Begin Again

20160413_Begin

วันนี้วันปีใหม่ไทย

ผมลุกจากเตียงตอนตีห้านิดๆ มานั่งเขียน Five-Minute Journal

โดยประโยคแรกที่ผมเขียนคือ I’m grateful for a chance to begin again every day

มีสามเหตุผลที่ประโยคนี้แล่นเข้ามาในหัว

เหตุผลแรก คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุให้ใจหาย

ผมเปิดบล็อก anontawong.com ขึ้นมาแล้วพบว่า ปุ่มแชร์ Facebook ตรงท้ายบล็อกทุกตอนขึ้นเลข 0

นาทีนั้นใจตกลงไปถึงตาตุ่มที่จำนวนแชร์ที่สะสมมาร่วมสองแสนครั้งหายไปหมดเลย

ผมใช้ WordPress ในการเขียนบล็อก เลยลองไปดูบล็อกอื่นๆ บน WordPress ก็ไม่เป็นอย่างนี้ จำนวนแชร์ของเขาก็ยังอยู่กันดี

พอผมเขียนบล็อกตอนสุขง่ายๆ และคนเริ่มแชร์กัน บล็อกตอนนั้นก็เริ่มมีตัวเลขแชร์ แต่บล็อกอื่นก็ยังคงมีจำนวนแชร์เป็นศูนย์

ผมเศร้าอยู่ได้ประมาณ 10 นาที ได้เห็นความยึดติดกับชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมา แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่า “ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ก็ได้(วะ)”

อีกสองวันถัดมา จึงได้รู้ว่าบล็อกตอนไหนก็ตามที่มีคนกดแชร์อีกครั้ง บล็อกนั่นจะถูก “คืนชีพ” ให้กลับมามียอดแชร์ตามเดิม (เช่นบล็อก KonMari ที่ตัวเลขดีดจาก 0 แชร์กลับมาที่ 44K แชร์แล้ว) ดังนั้นบล็อกยอดฮิตจำนวนหนึ่งจึงมีตัวเลขแชร์เท่าเดิมแล้ว แต่บล็อกตอนอื่นๆ อีก 95% ยังมีตัวเลขแชร์เป็น 0 อยู่

—–

เหตุผลข้อที่สอง คือผมเคยอ่านจากบล็อกที่ไหนซักที่ว่า ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรืออยากเริ่มทำอะไร แทนที่จะต้องรอถึงวันปีใหม่ เราสามารถเปลี่ยนกรอบเวลาให้เหลือเป็น “สัปดาห์ใหม่” ได้

พูดง่ายๆ ก็คือ แทนที่จะ Happy New Year เราก็มา Happy New Week กันแทน

และอะไรก็ตามที่เป็น resolutions หรือความมุ่งมั่นใหม่ๆ เราก็เริ่มต้นตั้งแต่วันจันทร์ได้เลย

เพราะถ้ามันเป็นเรื่องดี และอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ ก็ไม่เห็นจะต้องรอถึงปีใหม่ซะหน่อย

—–

เหตุผลข้อที่สาม คือเมื่อเช้านี้ตอนแปรงฟัน จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดท่านอาจารย์โกเอนก้าในธรรมบรรยายคอร์สวิปัสสนา 10 วัน 

คิดภาพว่าคุณกำลังอยู่ในแม่น้ำ แล้วคุณดำลงไปในน้ำ พอโผล่หัวขึ้นมาใหม่ นี่ก็ไม่ใช่แม่น้ำเส้นเดิมอีกต่อไปแล้ว

เพราะสายน้ำไหลไปแล้วไม่ไหลกลับ แม่น้ำจึงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทุกการดำผุดดำว่าย

แต่คุณเข้าใจมั้ยว่า ตอนที่คุณดำลงไป และโผล่หัวขึ้นมานั้น นอกจากแม่น้ำจะไม่เหมือนเดิมแล้ว คุณเองก็ไม่ใช่คุณคนเดิมอีกแล้วเช่นกัน

