เราไม่ได้ล้มเหลวเพราะเลือกทางผิด

เราล้มเหลวเพราะเราไม่ยอมเลือกสักทาง

เมื่อทางเลือกมีมากมาย คนรุ่นใหม่เลยเจออาการ paralysis by analysis คือมัวแต่วิเคราะห์จนทำอะไรไม่ถูก

เหมือนนิทานลาลังเล ที่ตัดสินใจไม่ได้ระหว่างเดินไปดื่มน้ำในบ่อ หรือเดินไปกินอาหารในกองฟาง มันเลยยืนงงอยู่ตรงนั้นจนขาดใจตาย

คนเราฉลาดกว่าลา แต่เราก็คิดมากกว่าลาเช่นกัน

นี่คือ passion ของฉันรึเปล่า? นี่คือตัวตนของฉันจริงรึเปล่า? ฉันเหมาะกับสิ่งนี้รึเปล่า?

เราไม่มีทางรู้คำตอบเลยจนกว่าจะเอาจริงกับมันสักตั้ง

ลองหยุดถาม ลองโยนทิ้ง passion mindset และลองใช้ craftsman mindset ที่เป้าหมายหลักไม่ใช่ความสุขแต่คือการทำเรื่องนี้ให้ได้ดีกว่าเดิม

เมื่อเราอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ และมีความชำนาญมากพอ สิ่งที่เราเรียกว่า passion จะตามมาเอง

แต่ถ้าเราเอาแต่มองหา “สิ่งที่ใช่” อยู่เรื่อยไป เราก็จะเหมือนคนขุดบ่อที่ไม่เคยเจอน้ำบาดาลเพราะไม่เคยขุดลึกพอเสียที

เราจะกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขเพราะมัวแต่วิ่งหาความสุขอยู่ร่ำไป

เราจึงไม่ได้ล้มเหลวเพราะเลือกทางผิด เราล้มเหลวเพราะเราไม่ยอมเลือกสักทาง

กฎทางฟิสิกส์บอกว่าพลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน มันแค่แปรรูปไปเท่านั้น

เมื่อเราลงทุนลงแรงกับอะไรสักอย่างด้วยความจริงจังและมุ่งมั่น เราก็ย่อมไม่เสียแรงเปล่าเช่นกัน

แต่มันจะแปรรูปเป็นทักษะและประสบการณ์อันล้ำค่าที่จะรับใช้เราไปได้ทั้งชีวิตครับ

ไม่ทำเพราะว่ามันยาก หรือมันยากเพราะไม่ได้ทำ

เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรา(ยัง)ทำไม่ได้

เราอาจจะเคยลองแล้วและทำไม่ได้ หรือเราไม่เคยคิดแม้แต่จะลองเพราะคิดว่าเราไม่ได้เหมาะกับสิ่งนี้หรือไม่มีหัวในเรื่องนี้

แต่นั่นมันคือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้อะไรเปลี่ยนไปมากมาย เครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าเดิม แหล่งเรียนรู้มีมากกว่าเดิม และเราเองก็ไม่ได้เป็นคนเดิม

ทุกอย่างมันจะยากที่สุดตอนเริ่มต้นเสมอ ในการเดินทางไปดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11 ที่ใช้เวลา 100 ชั่วโมงนั้น เชื้อเพลิง 90% ถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรก

แต่เมื่อผ่านพ้นแรงโน้มถ่วงของอดีตแล้ว เราจะใช้แรงน้อยลง เราจะรู้ว่าจะหันหัวไปทางไหน เราจะรู้ว่าจะไปต่ออย่างไร และทุกอย่างจะค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง

อย่าดูเบาสมองของตัวเอง อย่าดูเบาความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ระหว่างทาง

ลองลงมือทำแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่เรากลัวครับ

อย่าพยายามมากเกินไป

คนไทยเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า ความพยายามที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า trying too hard หรือการพยายามมากจนล้นเกิน

ถ้าเราพยายามมากเกินไปที่จะทำให้คนชื่นชอบ เราจะกลายเป็นคนน่ารำคาญ

ถ้าเราพยายามมากเกินไปที่จะร่ำรวย เราจะใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับคนจน

ถ้าเราพยายามมากเกินไปที่จะมีความสุข เราจะเป็นคนที่แบกความทุกข์ตลอดเวลา

พยายามได้แต่ให้พอดี

และในบางที ดีที่สุดคือไม่ต้องพยายามครับ

ความรับผิดชอบจะมอบความหมาย

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า มากกว่าเงินคือเราอยากมีความสุข มากกว่าความสุขคือเราอยากมีประโยชน์ มากกว่าประโยชน์คือเราอยากให้ชีวิตมีความหมาย

เพราะภายใต้ความกว้างใหญ่และยาวนานของจักรวาล ชีวิตมนุษย์นั้นแทบไม่มีคุณค่าใดๆ

เราจึงต้องนิยามความหมายของเราขึ้นมาเอง ว่าเกิดมาทำไม อยู่ไปทำไม และที่ทำอยู่ทุกวันนี้นั้นเพื่ออะไรและเพื่อใคร

ในหนังสือ “Between Hello and Goodbye ครู่สนทนา” คุณจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ ได้สัมภาษณ์คุณอ๋อง วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร a day BULLETIN และผู้แปลหนังสือ “อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่” (The Little Book of Ikigai) เอาไว้ว่า

