สิ่งที่คิดได้และได้คิดในวันที่ชีวิตขึ้นเลขสี่

20200712

ผมเพิ่งจะอายุ 40 ปีไปหมาดๆ จึงอยากจดบันทึกความคิดบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เผื่อจะกลับมาอ่านได้ในวันข้างหน้า และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบางคนครับ

งาน

รู้สึกว่าการทำงานให้ดีมันมีเคล็ดลับอยู่ไม่กี่อย่าง

หนึ่งคือเราต้องมีความกล้า กล้าที่จะเริ่มลงมือทำ กล้าที่จะถาม กล้าที่จะยอมรับว่าเราไม่รู้ กล้าที่จะยอมรับผิด กล้าที่จะตักเตือนลูกน้อง กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นที่ต่างจากหัวหน้าหรือคนอื่นๆ ในห้อง

สองคือเราต้องสื่อสารให้มากๆ สื่อสารว่าเรากำลังทำอะไร เพราะอะไร จะเสร็จเมื่อไหร่ สื่อสารกับทั้งข้างบน ข้างข้าง และข้างล่าง เค้าจะได้ไม่ต้องมาคอยเดาใจเรา และเราจะได้ลดโอกาสหัวเสียที่เขาทำงานไม่ได้ดั่งใจ เพราะส่วนใหญ่ปัญหามันเกิดจากการสื่อสารระหว่างทางไม่ดีเท่านั้นเอง

สามคือลด distractions ให้ได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะทำงานใหญ่ไม่ได้เลย

เงิน

การมีเงินอาจไม่สามารถซื้อความสุขได้เสมอไป แต่การไม่มีเงินนั้นซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

ดังนั้นการมีเงินเป็นเรื่องดี ยิ่งถ้าเรามีเงินเยอะและความต้องการของเราน้อย เราจะสามารถเอาเงินไปทำประโยชน์ได้อีกมากเพราะเราไม่เห็นความจำเป็นต้องสะสม ใครขอความช่วยเหลืออะไรเราก็ให้ได้โดยไม่รู้สึกเสียดายและไม่เบียดเบียนตัวเราเองด้วย

โยงไปที่เรื่องการซื้อของ ราคาของของที่เราซื้อมันไม่ใช่แค่ราคาที่อยู่บนป้ายเท่านั้น แต่มันยังมีราคาของ “ที่ว่าง” ในบ้านของเราด้วย ยิ่งเราซื้อของเข้าบ้าน ที่ว่างในบ้านยิ่งน้อยลง และเมื่อไม่มีที่ว่าง ของหลายอย่างก็จะถูกกองรวมกันไว้ไม่ต่างอะไรกับกองขยะ

สร้างความสัมพันธ์กับเงินให้ถูกต้องแล้วเงินจะเป็นข้ารับใช้ที่ดี ถ้าความสัมพันธ์กลับหัวกลับหางเมื่อไหร่ เราจะเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแลกกับสิ่งที่มีคุณค่าน้อยกว่า นั่นคือการเอา “เวลาในชีวิตของเรา” ไปแลกกับเงิน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นแค่สิ่งสมมติ เป็นแค่เรื่องราวที่เราเอาไว้เล่าให้ตัวเองและคนอื่นๆ ฟังว่าเรามีตัวเลขในบัญชีเท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ มันแทบไม่ได้มีผลอะไรต่อคุณภาพชีวิตเราโดยรวมเลย

ลูกๆ

พอครอบครัวมีฐานะ ลูกได้เรียนโรงเรียนเอกชน สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือกลัวลูกจะไม่รู้จักความลำบาก ตอนนี้เขาอยากซื้ออะไรเราก็ซื้อให้ได้ ร้อนก็เปิดแอร์ได้ อยากทำอะไรก็มีพี่เลี้ยงช่วยทำให้ ในฐานะพ่อแม่เราต้องคอยหักห้ามใจตัวเองไม่ตามใจลูกจนเกินไป และต้องหากิจกรรมที่ทำให้เขาได้สร้างความคุ้นเคยกับความยากลำบากเสียบ้าง