ถ้าพูดในทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนั้น เซลล์ภายในร่างกายของคุณก็ตายแล้วเกิดใหม่ไปแล้วเป็นพันๆ เซลล์ (ในหนึ่งวันเซลล์ในร่างกายของเราจะตายไปประมาณห้าหมื่นถึงเจ็ดหมื่นล้านเซลล์)

ถ้าพูดในทางธรรมะก็คือ “อนิจจา” ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่เคยอยู่คงที่ จิตของเราก็เกิด-ดับวันหนึ่งไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง สังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อกี้ยังอารมณ์ดีๆ อยู่ ตอนนี้ก็โมโหเสียแล้ว หรือเมื่อเช้ายังขยันลุกขึ้นมานั่งเขียนบล็อกอยู่ ตอนบ่ายก็นอนขี้เกียจตัวเป็นขน

เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอเช่นกัน

อะไรที่ควรทำแล้วยังไม่ได้ทำ ก็เริ่ม

อะไรที่ไม่ควรทำแต่ยังทำอยู่ ก็เลิก

ไม่สำคัญว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่หรือไม่

ขอแค่วันนี้เป็นวันใหม่ และเรายังหายใจอยู่

ก็ Begin Again ได้แล้ว

—–

ป.ล. ชื่อของตอนนี้เอามาจากหนังเรื่อง Begin Again ที่มีเพลงประกอบแสนไพเราะ Lost Stars ขับร้องโดยอดัม เลอวีน นักร้องนำวง Maroon 5

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Wikipedia: Apoptosis
ThaiDhamma.net 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Negativespace.co

 

ล้มเหลวคือทางผ่าน

20160411_Failrues

“It helps to see failure as a road and not a wall.”

จงมองความล้มเหลวเป็นถนน ไม่ใช่กำแพง

– Scott Adams  (ผู้เขียนการ์ตูน Dilbert)

—–

ผมทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์มา 13 ปี เคยสัมภาษณ์งานสำหรับตำแหน่งภายในบริษัทอยู่บ่อยครั้ง

อัตราเฉลี่ยความสำเร็จคือหนึ่งต่อสาม ถ้าผมสมัครไปสามครั้ง จะมีครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาจะเลือกผม ส่วนอีกสองครั้งเขาจะเลือกคนอื่น

ทั้งนี้ เพราะหลายครั้งผมก็สมัครงานโดยที่รู้ตัวด้วยว่ายังเด็กเกินไปหรือยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ

แต่ก็ลองสมัครอยู่ดี (เพราะไม่ต้องเสียตังค์!)

ถ้าเขาไม่เรียกสัมภาษณ์ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ได้รับรู้แล้วว่าเรามีความสนใจในตำแหน่งนี้

ถ้าเขาเรียกสัมภาษณ์แล้วเราสัมภาษณ์ไม่ผ่าน ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการซ้อมใหญ่ คราวหน้าถ้าโอกาสมาอีก เราจะได้ทำได้ดีกว่าเดิม

—–

คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยอ่านเจอประวัติของเซลส์แมนคนหนึ่ง ที่ทำยอดขายได้เป็นที่หนึ่งของแผนกปีแล้วปีเล่า กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ขององค์กรด้วยเวลาอันสั้น

เคล็ดลับของเขามีเพียงแค่โถสองโถ และเหรียญบาท 100 เหรียญ*

เริ่มต้นวันทำงาน เหรียญทั้ง 100 เหรียญจะกองอยู่ในโถเดียว

จากนั้นเขาจะโทร.หาลูกค้าหนึ่งคน

เมื่อวางหูจากลูกค้าแล้ว เขาจะหยิบเหรียญหนึ่งเหรียญจากโถหนึ่งมาโยนลงอีกโถหนึ่ง (เสียงดังแกร๊ง!)