ถาม: แล้วมีเหตุการณ์ไหนไหมที่ทำให้คุณรู้สึกค้นพบว่าชีวิตมีความหมาย
ตอบ “ตอนนั้นแม่ผมไม่สบาย อยู่ๆ แม่ไม่มีความรู้สึกที่ปลายเท้า แล้วแม่เริ่มเดินไม่ได้ แม่กับพ่อเลยย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ต่างจังหวัด ในขณะที่ผมครอบครองบ้านที่กรุงเทพฯ คนเดียว ตอนนั้นผมเป็นฟรีแลนซ์ ก็รับจ๊อบเขียนงาน ดูซีรีส์ อยู่ไปวันๆ ชีวิตไร้ความหมาย แล้วเรามีพี่ชายอีกคนซึ่งเขาพิการเพราะตอนเกิดมาเขาถูกกระทบกระเทือนทางสมอง พี่ชายคนนี้อยู่ที่ศูนย์ฝากเลี้ยงแห่งหนึ่ง แต่ละเดือนที่บ้านจะต้องจ่ายตังค์ให้ศูนย์นี้มหาศาล ทั้งค่าแรง ค่าที่ ค่าใช้จ่าย ค่าอาหาร แล้ววันนั้นแม่ที่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดก็โทรมาหาผม บอกว่า ‘อ๋อง เอาเลขบัญชีมา แม่จะโอนตังค์ค่าเลี้ยงพี่ชายให้’ เพราะแม่เห็นว่าผมตกงาน แล้วแม่ก็ถามว่า ‘อ๋อง กินข้าวหรือยัง อยู่บ้านคนเดียวหาข้าวปลากินยังไง’

ตอนนั้นผมก็บอกแม่ว่า ‘ไม่เป็นไร ผมมีเงินอยู่ แม่ไม่ต้องโอนเงินมา แล้วเดี๋ยวผมหาข้าวหาปลากิน แม่ไม่ต้องเป็นห่วง’ เสร็จแล้วผมก็ขับรถไปธนาคาร เบิกเงินมาปึกหนึ่ง ขับรถข้ามสะพานพระราม 5 ไปยังสถานที่ที่ดูแลพี่ชายเราอยู่ ไอ้โมเมนต์ที่ผมขับรถข้ามสะพานพระราม 5 มันเหมือนกับฟ้าสว่าง เหมือนเราเข้าใจแล้วว่าเราเกิดมาทำไม พ่อเราสอนเราขับรถเมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเขาไม่อยู่บ้านเราจะได้ขับรถไปดูแลพี่เรา พ่อแม่เราส่งเสียเราจนเรียนจบเพื่อที่เราจะได้มาเป็นนักเขียน เพื่อที่เราจะได้มีเงิน เพื่อที่เราจะได้ตัดเงินแต่ละเดือนเพื่อไปจ่ายเงินให้กับคนดูแล ตอนนั้นมันไม่มีคำถามเลยว่าเกิดมาทำไม ความหมายของชีวิตแค่นี้แหละ แค่นี้เลย เพื่อที่จะขับรถมา ณ ตรงนี้ ตอนนี้ เพื่อที่จะให้พี่ชายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 1 เดือน”


หากเรามีภาระ หากเรามีคนต้องดูแล ขอให้เข้าใจว่าตัวเองโชคดี

เพราะแม้ว่ามันจะหนัก แม้ว่ามันจะเหนื่อย แต่ในทางกลับกันภาระเหล่านั้นก็มอบสิ่งยึดเหนี่ยวให้เราตื่นขึ้นมาในทุกเช้าเพื่อออกไปทำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร

ขอแค่มันมีคุณค่ากับใครบางคนที่เราแคร์ก็พอแล้ว

ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราฝังใจ

ผมเป็นคนไม่กินน้อยหน่าและไม่เคยกินน้อยหน่า เพราะตอนวัยอนุบาลและวัยประถม เคยได้ยินข่าวลือบ่อยๆ ว่ากินแล้วเม็ดน้อยหน่าติดคอตาย

เลย 10 ขวบ มาหลายสิบปี ผมไม่เคยได้ยินเรื่องเม็ดน้อยหน่าติดคออีกเลยแต่ก็ยังไม่คิดจะกินมันอยู่ดีเพราะผมกลายเป็น “คนไม่กินน้อยหน่า” ไปเรียบร้อยแล้ว

ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าที่คนเลี้ยงช้างจะเอาช้างตัวเล็กผูกเชือกไว้กับเสาไม้ปักดิน แม้ช้างตัวน้อยจะออกแรงดึงแต่ก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ จนแม้กระทั่งมันโตแล้วก็ไม่เคยคิดจะเดินหนีไปไหนทั้งๆ ที่ถ้ามันออกแรงสักหน่อยเสาไม้ไม่มีทางต้านทานแรงของช้างที่โตเต็มวัยได้

ความฝังใจวัยเด็กเพียงไม่กี่ปีสามารถส่งผลต่อตัวตนของเราได้ทั้งชีวิต

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าเราได้นิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

เป็นคนวาดรูปไม่เก่ง เป็นคนร้องเพลงไม่เพราะ เป็นคนอ่อนคณิตศาสตร์ เป็นคนอ้วน เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนไม่มีเสน่ห์ เป็นคนขาดความมั่นใจ เป็นคนไม่มีใครรัก

เป็นคนไม่กินน้อยหน่า

เหล่านี้อาจจะเป็นความฝังใจวัยเด็ก เป็นเพียงเสาไม้ที่ผูกเราไว้กับตัวตนในอดีต

ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราฝังใจ แล้วเราอาจจะพบว่าเราเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราเคยคิดครับ