 5 อยู่

ในเมื่อหนีกันไม่พ้นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้คือการอยู่กับมันอย่างสันติ ไม่รังเกียจ แต่ก็ไม่คลุกคลี เพราะทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว จะได้ไม่แสวงหาสุขจนหน้ามืดตามัว และไม่จมอยู่กับกองทุกข์จนทำร้ายตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก กิเลส แมเนจเม้นท์ คอร์สเสวนาเพื่อพรรษาที่เปี่ยมสุข

ขอบคุณภาพจาก dhammajak.net

สอนปลาให้ปีนต้นไม้

20160112_FishClimbATree

“Everybody is a genius. But if you judge a fish by its ability to climb a tree, it will live its whole life believing that it is stupid.”

ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าเราตัดสินปลาโดยดูว่ามันปีนต้นไม้เก่งแค่ไหน มันก็คงจะเข้าใจว่าตัวเองโง่ไปตลอดชีวิต

– Anonymous***

—–

ผมเป็นเด็กเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไร

ขึ้นต้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อจะยกหางตัวเอง แต่เพื่อจะเปิดประเด็นคุยเรื่องการศึกษา

ความหมายของเด็กเรียนดี คือเด็กที่สอบได้เกรด 4 หลายๆ วิชา

และเกรด 4 ของแต่ละวิชาก็มีชื่อชั้นไม่เท่ากันซะด้วย

ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดี

แต่ถ้าคุณได้เกรดสี่วิชาพละศึกษา วิชาสุขศึกษา วิชาศิลปะ ผมไม่แน่ใจว่าคนจะมองว่าคุณเป็นเด็กเรียนดีรึเปล่า

ผมเองโชคดีที่เก่งวิชาในกลุ่มแรก ก็เลยถูกจับให้อยู่ห้องคิง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมีหลายวิชาที่ผมไม่ถนัด โดยเฉพาะวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะมีแล้ว

ผมมีความทรงจำไม่ค่อยดีเกี่ยวกับวิชานี้ เพราะอาจารย์มักจะให้งานมาเป็นโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยหรืองานประดิดประดอยของใช้จากของเหลือในบ้าน ซึ่งแน่นอน ผมผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย พอถึงวันต้องส่งงาน ผมก็จะไปมือเปล่าและใส่กางเกงสามชั้นเพื่อลดอาการเจ็บตูดตอนโดนครูตี

นี่ถ้าไม่ได้น้าสาวหรือเพื่อนยื่นมาเข้ามาช่วยทำงานส่ง ผมอาจจะได้เกรด 0 วิชานี้และอาจจะต้องเรียนซ้ำชั้นก็ได้

ถ้าผมอยู่ในโลกที่วิชากพอ.เป็นวิชากระแสหลัก ส่วนเลขเป็นวิชากระแสรอง ผมคงโดนตีตราว่าเป็นเด็กหัวทึบหรือเด็กมีปัญหาไปแล้ว

—–

เคยอ่านเจอที่ไหนซักที่ ว่าสิ่งเดียวที่คะแนนสอบบอกเรา คือความเก่งเรื่องการทำข้อสอบ (The only thing that the exam score measures is how good you are at answering exam questions)

ถ้าให้ขยายความก็คือ ต่อให้คุณทำข้อสอบวิชาหนึ่งเก่ง ก็ใช่ว่าคุณจะเก่งวิชานั้นจริงๆ ซะหน่อย

ผมเองก็ตกอยู่ในจำพวกทำข้อสอบเก่งอีก ไม่ว่าจะ TOEFL หรือวิชาฟิสิกส์ ผมมักจะได้คะแนนดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นเสมอ

แต่พอถึงเวลาต้องพูดคุยกับฝรั่ง ผมกลับรู้สึกว่าเพื่อนที่สอบ TOEFL ได้คะแนนเพียงกลางๆ กลับสามารถพูดคุยสื่อสารกับฝรั่งได้เป็นธรรมชาติกว่าผม

ส่วนเพื่อนที่เรียนจบวิศวะมาด้วยกัน แม้จะได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ แต่ก็มีความรู้ ความสามารถด้านวิศวกรรมมากกว่าผมอย่างเทียบไม่ติด

และเพราะว่าการทำข้อสอบเก่งไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเก่งจริงนี่เอง นักเรียน “หัวดี” มากมายที่เรียนจบไปแล้ว จึงมักจะลงเอยด้วยการเป็นลูกน้องของคนที่เคยเป็นนักเรียน “หัวทึบ” มาก่อน

สถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนต้นตำรับพ่อรวยสอนลูกอย่างคุณโรเบิร์ต คิโยซากิหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า Why “A” Students Work for “C” Students

ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำคำถามที่ผมเคยเขียนลงบล็อกตอนสิ้นปีว่า หรือโรงเรียนจะเป็นเพียงโรงงานฝึกทาส?

ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่งเป็นทาสที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

—–

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงคิดว่าผมกำลังโจมตีการศึกษาไทยอีกแล้ว

จริงๆ นั่นไม่ใช่เจตนาของการเขียนบทความนี้ครับ

เจตนาของผมคือเขียนเอาไว้เตือนตัวเอง

ว่าการวัดผลทางการศึกษายังขาดประสิทธิผล แถมแต่ละวิชายังถูกให้คุณค่าไม่เท่ากันอีก

ดังนั้นการเป็น “เด็กเก่ง” ที่โรงเรียนไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำว่าเขาจะโตมาเป็น “ผู้ใหญ่เก่ง”

การที่ลูกสอบไม่ได้เกรดสี่เลย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลให้มากจนเกินเหตุ

และยังมีทักษะและนิสัยอีกมากมายที่สำคัญ แต่ไม่เคยถูกสอนและวัดผลกันแบบจริงจัง

ความมีน้ำใจ
การทำงานกันเป็นทีม
ความเสียสละ
ความมีระเบียบวินัย
ความคิดสร้างสรรค์
ความกล้าลงมือทำ
ความใฝ่รู้
ความมีสติ
จริยธรรม

เราผ่านยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานานแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ทำตามใบสั่งหนึ่งสองสามสี่

คนที่จะประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าคิดต่าง กล้าตั้งคำถาม และที่สำคัญที่สุดคือกล้าริเริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาถนัดและมีคุณค่ากับคนอื่น

ในฐานะพ่อแม่/ผู้ปกครอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะไม่เผลอคาดหวังให้ปลาปีนต้นไม้

เราต้องรู้ว่าลูกเราถนัดด้านไหน และอะไรที่ถูกจริตเขา

ถ้าเขาเป็นปลาที่เก่งว่ายน้ำ ก็ควรจะสนับสนุนให้เขาว่ายน้ำให้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่บังคับให้เขาไปปีนต้นไม้เพียงเพราะว่าสังคมกระแสหลักบอกว่าต้องปีนต้นไม้ถึงจะดี

ถ้าลูกของเราได้พัฒนาจุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ เขาก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข และจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล

ก็ได้แต่หวังเหลือเกินว่า เมื่อลูกถึงวัยเข้าโรงเรียน ผมจะไม่ลืมสิ่งที่เขียนในวันนี้

—–

*** แต่ก่อนผมนึกว่านี่เป็นคำพูดของ Einstein แต่เมื่อลองดูที่ Quote Investigator แล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ปีใหม่นี้มาเลิกตั้งเป้าหมายกันเถอะ!

20151231_NoGoals

สมัยหนุ่มๆ เมื่อถึงช่วงเวลาปีใหม่ ผมมักอดไม่ได้ที่จะมานั่งเขียนเป้าหมายให้ชีวิต

เป็นเป้าหมายแบบ SMART goals ตามตำราฝรั่งเสียด้วย คือ Specific, Measurable, Achievable, Relevant, และ Time-bound เช่น

จะมีเงินเก็บ xxx บาท ภายในปี xxx
จะมี Six Pack ภายในสิ้นปี
จะเพิ่มน้ำหนัก 2 กิโลภายในสามเดือน
จะมีแฟนที่หน้าตาอย่างนั้น-นิสัยอย่างนี้ภายในสิ้นปี
ฯลฯ

และสิ่งที่มักจะเจอคือเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 80% ไม่เป็นไปตามนั้น

แล้วผมก็จะรู้สึกแย่กับตัวเอง ว่าพยายามไม่พอ ไม่มีวินัยพอ หน้าตาไม่ดีพอ ฯลฯ

พอปีใหม่วนกลับมา ก็มานั่งตั้งเป้าหมายกันใหม่!

—–

พี่โน๊ส อุดมเคยพูดไว้ในเดี่ยว 9 ว่า รู้มั้ยว่าสาเหตุอันดับหนึ่งของการหย่าร้างคืออะไร?

คำตอบคือการแต่งงานครับ!

ฉันใดฉันนั้น สาเหตุอันดับหนึ่งของความล้มเหลว ก็คือการตั้งเป้าหมาย!