แล้วก็ยกหูหาลูกค้าคนถัดไป

เป้าหมายของเขาคือ ก่อนจะหมดวัน เหรียญทั้งหนึ่งร้อยเหรียญจะต้องถูกย้ายไปอยู่อีกโถหนึ่ง ซึ่งนั่นแสดงว่าเขาได้โทร.หาลูกค้าครบ 100 คนแล้วนั่นเอง

และวันรุ่งขึ้น เขาก็จะทำแบบเดียวกัน เพื่อย้ายเหรียญ 100 เหรียญนั้นกลับมาที่โถเดิม

สังเกตว่าเขาไม่ได้โยนเหรียญตอนที่ขายได้ เพียงแค่ได้โทร.หาก็โยนเหรียญได้แล้ว

ถ้าเขาตั้งกฎว่าจะย้ายเหรียญเฉพาะตอนที่ขายได้ ก็เป็นการคาดคั้นที่จะให้โลกหมุนรอบตัวเองเกินไปหน่อย

เพราะเราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้

แต่เราควบคุมการกระทำของเราได้เสมอ

—–

หลายครั้ง ที่เราไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง เพราะเรากลัวว่าจะล้มเหลวหรือเสียเวลาเปล่า

แต่ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์มา จะรู้กฎสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า พลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน มีแต่แปรรูปไปเท่านั้น

สิ่งที่เราลงแรงไป แม้มันจะไม่ได้ออกมาเป็นผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ แต่มันก็ได้แปรรูปไปเป็นบทเรียนและประสบการณ์ ที่จะส่งผลให้เราทำได้ดีขึ้นในคราวหน้าอยู่แล้ว

ดังนั้น หากเรามองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ความสำเร็จ ความล้มเหลวก็จะไม่ใช่ศัตรู แต่จะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราคนหนึ่งเลยนะครับ

—–

* เซลส์แมนที่พูดถึงเป็นฝรั่ง ดังนั้นเขาคงไม่ได้ใช้เหรียญบาท แต่น่าจะเป็นเป็นเหรียญห้าเซ็นต์หรือสิบเซ็นต์มากกว่า แต่ผมใช้เหรียญบาทเพื่อให้อ่านไม่สะดุดนะครับ ส่วนจำนวน 100 เหรียญนี่จริงๆ แล้วอาจจะเป็น 50 หรือ 200 เหรียญก็ได้เพราะผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาได้ระบุจำนวนเหรียญในโถไว้รึเปล่า

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

ห้านาทีเปลี่ยนชีวิต

20160410_FiveMinute

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทดลองวิธีการจดไดอารี่แบบนึง

มันมีชื่อว่า Five-minute journal หรือ การเขียนไดอารี่แบบใช้เวลาไม่เกินห้านาที

ไอเดียนี้ได้มาจากบล็อกน้องใหม่ชื่อว่า anuengblog ชื่อตอน 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที

แล้วเผอิญ Smart Passive Income podcast ตอน SPI 140: Productivity and the Early Morning Routine with Hal Elrod ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยต้องลองเอามาใช้ซักหน่อย

คุณสามารถซื้อ Five-minute journal จากเว็บไซต์เขาได้เลย ราคา $22.95 หรือประมาณ 700 บาท

แต่ผมว่าใช้แค่สมุดเปล่าก็ได้เหมือนกัน

การเขียนไดอารี่สไตล์นี้ต้องแบ่งเวลาเขียนตอนเช้าหลังตื่นนอน และตอนกลางคืนก่อนเข้านอน

ตอนเช้า ให้เขียนเรื่องดังต่อไปนี้

I’m grateful for…(3 อย่าง)
What would make today great? (3 อย่าง)
Daily affirmations – I am…

ข้อแรกก็คือ เรารู้สึกขอบคุณหรือดีใจกับสามเรื่องอะไรบ้าง เช่น

  • I’m grateful for my wife
  • I’m grateful for my baby’s sleeping pattern
  • I’m grateful that my parents are still healthy

ข้อที่สองก็คือ สามอย่างที่จะทำให้วันนี้เจ๋งสุดๆ ไปเลย เช่น

  • Successful delivery of Connect Day event
  • Write 2 blog posts
  • Get home early

ส่วนข้อที่สาม Affirmations เหมือนเป็นประโยคเตือนใจตัวเองว่าเราเป็นคนยังไงหรือมีอะไร เช่น