ส่วนเรื่องการเลือกโรงเรียนให้ลูกตอนนี้ก็เน้นใกล้บ้านไว้ก่อน พอถึงวัยประถมปลายหรือมัธยมค่อยดูกันอีกที แต่หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นผมกับแฟนจะมีเวลามากพอที่จะสอนการบ้านและนั่งคุยกับลูก ซึ่งสำคัญกว่าการเลือกโรงเรียนเสียอีก

คู่ครอง

ความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน ต่อให้ภรรยาสวยแค่ไหน สุดท้ายก็จะเคยชินหรือโรยราอยู่ดี

ดังนั้นคู่ครองที่ดีคือคนที่เราสามารถคุยได้โดยไม่เบื่อ คุยได้ทุกเรื่อง แต่ก็ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ส่วนตัวด้วยเช่นกัน เราควรมีแนวทางคล้ายๆ กัน เช่นการหาเงินและการจ่ายเงิน การทำงาน การเลี้ยงลูก เรื่องพวกนี้ถ้าเห็นไม่ตรงกันจะสร้างความกังวลได้ไม่น้อย

พ่อแม่

หากมีพ่อแม่ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ถือเป็นพรอันประเสริฐ

พ่อกับแม่ผมยัง active ยังมีงานให้ทำ ยังมีกิจกรรมให้ไปร่วมอยู่เรื่อยๆ ก็เลยไม่แก่

การที่ผมกับน้องชายตัดสินใจซื้อบ้านให้พ่อกับแม่มาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะพ่อแม่ได้แวะเวียนมาเจอหน้าหลานๆ แทบทุกวัน แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่ส่วนตัวที่บ้านของตัวเองได้ ซึ่งพื้นที่ส่วนตัวที่ว่านี้มันหายไปตั้งแต่ตอนผมเกิด และเพิ่งได้กลับมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

ครอบครัว

การมีคนในครอบครัวอยู่ใกล้ๆ กันนั้นสร้างความอุ่นใจที่มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้

น้องชายกับน้องสะใภ้ก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ลูกๆ ของพวกเราอยู่โรงเรียนเดียวกันก็เลยผลัดกันรับส่งกันได้ พี่ชายของภรรยาผมก็ขึ้นมาพักกับเราที่กรุงเทพอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกคนที่ให้คำปรึกษาได้เสมอ

การอ่านหนังสือ

ปีนี้ทดลองเปลี่ยนยุทธศาสตร์การอ่านหนังสือเล็กน้อย คืออ่านหนังสือจากคนๆ เดียวกัน 3 เล่มติดกัน โดยหวังว่าจะได้ “อ่านระหว่างหนังสือ” ซึ่งเป็นขั้นกว่าของการ “อ่านระหว่างบรรทัด” จะได้เข้าใจความมุ่งหมายของนักเขียนคนนั้น

ตอนต้นปีผมอ่านหนังสือชุดมูซาชิของอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย

ช่วงปิดโควิดผมอ่าน Fooled by Randomness, The Black Swan และ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb

ตอนนี้กำลังอ่านงานของ Robert Greene – 48 Laws of Power, Mastery, และ The Laws of Human Nature

ช่วงที่อ่านหนังสือของคนไหน ผมก็จะอ่านและฟังคำสัมภาษณ์ของคนๆ นั้นด้วย เพื่อให้เข้าใจตัวตนของเขาในบริบทอื่นๆ มากขึ้น

ขับรถเดี๋ยวนี้สิ่งที่ฟังเยอะที่สุดคือ Youtube Premium ค่าสมัครรายปีนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับ content มากมายมหาศาลที่มีที่เราสามารถโหลดมาฟัง offline ได้เลยแถมยังเปิดไปหน้าจออื่นโดยที่วีดีโอไม่หยุดเล่นอีกด้วย

