ให้ความสำคัญกับการยืนระยะ

เมื่อเช้านี้ผมไปวิ่งครั้งแรกในรอบสัปดาห์ เนื่องจากเสาร์อาทิตย์ที่แล้วไปเที่ยวพัทยากับเพื่อน นอนดึก ตื่นสาย นาฬิการ่างกายก็เลยรวน เพิ่งจะมีเช้าวันนี้ที่รู้สึกว่าร่างกายน่าจะโอเคพอที่จะออกไปวิ่งได้

นาฬิกา Garmin แนะนำว่าวันนี้ผมควรวิ่งเป็นเวลา 35 นาทีที่เพซ 6:05

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีคือมันมีแต่ข้อมูล แต่มันไม่อาจรู้ได้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อคืนผมเพิ่งไปกินเลี้ยงมา ตัวยังหนักๆ วิ่งไม่ค่อยออก แถมตัวเองไม่ได้วิ่งมาหนึ่งสัปดาห์ก็เลยไม่มั่นใจว่าการวิ่งที่เพซแบบนั้นมันจะทำให้เราเจ็บเสียก่อนหรือเปล่า

ผมเลยตัดสินใจไม่วิ่งตามโปรแกรมที่นาฬิกากำหนด แต่วิ่งในสปีดที่ตัวเองสบายใจแทน วิ่งไปแบบช้าๆ ชิลๆ จบกิโลแรกที่เพซ 7 จากนั้นก็วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่ตั้งใจเร่งความเร็ว แต่ยิ่งวิ่งกลับยิ่งรู้สึกดี และตัดสินใจหยุดตอนวิ่งครบ 7 กิโลเมตร เพซเฉลี่ย 6:35

ไม่ใช่การวิ่งที่ทำสถิติได้ดีที่สุด แต่เป็นการวิ่งที่ผมรู้สึกดีที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

แข่งกับตัวเอง – beat yesterday – New PB (Personal Best)

เหล่านี้คือข้อความที่พร่ำบอกว่าเราต้องดีขึ้นทุกวัน

แต่ชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง มันมีขึ้นมีลงเสมอ

ผมเคยมีเป้าหมายว่าอยากจะวิ่ง Sub-2 Half Marathon (วิ่ง 21.1 กิโลเมตรภายในเวลา 2 ชั่วโมง) ซึ่งพอบรรลุได้แล้ว ผมก็ตั้งเป้าหมายถัดไปว่าอยากจะวิ่ง Sub-4 Marathon แต่ตอนนี้ผมได้ทิ้งเป้าหมายนั้นไปแล้ว

ไม่ใช่เพราะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่มันเริ่มจะไม่คุ้มเมื่อคิดว่ามันต้องแลกมากับอะไรบ้าง กี่ร้อยพันชั่วโมงที่ต้องฝึกซ้อม และการวิ่งไกลขนาดนั้นมันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือ

การวิ่งอาจทำให้อายุเรายืนยาวขึ้นก็จริง แต่ถ้าเราเอาเวลาที่ยืนยาวขึ้นมาหมดไปกับการวิ่งมันก็อาจจะเป็น zero-sum game อยู่ดี

เพราะการทำลายสถิติเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ เมื่อทำ sub-4 ได้ก็จะถามตัวเองว่าแล้วยังไงต่อ ต้องปรับเป้าหมายไปเป็น sub-3.5 รึเปล่า แล้วถ้าทำได้แล้วยังไงต่อ มันคือคือวงจรแห่งการขยับเป้าหมายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขีดจำกัดของตัวเอง และถึงวันนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าจะยังรู้สึกดีกับการวิ่งอยู่หรือไม่

แทนที่จะทำสถิติใหม่ ลองตั้งสติใหม่ แล้วถามตัวเองว่า เราวิ่งไปเพื่ออะไร

ถ้าเราจะวิ่งเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความเร็วหรือระยะทาง สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรเราถึงจะวิ่งได้เป็นประจำจนถึงวัยเกษียณ

เป้าหมายสำหรับชีวิตวัยกลางคนจึงอาจจะไม่ใช่การสร้างสถิติใหม่ แต่เป็นการหา “จุดกลมกล่อม” (sweet spot) ที่ทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจโดยที่เรายังมีความสุขกับสิ่งนั้นอยู่

ผมยกตัวอย่างเรื่องวิ่งก็จริง แต่เราสามารถนำเลนส์นี้ไปใช้ได้กับอีกหลายเรื่องในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน การลงทุน สุขภาพ และความสัมพันธ์

ให้ความสำคัญกับการยืนระยะ เพราะการทำน้อยแต่สม่ำเสมอนั้นจะให้ผลดีในระยะยาวมากกว่าการเร่งพิชิตเป้าหมายครับ