พระอาทิตย์ไม่มีเป้าหมาย พระอาทิตย์จึงไม่เคยล้มเหลว

แมวไม่มีเป้าหมาย แมวจึงไม่เคยล้มเหลว

ดอกไม้ไม่มีเป้าหมาย ดอกไม้จึงไม่เคยล้มเหลว

จะว่าไปแล้ว มีแต่มนุษย์เรานี่แหละ ที่มีเป้าหมายและมีล้มเหลว

—–

นอกจากล้มเหลวแล้ว เป้าหมายยังทำให้เรามีความสุขน้อยลงอีกด้วย

เพราะทุกๆ วัน เราจะเห็น “ช่องว่าง” ระหว่างสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน กับเป้าหมายของเราเสมอ

ถ้าช่องว่างนั้น “แคบลง” เรื่อยๆ ก็ดีไป เพราะนั่นแสดงว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกนิด

แต่โดยมากแล้ว ช่องว่างนั้นมักจะใหญ่เท่าเดิมหรือใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ จนถึงจุดๆ หนึ่งเราทนมองช่องว่างนั้นไม่ไหว ก็เลยทำเป็นลืมมันไปซะเลย (ไว้ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่)

และสำหรับคนส่วนน้อยที่ช่องว่างเล็กลงเรื่อยๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา

เพราะกว่าที่เขาจะ “แฮปปี้” จริงๆ ก็ต่อเมื่อเขาเดินทางถึงเป้าหมายแล้วเท่านั้น

เช่นบางคนตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลภายในสามเดือน พยายามอดทนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตามเป้า แต่สุดท้ายลดได้ “แค่” 5 กิโล ก็มองว่าตัวเองล้มเหลวแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ เขาควรจะรู้สึกดีกับตัวเองที่ลดน้ำหนักได้ตั้งขนาดนั้น

ไม่มีใครรู้อนาคต สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

การกระทำของเราบวกกับเหตุปัจจัยภายนอก อาจส่งผลลัพธ์ได้เป็นร้อยแบบ แต่พอเรามีเป้าหมายตายตัว นั่นหมายความว่าเราจะพอใจกับผลลัพธ์เพียงหนึ่งแบบเท่านั้น ส่วนอีก 99 แบบที่เหลือถือว่าเป็นเรื่องไม่น่าพอใจ

ทำไมคนเราถึงปิดโอกาสที่จะมีความสุขกันขนาดนี้?

—–

ไม่ใช่ว่าเป้าหมายเป็นสิ่งไม่จำเป็นนะครับ ผมว่าเป้าหมายแบบ SMART Goals นั้นสำคัญมากสำหรับโลกธุรกิจ

แต่สำหรับโลกภายในหรือชีวิตส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าการมีเป้าหมายที่วัดผลได้คือทางเลือกเดียวสำหรับการมีชีวิตที่ดี

เมื่อสองสามปีที่แล้ว ผมลองใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำดู แล้วก็ได้พบว่า เฮ้ย มันก็โอเคนี่หว่า

แทนที่จะมีเป้าหมาย เดี๋ยวนี้ blogger หลายๆ คนจึงเริ่มเชียร์ให้เลิกตั้งเป้าหมายกันได้แล้ว

เช่น James Clear บอกว่า ให้สร้างระบบดีกว่าตั้งเป้าหมาย

เช่น แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมงก่อนสิ้นปี ก็ให้สร้างระบบแบบแผนที่จะช่วยให้เราได้ซ้อมวิ่งทุกวัน

หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สิบกิโล ก็จงสร้างระบบที่จะช่วยให้เราได้กินแต่ของที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพทุกวัน

บล็อกเกอร์อีกคนอย่าง James Altucher ก็บอกว่าเขาไม่มีเป้าหมาย แต่เขามี Themes

ถ้าธีมหนังคือแก่นของหนังเรื่องนั้นๆ ธีมชีวิตในความหมายของเจมส์อัลทูเช่อร์ ก็คือแนวทางหรือวิธีปฏิบัติที่เขาจะทำทุกวัน

ธีมของเจมส์ ก็คือออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการเดินวันละ 20 นาที พักผ่อนให้เพียงพอด้วยการนอนคืนละ 8 ชั่วโมง ใช้สมองทุกวันเพื่อคิดเรื่องสร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับเพื่อนๆ และทำหน้าที่เป็นพ่อและสามีที่ดี

ธีมของเจมส์มีแค่นี้เองครับ

ไม่มีเป้าหมาย แต่มีความหมาย

ไม่มีวัดผลเป็นตัวเลข แต่วัดได้ด้วยความรู้สึก

ไม่มีสำเร็จหรือล้มเหลว มีแต่เพียงว่าวันนี้เราได้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับชีวิตในแบบที่เราอยากให้เป็นรึยัง

เมื่อเราสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ตรงกับใจเรา เราจะมีความสุขได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ “สำเร็จ” ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก
๋James Clear: Forget About Setting Goals. Focus on This Instead.
James Altucher: Ask Altucher Ep. 45 “How do you set and track goals?”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com