โลกนี้มันโหดร้ายหรือเราเองที่เปราะบาง

คนเราทุกคนแสวงหาความสุขความสบาย ซึ่งบางทีมันก็คล้ายกับดาบสองคม

เพราะถ้าชีวิตนี้เจอแต่ความสุขมาตลอด เมื่อต้องเจอความทุกข์เราอาจไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไง

หรือถ้าเราเจอแต่คนดีๆ มาตลอด เราอาจกลายเป็นคนโลกสวยและไม่เท่าทันคนแย่ๆ ที่คอยเอาเปรียบ

หากเราคาดหวังที่จะเจอแต่เรื่องดีๆ และไม่เผื่อใจเอาไว้บ้างเลย เมื่อเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เรานี่แหละที่จะ hurt ที่สุด

เพราะสมการของความสุข เขียนออกมาได้ดังนี้

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าชีวิตเคยชินกับความสบาย ความคาดหวังของเราก็จะสูงลิบลิ่ว

แต่โลกแห่งความจริงมันไม่ได้มีแต่เรื่องบวก ถ้าความจริงคะแนนต่ำ แต่ความคาดหวังเราสูง ความสุขของเราก็จะติดลบ

ดังนั้น หลายครั้งที่เราเจ็บปวดจะเป็นจะตาย ไม่ใช่เพราะว่าโลกนั้นโหดร้าย แต่เพราะเราเปราะบางเกินไปเอง คิดภาพสมัยวัยรุ่นที่เราอกหักจนกินอะไรไม่ลง มองกลับไปก็ยังคงรู้สึกตลกตัวเองว่าเป็นอะไรมากมั้ย

มองโลกในแง่ดีนั้นดีแน่ แต่ต้องเผื่อใจที่จะเจอเรื่องแย่ๆ เอาไว้

เพราะโลกแห่งความจริงนั้นมีทั้งดีและร้ายสลับกันไป

เจอเรื่องดีก็ดีไป ถ้าเจอเรื่องร้ายก็เติบโตครับ

ให้ความสำคัญกับการยืนระยะ

เมื่อเช้านี้ผมไปวิ่งครั้งแรกในรอบสัปดาห์ เนื่องจากเสาร์อาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยวพัทยากับเพื่อน นอนดึก ตื่นสาย นาฬิการ่างกายก็เลยรวน เพิ่งจะมีเช้าวันนี้ที่รู้สึกว่าร่างกายน่าจะโอเคพอที่จะออกไปวิ่งได้

นาฬิกา Garmin แนะนำว่าวันนี้ผมควรวิ่งเป็นเวลา 35 นาทีที่เพซ 6:05

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีคือมันมีแต่ข้อมูล แต่มันไม่อาจรู้ได้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อคืนผมเพิ่งไปกินเลี้ยงมา ตัวยังหนักๆ วิ่งไม่ค่อยออก แถมตัวเองไม่ได้วิ่งมาหนึ่งสัปดาห์ก็เลยไม่มั่นใจว่าการวิ่งที่เพซแบบนั้นมันจะทำให้เราเจ็บเสียก่อนหรือเปล่า

ผมเลยตัดสินใจไม่วิ่งตามโปรแกรมที่นาฬิกากำหนด แต่วิ่งในสปีดที่ตัวเองสบายใจแทน วิ่งไปแบบช้าๆ ชิลๆ จบกิโลแรกที่เพซ 7 จากนั้นก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่ตั้งใจเร่งความเร็ว แต่ยิ่งวิ่งกลับยิ่งรู้สึกดี และตัดสินใจหยุดตอนวิ่งครบ 7 กิโลเมตร เพซเฉลี่ย 6:35

ไม่ใช่การวิ่งที่ทำสถิติได้ดีที่สุด แต่เป็นการวิ่งที่ผมรู้สึกดีที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

แข่งกับตัวเอง – beat yesterday – New PB (Personal Best)

เหล่านี้คือข้อความที่พร่ำบอกว่าเราต้องดีขึ้นทุกวัน

แต่ชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง มันมีขึ้นมีลงเสมอ

ผมเคยมีเป้าหมายว่าอยากจะวิ่ง Sub-2 Half Marathon (วิ่ง 21.1 กิโลเมตรภายในเวลา 2 ชั่วโมง) ซึ่งพอบรรลุได้แล้ว ผมก็ตั้งเป้าหมายถัดไปว่าอยากจะวิ่ง Sub-4 Marathon แต่ตอนนี้ผมได้ทิ้งเป้าหมายนั้นไปแล้ว

ไม่ใช่เพราะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่มันเริ่มจะไม่คุ้มเมื่อคิดว่ามันต้องแลกมากับอะไรบ้าง กี่ร้อยพันชั่วโมงที่ต้องฝึกซ้อม และการวิ่งไกลขนาดนั้นมันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือ

การวิ่งอาจทำให้อายุเรายืนยาวขึ้นก็จริง แต่ถ้าเราเอาเวลาที่ยืนยาวขึ้นมาหมดไปกับการวิ่งมันก็อาจจะเป็น zero-sum game อยู่ดี

เพราะการทำลายสถิติเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ เมื่อทำ sub-4 ได้ก็จะถามตัวเองว่าแล้วยังไงต่อ ต้องปรับเป้าหมายไปเป็น sub-3.5 รึเปล่า แล้วถ้าทำได้แล้วยังไงต่อ มันคือคือวงจรแห่งการขยับเป้าหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขีดจำกัดของตัวเอง และถึงวันนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าจะยังรู้สึกดีกับการวิ่งอยู่หรือไม่

แทนที่จะทำสถิติใหม่ ลองตั้งสติใหม่ แล้วถามตัวเองว่า เราวิ่งไปเพื่ออะไร

ถ้าเราจะวิ่งเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความเร็วหรือระยะทาง สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรเราถึงจะวิ่งได้เป็นประจำจนถึงวัยเกษียณ

เป้าหมายสำหรับชีวิตวัยกลางคนจึงอาจจะไม่ใช่การสร้างสถิติใหม่ แต่เป็นการหา “จุดกลมกล่อม” (sweet spot) ที่ทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจโดยที่เรายังมีความสุขกับสิ่งนั้นอยู่

ผมยกตัวอย่างเรื่องวิ่งก็จริง แต่เราสามารถนำเลนส์นี้ไปใช้ได้กับอีกหลายเรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน การลงทุน สุขภาพ และความสัมพันธ์

ให้ความสำคัญกับการยืนระยะ เพราะการทำน้อยแต่สม่ำเสมอนั้นจะให้ผลดีในระยะยาวมากกว่าการเร่งพิชิตเป้าหมายครับ

อย่าหักหลังตัวเราในอนาคต

เอาจริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำวันนี้มันจะนำไปสู่อะไร

การใช้เงินแบบไม่เหลือเก็บจะนำไปสู่อะไร

การสูบบุหรี่จะนำไปสู่อะไร

การเอาชนะคะคานจะนำไปสู่อะไร

การเอาเปรียบคนอื่นจะนำไปสู่อะไร

การทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ดูแลสุขภาพจะนำไปสู่อะไร

แต่ถึงจะรู้ก็ยังทำ ต้องรอให้เห็นโลงศพถึงจะหลั่งน้ำตา

อาจเป็นเพราะเรามองตัวเราในอนาคตกับตัวเราในวันนี้เป็นคนละคน

เรานึกถึงตัวเราในอดีตได้ไม่ยาก แต่เรานึกถึงตัวเราในอนาคตได้ลำบาก จนบางสำนักบอกว่าจะช่วยได้ถ้าเราใช้แอปแต่งรูปที่ทำให้เราแก่ขึ้นซัก 30 ปีแล้วปริ๊นท์รูปนี้มาติดไว้หน้าตู้เย็นหรือที่ที่เราเดินผ่านบ่อยๆ เราจะได้ทำความคุ้นเคยกับตัวเราในอนาคตเอาไว้

เมื่อเราตระหนักว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้จะทำให้ตัวเราในอีก 30 ปีต้องพบเจออะไรบ้าง เราอาจจะมีความยับยั้งชั่งใจขึ้นมาก่อนจะทำอะไรไม่ฉลาดลงไป

อย่ายึดตัวเราในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ไม่อย่างนั้นเราอาจกำลังหักหลังตัวเราในอนาคตครับ

อย่าไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเอง

เวลาเราทำพลาด เราจะเสียเวลามากมายไปกับการด่าตัวเอง

ทำไมเรากระจอกขนาดนี้ ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ทำไมเราเลวขนาดนี้

อาการทับถมตัวเองนี่ยาวนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันๆได้เลย ทำราวกับว่ายิ่งทับถมตัวเองมากเท่าไหร่เราจะพลาดน้อยลงอย่างนั้นแหละ

เวลาที่พระท่านสอนเรื่องภาวนา ท่านจะบอกว่าถ้าเผลอก็แค่ให้รู้ แล้วกลับมาเริ่มใหม่ ไม่ต้องต่อว่าตัวเองอะไรทั้งนั้น ยิ่งเผลอบ่อยยิ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะธรรมดาคนเราเผลอแล้วไม่เคยรู้ตัวว่าเผลอ

ถ้ากำลังกินข้าวแล้วเผลอ ก็แค่กลับมากินข้าว ถ้ากำลังเดินแล้วเผลอ ก็แค่กลับมาเดิน ถ้ากำลังอ่านบทความนี้แล้วเผลอ ก็แค่กลับมาอ่านบทความ

เผลอแล้วรู้ พลาดแล้วรู้ แล้วก็แค่กลับมา ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้

เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่องในชีวิต ทำงานพลาด ก็แค่เริ่มใหม่ ทะเลาะกันไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่ ตัดสินใจพลาดไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่