เคยพยายามฟังหนังสือเสียงของ Storytel ซึ่งย่อมเยาว์กว่า Audible แต่รู้สึกว่ามันไม่เข้าหัว ไม่สามารถรักษาสมาธิได้ตลอดรอดฝั่งได้

เคยลองใช้ book summary services อย่าง Blinkist, Headway และ 12min แต่ก็ค้นพบว่าไม่อาจทดแทนหนังสือจริงได้ ตอนนี้เลยเลิกใช้ไปแล้ว

อีกสองไอเดียเกี่ยวกับการอ่านหนังสือผมได้มาจาก Nassim Taleb

ไอเดียแรกคือให้จดเอาไว้ว่าวันนี้อ่านหนังสือไปได้กี่นาที สัปดาห์นึงอยากอ่านหนังสือให้ได้สัก 5 ชั่วโมง (Taleb อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 20-30 ชั่วโมงมาหลายสิบปีแล้ว)

ส่วนไอเดียที่สอง คืออ่านเฉพาะหนังสือเก่าเกิน 10 ปีเท่านั้น เพราะหนังสือใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่มันจะไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่หนังสือเล่มไหนที่อยู่มาเป็นสิบหรือเป็นร้อยปีแล้วยังมีคนอ่านอยู่ แสดงว่าคุณค่าของมันได้รับการรับรองจากวันเวลาแล้ว

การนอนหลับ

การนอนหลับให้เพียงพอคือ productivity hack ที่หลายคนละเลย เมื่อเรานอนเพียงพอ เราจะรู้สึกว่าอะไรก็สู้ไหว เมื่อเรานอนไม่พอ เจออะไรหน่อยเดียวก็ท้อแล้ว

แนะนำให้อ่านหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่มีแปลเป็นไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Bookscape อ่านแล้วจะไม่อยากอดนอนอีกเลย

การกินอาหาร

อาหารคือสิ่งที่จะกลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา เราจึงควรทานของที่มีประโยชน์ และไม่ควรทานเยอะเกินไป พออายุมากขึ้น เราไม่ได้ต้องการปริมาณอาหารเท่ากับตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว ดังนั้นต้องยกเลิกความเคยชินข้อนี้ ทานให้เกือบอิ่ม พอผ่านไปซัก 10 นาทีมันจะอิ่มพอดี

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นมิติที่สำคัญน้อยที่สุดต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับการนอนหลับและการกินอาหาร

ช่วงนี้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นหลัก สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

วันอังคารวิ่งระยะทาง D ที่เพซ P

วันพฤหัสบดีวิ่งระยะทาง D/2 ที่เพซ P-30

วันเสาร์วิ่งระยะทาง 2D ที่เพซ P+30

ยกตัวอย่างเช่น

วันอังคารวิ่ง 8 กิโล เพซ 6
วันพฤหัสบดีวิ่ง 4 กิโล เพซ 5’30
วันเสาร์วิ่ง 16 กิโล เพซ 6’30

วันอื่นๆ ก็ให้ร่างกายได้พัก เก่งขึ้นช้าหน่อยดีกว่าหักโหมจนเจ็บยาว

ตัวผมเองอยากรักษาวินัยให้สามารถจบมาราธอนได้ปีละครั้ง และถ้าโชคดีไม่บาดเจ็บและไม่เบื่อไปเสียก่อน ก็หวังว่าจะจบมาราธอนแบบ sub-4 ได้สักครั้งก่อนอายุ 45

การจดบันทึก

การจดไดอารี่ทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเอง และได้จดสิ่งที่เราจะลืมในอีกไม่ช้า เพราะความจำเราแย่มาก มื้อเที่ยงเมื่อวันจันทร์ที่แล้วกินอะไรยังจำไม่ได้เลย ดังนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปีเราจะลืมมันไป 90% แต่ถ้าจดเอาไว้ แม้จะไม่ต้องยาวมาก แต่ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าช่วงเวลานั้นเรากำลังคิดอะไรและทำอะไรอยู่

ผมเขียนไดอารี่ลงโปรแกรม notepad พยายามทำเป็นสิ่งแรกตอนเปิดคอมขึ้นมา โดยจะใส่ไว้ด้วยว่าเขียนจากที่ไหน ใช้เวลาเขียน 1-3 นาทีเท่านั้นเอง

การเขียนบล็อก

เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุด ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าตัวเองจะเขียนเรื่องที่ลึกซึ้งมากขึ้นให้สมกับอายุอานามรึเปล่า อยากให้บล็อกนี้มีความคิดที่เติบโตทันผู้อ่านด้วย ส่วนเรื่องตัวเลขคนไลค์เพจนั้นเลิกให้ความสำคัญไปนานแล้ว เรื่องการบู๊สต์โพสต์ก็เลิกทำไปนานแล้วเหมือนกัน เพราะรู้แล้วว่าไม่ได้เปิดเพจมาเพื่อบรรลุหรือพิชิตตัวเลขใดๆ ก็แค่อยากเขียนให้คนที่เลือกจะติดตามเราเท่านั้นเอง

การอ่านข่าว

ผมแทบไม่อ่านข่าวเลย ยิ่งได้อ่านหนังสือของ Nassim Taleb ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการรู้ข่าวสารมากไปจะทำให้เราหลงทางเสียเปล่าๆ เพราะหนังสือพิมพ์ต้องพยายามสร้าง “story” เพื่อมาเติมเนื้อหาให้เต็มหน้ากระดาษ ส่วนสื่อออนไลน์ก็จำเป็นต้องสร้าง traffic

ข่าวส่วนใหญ่จึงเป็น noise ถ้าเราเสพข่าวเยอะ signal to noise ratio ของเราจะต่ำมาก แถมเราจะคิดว่าเราเข้าใจอะไรได้ดีทั้งๆ ที่จริงๆ เราอาจไม่ได้เข้าใจมันหรอก หรือถ้าเข้าใจจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไร มีอย่างอื่นที่น่าอ่านมากกว่านี้เยอะ เช่นหนังสือที่เก่ากว่า 10 ปีและการอ่านใจตนเอง

การศึกษาตนเอง

คุณพศิน อินทรวงค์กล่าวไว้ว่าคนเราเติบโตได้สามมิติ คือทางกาย ทางความคิด และทางจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่ละเลยการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณทั้งๆ ที่มันเป็นทางตรงที่สุดในการเข้าถึงความสุขที่ทุกๆ คนก็ใฝ่หากัน

ตั้งแต่มีลูก ผมพร่องเรื่องการเจริญสติไปไม่น้อย แต่เมื่ออายุครบ 40 ขวบปี ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะกลับมาจริงจังกับเรื่องนี้อีกครั้ง กลับมาเท่าทันความคิดตนเอง มีสติอยู่กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหวร่างกาย

40 คือการเริ่มต้นสู่วัยชรา ดังนั้นการอยู่กับตัวเอง การเห็นความคิดของตัวเอง การมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น เป็นทักษะที่จะจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคตอันไม่ไกล ในวันที่เราถอดหัวโขน ในวันที่เราเป็น nobody ในวันที่เราเจ็บป่วย การเข้าใจตัวเองและเข้าใจธรรมชาติของชีวิตจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราผ่านมันไปได้

ความมุ่งหวังต่อจากนี้

หวังว่าจะทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องพยายาม อยากให้การทำงานด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเป็นธรรมชาติของตัวเอง

หวังว่าจะมีวิชาตัวเบา มีศักยภาพสูงแต่ภาระน้อย เหมือนหงอคงกับคุริลินที่ถอดกระดองเต่าออกไปแล้ว

หวังว่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กรที่เราอยู่ให้เป็นองค์กรที่ครบเครื่องทั้งในแง่ผลประกอบการและความสุขของคนทำงาน

