เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

20160203_BurnOut

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

– Neil Young (1988)
– Kurt Cobain (1994)

 

—–

ผมได้ยินมาว่า เด็กจบใหม่สมัยนี้ รักสบาย ไม่สู้งานเหมือนคนรุ่นก่อนๆ

อาจเป็นเพราะว่าค่านิยมของคนเราเปลี่ยนไป และการมี work-life balance อาจมีความสำคัญมากกว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งสูงๆ ก็ได้

และผมกำลังสงสัยว่า ที่ไม่อยากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เพราะไม่อยากจะเจอสภาวะ burn out

อ้างอิงจากคมชัดลึก Burn-Out หมายถึง การทำงานหนักมากเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับ

ผมเองก็ระวังเรื่อง burn out มากเหมือนกัน และไม่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าเราควรทำงานหามรุ่งหามค่ำจนสุขภาพเสีย

แต่พอมาเห็น Quote นี้ก็ทำให้ต้องมาทบทวนตัวเองใหม่

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยก่อนนี่เขามี Burn out กันบ้างรึเปล่า

ผมเลยเข้าไปดูที่ Google Ngram Viewer ที่บอกได้ว่าคำๆ หนึ่งมีการใช้บ่อยแค่ไหนในแต่ละยุคแต่ละสมัย

แล้วก็พบว่า คำว่า burn out นี่เพิ่งเริ่มมีคนใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปี 1673 นี้เอง

BurnOutNgram

นั่นแสดงว่า ศิลปินที่ทำงานหนักและมีผลงานระดับตำนานอย่าง ลีโอนาร์โดดาวินชี (1452-1519) ไมเคิลแแองเจโล (1475-1564) และเชคสเปียร์ (1564-1616) อาจไม่เคยรู้จักคำว่า burn out เลย

จนอดคิดไม่ได้ว่า อาการ burn out นี่มันมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงวาทกรรมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายสภาวะธรรมดาให้น่ากลัวกว่าความเป็นจริง?

—–

ถึงเราจะไม่อยาก burn out แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปสุดขั้วของอีกฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นคนเฉื่อยเนือย เช้าชามเย็นชาม

เพราะถ้าเรา fade away ก็เท่ากับว่าเรากำลังผลาญทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

คือเวลาที่เรามีอย่างจำกัดในการใช้ความรู้ความสามารถของเราสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างและโลกใบนี้

ยิ่งถ้าเราอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยแล้ว แรงมีเท่าไหร่ก็ควรจะลงไปให้เต็มที่ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคต

มนุษย์เหมือนถ่านชาร์จครับ ต่อให้เจอเครื่องเล่นที่กินแบตแค่ไหน พอถ่านหมดก็ยังพอชาร์จไฟใหม่ได้

แถมเรายังเป็นถ่านชาร์จชาวไซย่าด้วย***  เพราะแบตหมดแล้วชาร์จใหม่เราจะมี “พลังต่อสู้” มากกว่าเดิม

แต่ถ้าเฉื่อยเนือย ทำงานแค่เกียร์หนึ่งเกียร์สองตลอด

กว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะกลายเป็นถ่านไร้สมรรถสภาพที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้วก็ได้

—–
*** ในการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล พระเอกที่ชื่อหงอคงเป็นชาวไซย่า เผ่าพันธุ์นักรบที่พลังจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งหลังฟื้นจากอาการบาดเจ็บปางตาย
—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึก “Burn-Out Syndrome” ภัยเงียบของคนทำงาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Google Ngram Viewer: Burn out

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s