อย่ามัวไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเองอยู่เลย

เราอาจหมดวัยที่จะกินบุฟเฟ่ต์แล้ว

เมื่อวานนี้มีน้องในทีมถามมาว่า จะขอใช้งบ individual training ของบริษัทไปสมัครคอร์สเรียนออนไลน์แบบเหมาจ่าย 3 ปี 6 พันกว่าบาทได้มั้ย ตกเดือนละร้อยกว่าบาทเท่านั้น คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แถมวันนี้ก็เป็นโปรโมชั่นวันสุดท้ายแล้ว

ผมเลยถามเขากลับไปว่า เคยเรียนออนไลน์กับเจ้านี้มั้ย เขาตอบว่าไม่เคย

ผมก็เลยแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า แต่ก่อนผมเห็นคอร์สถูกๆ ใน Udemy ผมก็ซื้อแหลกเลยเหมือนกัน ตอนนี้มีคอร์สอยู่ในพอร์ต 64 คอร์ส เรียนจบไปแค่ 1 คอร์สถ้วน

ผมเลยบอกว่าอย่าตาวาวเพียงเพราะของมันถูก

เพราะถ้าสุดท้ายเราไม่ได้ใช้ ของถูกก็กลายเป็นของแพงอยู่ดี


ตั้งแต่อายุเลย 30 มา ผมไม่ค่อยนิยมการกินบุฟเฟ่ต์เท่าไหร่

อาจจะเพราะกินได้น้อยลง อาจจะเพราะคุณภาพอาหารของบุฟเฟ่ต์มักจะสู้ร้านแบบ a la carte ไม่ได้

และถ้าได้ไปกิน ปัญหาที่มักจะเจอคือสั่งมาเกินพอดี แล้วก็ต้องฝืนกินให้หมด ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับ สุดท้ายก็เลยอิ่มเกินไป ท้องพังไปหลายชั่วโมง นอนก็ไม่สบายตัว

แล้วผมก็คิดได้ว่าการกินอาหารแบบบุฟเฟต่นี่มันเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมที่เด่นชัดมาก

คนกินรู้สึกว่า กินเท่าไหร่ก็จ่ายเท่าเดิม ดังนั้นต้องกินให้เยอะเพื่อจะ “กำไร” ให้มากที่สุด

แต่ยิ่งเรารู้สึกว่ายิ่งต้องเอาให้คุ้มมากเท่าไหร่ เรากลับทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

เพราะความต้องการของเรานั้นมีไม่จำกัด แต่ร่างกายมนุษย์เรานั้นโคตรจะจำกัด


แน่นอนว่าความเป็นบุฟเฟ่ต์นั้นก็มีประโยชน์ เพราะในมุมผู้บริโภค เราสามารถคุมต้นทุนได้ ทั้งค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเน็ตฟลิกซ์ ค่าสมาชิก spotify ล้วนแต่ใช้แนวคิดแบบบุฟเฟ่ต์ คือจ่ายเท่ากันทุกเดือน แล้วคุณจะใช้เท่าไหร่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะจ่ายแพงไปกว่านี้

แต่เมื่ออายุมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น เราจะมองไปที่ตัวเงินน้อยลง และมองไปที่เวลามากขึ้น

ถ้าเราจ่ายเน็ตฟลิกซ์เดือนละ 499 บาท ได้ดูซักเดือนละ 30 ชั่วโมงก็อาจได้ความสุขกำลังดี

แต่หากเราไม่ยับยั้งชั่งใจ ใช้มายด์เซ็ตกินบุฟเฟ่ต์ที่จ่ายแล้วต้องเอาให้คุ้ม เราอาจจะเผลอไผลดูเน็ตฟลิกซ์เดือนละ 100 ชั่วโมง

70 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นมาอาจจะสร้างความบันเทิงมากขึ้นก็จริง แต่มันคือ diminishing returns เพราะความบันเทิงที่เพิ่มขึ้นมาเริ่มไม่คุ้มค่าเวลานอนที่เราเสียไปแล้ว

แต่ก่อนเราอยู่ในยุคสมัยแห่งความขาดแคลน กว่าจะได้ฟังเพลงสักเพลง กว่าจะได้ดูหนังสักเรื่องต้องออกแรงกันพอสมควร

แต่ยุคนี้มันตรงกันข้าม เรากำลังอยู่ในยุคที่ทางเลือกมีล้นเกิน หากเราไม่พิจารณาดีๆ เราจะสูญเสียพลังชีวิตให้กับ tech giants ที่ล้วนมีเป้าหมายเดียวคือดึงให้เราอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาให้นานที่สุด

เมื่อชีวิตเดินมาเกินครึ่งทาง เริ่มต้องไปงานศพบ่อยขึ้น เราจะเริ่มตระหนักว่าคนเราไม่ได้เหลือเวลามากมายขนาดนั้น

ชีวิตไม่ใช่การยัดให้อิ่มที่สุด แต่คือการหาจุดที่เราอิ่มกำลังดี

เราอาจหมดวัยที่จะกินบุฟเฟ่ต์แล้วครับ