หวังว่าจะผลิตงานใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์และสร้างความสุขให้กับคนที่เสพ

หวังว่าจะมีเงินพอที่จะดูแลคนที่เรารักและทำสิ่งที่เรารัก

หวังว่าจะมีเวลาพอที่จะนั่งคุยกับลูก นั่งคุยกับภรรยา นั่งคุยกับพ่อแม่ นั่งคุยกับปราชญ์

หวังว่าจะมีสติพอที่จะคอยเตือนตัวเองให้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

—–

บทความอื่นๆ ที่เขียนตอนวันเกิด

ครึ่งทาง https://anontawong.com/2015/07/10/half-way/

50 บทเรียน https://anontawong.com/2017/07/10/50-lessons/

เป้าหมายคือกลับมาใหม่พรุ่งนี้

20200706

การตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และต้องมุ่งไปให้ถึงนั้นมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ

หนึ่ง คนบางคนไม่ได้มีความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดขนาดนั้น

สอง เรามักจะเห่อแค่ช่วงแรกและเบื่อเสียกลางทาง

สาม บางทีเราก็ไม่ได้เบื่อ แต่ด้วยความที่หักโหมเกินไป เราก็เลยบาดเจ็บหรือเข็ดขยาดจนขาดความต่อเนื่อง

ถ้าเราเคยทดลองวิธีการตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วล้มเหลวมาแล้วหลายครา ลองเปลี่ยนเป้าหมายดู

“The only goal is to come back tomorrow.”
-Alan Trapulionis

เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวคือทำอะไรก็ได้เพื่อให้เราพร้อมจะกลับมาทำมันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

ยกตัวอย่างคนที่อยากจะหัดวิ่งให้เป็นกิจวัตร

ถ้าเราไม่เคยวิ่งมาก่อน แล้ววันแรกเราซัดไป 5 กิโลเมตร พรุ่งนี้เราจะล้า มะรืนนี้เราจะลังเลสงสัย และวันถัดไปเราจะมีข้ออ้างอื่นๆ

แต่ถ้าวันแรกเราวิ่งแค่เพียง 500 เมตร ถ้าเราหยุดทั้งๆ ที่เรายังไม่หมดก๊อก พรุ่งนี้เราจะมีแรงกายและแรงใจกลับมาซ้อมวิ่งอีกหน

เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากที่เราย่อหย่อนเเกินไป แต่เกิดจากที่เราตึงเกินไปต่างหาก

ตึงเพราะเอาตัวเองไปเทียบกับคนเก่งๆ ตึงเพราะอยากได้ชัยชนะมาเร็วๆ ตึงเพราะลืมไปว่าของดีๆ ย่อมต้องใช้เวลา

ไม่ว่าจะเริ่มทำสิ่งใด ความต่อเนื่องสำคัญกว่าความเข้มข้นเสมอ

สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับสิ่งๆ นั้น แล้วเราจะทำมันได้อย่างยั่งยืนครับ

เรื่องบางอย่างต่อให้พยายามก็ทำไม่ได้

20200704

“ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสองขวบครึ่งของผมเป็นเด็กที่หัวเราะได้มันส์มาก โดยเฉพาะเวลาที่โดนผมจั๊กจี้

มีครั้งหนึ่งผมตัดสินใจถ่ายวีดีโอเก็บเอาไว้เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะหัวเราะได้มันส์ขนาดนี้ไปอีกนานแค่ไหน

“ปรายฝน” ลูกสาววัยสี่ขวบกว่าเห็นผมถ่ายวีดีโอน้อง ก็เลยอยากให้ผมถ่ายเค้าบ้าง ยอมมานอนบนเตียงให้ผมจั๊กจี้ได้ตามอำเภอใจ

อาจจะรู้สึกไปเอง แต่ผมว่าการหัวเราะของเด็กสี่ขวบกับการหัวเราะของเด็กสองขวบไม่เหมือนกัน