  • I get out of my comfort zone every day

เจ้าตัว Affirmations นี่ถ้าได้อ่านหนังสือประเภท The Secret หรือ The Science of Getting Rich จะเห็นว่าเขาให้เขียนถึงสิ่งที่เรายังไม่มีก็ได้ แต่ให้เขียนเป็นประโยคปัจจุบันราวกับว่าเรามีแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำจิตใต้สำนึกเพื่อให้เราหาช่องทางไปสู่จุดๆ นั้นให้ได้ เช่น

  • I have 10,000 Likes on my Facebook page

ทั้งๆ ที่จริงๆ ตอนนี้ผมมีแค่ 7,200 Likes เท่านั้น แต่การเขียน Affirmations นี้ฝรั่งบอกว่า มันจะเป็นการ “หลอก” ให้จิตใต้สำนึกเชื่อว่าผมมี 10,000 Likes ซึ่งส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้สึกว่าสามารถหลอกตัวเองได้นะครับ เพียงแต่ว่าจะลองทำดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

—-

ส่วนตอนกลางคืน ก่อนจะเข้านอน ก็มานั่งเขียนอีกสองข้อคือ

3 Amazing things that happened today
How could I have made today better?

ข้อแรกคือ สามเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งคงจะไม่ได้ amazing เสมอไป แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ย้อนมองสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีที่วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่

  • I upgraded my WordPress blog – no more ads!
  • My wife was in a really good mood
  • Ran 6k

ส่วนข้อที่สอง (และเป็นข้อสุดท้าย) ก็คือมีอะไรที่เราควรจะทำได้ดีกว่านี้บ้าง ซึ่งส่วนตัวผมว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดในบรรดาหัวข้อทั้งหมด เพราะมันจะเตือนใจให้เราไม่ผิดพลาดซ้ำสอง (หรือซ้ำสาม ซ้ำสี่!) และอาจช่วยให้เราดีขึ้นวันละ 1%

  • Drink more water

—–

อ้อ แล้วถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดนะครับ!

ความโดดเด่นของการเขียนไดอารี่แบบนี้ก็คือ มันใช้เวลาไม่มากเลย แค่วันละ 5 นาทีเท่านั้น เผลอๆ น้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงเป็นอุปนิสัย (habit) ที่ใครๆ ก็เริ่มทำได้เลยทันที

และข้อดีที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรามีเวลาได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ก่อนที่จะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกและความรับผิดชอบอันมากมาย และก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง

ที่ผมบอกว่า 5 นาทีเปลี่ยนชีวิต ก็เพราะว่ามันช่วยเปลี่ยนให้ผม “มองเห็น” เรื่องดีๆ ในแต่ละวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่มักจะมองข้ามไป จึงมีประจุบวกภายในใจมากกว่าเดิมครับ

ไปลองดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
anuengblog: 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที
The Five Minute Journal 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อต้องผิดหวัง

20160404_NothingGood

ให้บอกกับตัวเองว่า Nothing good gets away – สิ่งที่ดีกับเราอย่างแท้จริงจะไม่หลุดมือเราไปหรอก

ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินลดราคาที่เราจองไม่ทัน

หรือตำแหน่งที่เราสัมภาษณ์แล้วเขาไม่เอาเรา

หรือแม้จะเป็นคนๆ นั้นที่เราทุ่มเทให้แต่เขาไม่สนใจ

การที่เราจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไร มันมีเหตุผลที่เหมาะสมของมันอยู่แล้ว เหลือแค่ว่าเราจะยอมรับความจริงได้แค่ไหน

บางคนอาจค่อนแคะว่า Nothing good gets away ดูจะเป็นการปลอบใจสไตล์โลกสวยหรือหลอกตัวเอง

โลกสวยก็ช่างปะไร ถ้าใช้แล้วมันเวิร์ค และผลักให้เราก้าวต่อไป ไม่จมจ่อมอยู่กับความผิดหวัง

เพราะโอกาสที่ดีนั้นมีมากมายเหลือเฟือ เหมือนประตูหลายบานที่เปิดรอเราอยู่ แต่เราไม่เคยเห็น เพราะมัวแต่มุ่งความสนใจไปที่ประตูที่แง้มอยู่บานนั้นเพียงบานเดียว