การหัวเราะของเด็กสี่ขวบเหมือนเริ่มมีอะไรมา “เคลือบ” แล้ว เพราะนี่คือวัยที่เริ่มรู้เรื่อง เริ่มคิดถึงสายตาคนอื่นว่าเขาจะมองว่าอย่างไร

ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่ เสียงหัวเราะของเรายิ่งมีอะไรเคลือบมากขึ้นเท่านั้น

—–

แต่ก่อนผมเป็นแฟนตัวยงของนิตยสาร a day

หนึ่งใน a day ที่หาซื้อยากที่สุดคือเล่มที่ 16 ปก “ต้อม นูโว” วางแผงเดือนธันวาคม 2001

ตอนนั้นนูโวที่แยกวงไปแล้วกำลังจะกลับมารวมตัวกันใหม่เพื่อจัดคอนเสิร์ตที่อิมแพกต์อารีน่า ตั๋วขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง (อย่าลืมว่าสมัยนั้นยังไม่มีการซื้อตั๋วออนไลน์)

ผมหาซื้อ a day ไม่ได้ แต่โชคดีที่ได้แวะเวียนไปเยี่ยมออฟฟิศ a day และได้พูดคุยกับพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้ง a day และบรรณาธิการบริหารในขณะนั้น พอผมเปรยว่าหา a day เล่มนูโวไม่ได้เลย พี่โหน่งก็เดินไปหยิบมาให้เล่มหนึ่งทันที

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ผมเกือบจะไม่ได้อ่าน

เพลงของนูโวที่ชอบมากที่สุดคือเพลงไหน?
โจ: ผมชอบ ‘บุญคุณปูดำ‘ มันเล่นสนุก แล้วเป็นร็อกแอนด์โรลด้วย แล้วผมก็ชอบเนื้อหา ดนตรีทุกเสียงมันชัดเจนมาก เพลงอื่นนี่ต้องอาศัยการเสียบปลั๊กเยอะ แต่ปูดำนี่คุณสามารถที่จะมีมือกลองเดินเข้าไป แขวนเบสตัวนึง กีตาร์อีกตัวเล่นได้เลย แล้วก็มันส์ด้วย h

สุ: ‘คึกคักบ่อยเลย‘ สนุก มันส์ เป็น rhythm ที่ดีมาก

ใหม่: ‘บอกอย่างงั้นอย่างงี้เลย’ ครับ เพราะเป็นเพลงที่คิดว่าลงตัว สมัยชุด 1 คนจะรู้จักกับ ‘ไม่เป็นไรเลย‘ มาก แต่ถ้านับจริงๆ คว้ารางวัลสุดคือเพลงนี้

ปีเตอร์: ‘หลอกกันเล่นเลย‘ เป็นเพลงที่ง่ายและชัดเจนมาก

ก้อง: มีหลายเพลงครับ แต่ถ้าจะให้ต้องเลือกก็คงเป็น ‘ลืมไปไม่รักกัน‘ ดนตรีเพราะ ความหมายก็ดีครับ

จอห์น: ‘ไม่มีคำตอบ‘ นวล สวยงาม

อัลบั้มใดคืออัลบั้มที่ดีที่สุดของนูโว?
ทุกคน: เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย

—–

ช่วงปี 1995 ผมกำลังเรียนม.ปลายอยู่นิวซีแลนด์ เล่นกีตาร์เป็นแล้ว กำลังหลงใหลเพลงอย่าง Smells like teen spirit ของ Nirvana และ Creep ของ Radiohead

เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งชื่อ “ลินคอล์น” ก็ชอบเล่นกีตาร์และมาคุยกับผมและเพื่อนคนไทยบ่อยๆ เรื่องวงดนตรีที่เราชื่นชอบ บางทีก็นัดไปซ้อมดนตรีกัน

ที่น่าแปลกใจคือมีเพลงไทยเพลงหนึ่งที่ลินคอล์นชอบมาก เพราะเกือบทั้งเพลงใช้แค่ 4 คอร์ดไม่ต่างอะไรกับ Smells like teen spirit และ Creep

ลินคอล์นให้ผมอธิบายความหมายของเพลง ว่ามันเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชอบร้อยดอกไม้ แต่ร้อยไปร้อยมาดอกไม้ดันหมดโลก แล้วก็ให้ผมสอนท่อน riff ที่ใช้ทางคอร์ด Bm D G F#

หลังจากนั้นมา แม้วงโมเดิร์นด็อกจะออกอัลบั้มมาอีกหลายชุด แต่เพลงที่ผมมักคิดถึงและยังเล่นอยู่เสมอก็คือเพลงจากอัลบั้มชุดแรกไม่ว่าจะเป็นเพลง “ก่อน” “บางสิ่ง” และแน่นอน – “บุษบา”

—–

ฝรั่งมีวลีที่ว่า practice makes perfect ยิ่งเราฝึกฝนมากเท่าไหร่ เรายิ่งใกล้ความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น

แต่ในบางบริบท เราอาจไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ

เพราะความดิบ ความไร้เดียงสา ความเป็นมือใหม่ ความที่ไม่รู้ว่าอะไรทำได้-ทำไม่ได้ก็มีเสน่ห์ที่ความสมบูรณ์แบบไม่อาจมอบให้

ผมยกตัวอย่างเรื่องเสียงหัวเราะของเด็กเล็กและอัลบั้มแรกของวงดัง เพื่อจะบอกว่าบางสิ่งบางอย่างถึงจะพยายามก็ทำไม่ได้ ยิ่งพยายามยิ่งทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น หากเราจะเริ่มทำอะไร อย่าไปกลัวเลยว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่อาจจะกลายมาเป็นจุดแข็งและเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้-แม้กระทั่งตัวเราเอง

ยอมรับและโอบกอดความเป็นมือสมัครเล่นของเรา เชื่อมั่นในสิ่งที่คิดจะทำ และเริ่มออกเดินทางกันได้แล้ว

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

ถ้าเครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ

20200404

นี่เป็นคำพูดของอู๋ น้องที่ทำงานเก่าที่ออกมาทำอาชีพตากล้องเต็มตัวได้ร่วมสิบปีแล้ว (รูป pre-wedding งานแต่งงานของผมก็เป็นผลงานของน้องคนนี้)

ผมอ่านเจอสเตตัสของอู๋เมื่อวันสิ้นเดือน เห็นว่าเป็นข้อความที่มีประโยชน์ และน่าจะช่วยเพิ่มมุมมองในทางบวกให้กับคนที่กำลังลำบากอยู่ตอนนี้ได้ จึงขอนำมาลงไว้ในบล็อกนี้นะครับ

—–

เห็นหลายคนเริ่มเครียดเพราะไม่มีงานกัน คือจะบอกว่าส่วนตัวแล้ว ผมผ่านจุดนั้นมานานแล้ว

กลางปีก่อน ไม่มีงานเลย 3-4 เดือน ได้แต่นั่งมองเฟสเพื่อนๆ ลงงานกันโครมคราม ตอนนั้นแม่งเครียดชิบหาย ทำไมกูไม่มีงาน ทำไมกูไม่มีงาน ทั้งเครียดและกดดัน อีความซึมเศร้าก็มาถามหาอีกละ

จนแฟนก็พูดประโยคนึงประมาณว่า “นกมันยังไม่อดตายเลย”

คือในความจริงมันคงตายแหละ หลายคนคงเถียง

แต่พอเราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเออ บางเรื่องเราไปบังคับไม่ได้ แบบไม่มีงาน จะไปบังคับใคร บังคับลูกค้า มึงต้องจ้างกูนะ หรือถ่ายรูปส่งสต้อกก็ต้องขายได้ทุกรูปงี้ มันก็ไม่ได้ไง แล้วไม่รู้จะเครียดทำไม เครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ นี้ไม่ได้อะไรแถมความดันมาหาอีก

ช่วงนั้นก็เลยปรับตัวลดการใช้จ่ายทุกสิ่ง ใครที่อยู่รอบตัวจะรู้แหละ มาชวนอะไรซื้ออะไรเราก็จะบอกว่าไว้ก่อน ยังไม่มีเงิน

การกินก็ประหยัด ทำกินเอง หุ่งข้าว ลดต้นทุนให้มากที่สุด จนถึงจุดนึงมันก็พอรอดมาได้บ้าง

รอบนี้ก็คงเหมือนกัน มองทางรอดเอาหลวมๆ แล้วก็ไม่ต้องไปเครียดมาก

สู้ๆ

—–

แฟนของอู๋ที่กล่าวว่านกยังไม่อดตายเลยชื่อน้องเมย์ เป็น illustrator ที่เคยฝากผลงานไว้ในงานแต่งงานของผมเช่นกัน นั่นคือภาพประกอบหนังสือ “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวมบทความที่ผมเขียนเอาไว้ก่อนจะเปิดบล็อก Anontawong’s Musings เสียอีก

ขอบคุณอู๋กับเมย์สำหรับข้อคิดดีๆ ครับ

—–

ใครอยากดูผลงานของอู๋กับเมย์ เชิญรับชมได้ที่ Nattaphotos และ Mame*zo 

ดาวน์โหลดหนังสือเกิดใหม่ได้ที่นี่

ความมั่นคงในชีวิตอยู่ที่ไหน

20200401b

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ความมั่นคงในชีวิตไม่มีจริง มีแต่ความมั่นคงทางจิตวิญญาณเท่านั้น

ตอนนั้นคงพูดเอาเท่ๆ แต่พอมาพิจารณากับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะอะไรที่เราเคยคิดว่ามันจะจีรังยั่งยืน กลับล้มครืนไปกับคลื่นโคโรนาไวรัส ไม่รู้ว่าคลื่นนี้จะจบเมื่อไหร่ แล้วจะมีคลื่นลูกต่อไปอีกมั้ย

ที่ค่อนข้างแน่ใจ คือชีวิตของพวกเราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

งานที่เคยทำอาจไม่มีแล้ว ธุรกิจที่เคยหาเงินได้อาจหยุดชะงัก ทักษะที่เรามีอาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

แล้วเราจะไปหาความมั่นคงในชีวิตจากที่ไหน?

ผมคิดว่าก่อนจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ เราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจเสียก่อน

ความมั่นคงทางจิตใจนั้นน่าจะมาได้จากสามทาง

ทางแรกคือประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ

ทางที่สองผ่านการอ่านการศึกษาจนมองได้ลึก มองได้กว้าง มองได้ไกล

ทางที่สามคือฝึกฝนจิตใจของตนให้ยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งปราชญ์ได้ชี้ทางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เมื่อไหร่เราจะเลิกดูเบาภูมิปัญญาเหล่านี้เพราะเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น

เมื่อผ่านพ้น ศึกษา และฝึกฝนจนพอจะมีความมั่นคงทางจิตใจ ก็จะตั้งสติได้ในห้วงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรงเพียงใดเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้ ถ้ากายมันจะไปไม่รอดก็เพราะว่าใจมันเจ๊งก่อนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ว่า

“เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า
จงอย่าเสียเวลากับการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่
อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นใหม่
เพราะการสร้างตัวตนขึ้นใหม่
คือหัวใจของการสร้างอนาคต”

เผื่อใจไว้ก่อนเลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาอีกหลายระลอก และแต่ละระลอกมันอาจบังคับให้เราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

ความกลัวไม่ช่วยอะไร ความยึดติดไม่ช่วยอะไร สติ ปัญญา ความกล้า และความไม่ประมาทต่างหากที่จะพาเราฝ่าคลื่นวิกฤติลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อใจเราพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ นั่นแหละถึงจะเริ่มมีความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59