การที่ประตูบานนั้นปิดไป จึงไม่ใช่คำปฏิเสธ

แต่เป็นการเชื้อเชิญให้เราหันไปมองประตูอื่นๆ บ้างต่างหาก

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ก็แค่เอ่ยปาก

20160331_JustAsk

“If you don’t ask, the answer is always no”

ถ้าคุณไม่ขอ คุณก็จะได้แต่คำตอบว่า “ไม่”

– Pat Fynn

ตั้งแต่มีลูก แฟนผมไปทำงานแต่เจ็ดโมงเช้า และกลับบ้านห้าโมงเย็น

วันก่อน แล็ปท็อปของเธอรวน ก็เลยเอาลงไปให้ทีม IT Support ตอนสี่โมงเย็น ซึ่งดูแล้วน่าจะใช้เวลาเกินหนึ่งชั่วโมง เลยเวลาที่แฟนต้องออกจากออฟฟิศแล้ว

ถ้าเป็นแต่ก่อนแฟนผมคงจะรอให้ IT Support โทร.มาบอกวันรุ่งขึ้นว่าคอมซ่อมเสร็จ แล้วจึงลงไปเอา

แต่พอนึกได้ว่า วันรุ่งขึ้นจะมาถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้า และกว่า IT Support จะโทร.มาก็น่าจะเก้าโมงเป็นอย่างน้อย จะให้นั่งทำงานโดยไม่มีคอมสองชั่วโมงก็ดูจะลำบากไปหน่อย

แฟนก็เลยขอ IT Support ว่า พอซ่อมแล็ปท็อปเสร็จแล้ว ช่วยเอามาวางไว้ที่โต๊ะได้มั้ย

ผลก็คือ เช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอมาถึงที่โต๊ะทำงาน ก็มีแล็ปท๊อปที่ซ่อมเสร็จแล้วรออยู่ เธอจึงเริ่มงานได้เลยทันที

—–
นอกจากจะขอให้ IT Support เอาแล็ปท็อปมาให้ที่โต๊ะ แฟนผมยังขอหัวหน้ากลับบ้านเร็ว (ที่ทำงานของแฟน พนักงานชอบทำงานจนมืดค่ำ) แถมเธอยังขอหัวหน้าว่าจะลองเอาพนักงานใหม่จากโปรเจ็คหนึ่งมาช่วยงานในทีมเธออีกด้วย

ซึ่งหัวหน้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะฟังดูก็สมเหตุสมผลดี

แฟนบอกว่า เธอเริ่มปรับตัวเป็นคนที่กล้าขอมากขึ้น เพราะผมเคยเล่าให้แฟนฟังบทเรียนบทหนึ่งจากหนังสือ The Last Lecture ของ Randy Pausch ที่บอกว่า Sometimes, all you need to do is ask 

ใช่ บางทีสิ่งที่เราต้องทำก็แค่เอ่ยปากออกไปเท่านั้นเอง

แต่ที่เราไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะว่าเราเกรงใจ

แต่เหตุผลที่ลึกไปกว่านั้น เพราะเรากลัวถูกปฏิเสธ

เหตุผลที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งก็คือ เพราะเรากลัวจะโดนมองไม่ดี

และเหตุผลที่อยู่ข้างในสุด ก็คือเราหวงแหนอัตตาตัวตนของเราเอง

การที่เรากล้าขอ ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะก่อนที่จะขอ เราเองก็ควรคิดมาก่อนแล้วว่าสิ่งที่ขอนั้นไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา

และหากว่าสิ่งที่เราขอมันทำให้เขาลำบากใจ เขาก็จะบอกเราเอง โดยอาจจะเสนอทางเลือกอื่นที่อาจจะได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันก็ได้

มองในอีกมุมหนึ่ง การที่เราเอ่ยปากขอ คือการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แสดงน้ำใจ

และยังช่วยสร้างโอกาสให้เราได้ตอบแทนน้ำใจของเขาในอนาคตด้วย

“If you don’t ask, the answer is always no”

อยากได้อะไร อย่ามัวแต่เกรงใจหรือกลัวเสียหน้านะครับ

เพราะการไม่เอ่ยปาก อาจทำให้เราเสียอะไรมากกว่านั้นเยอะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com