เจ็บแค่มดกัด

สมัยชั้นประถม ผมเคยต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งไม่ใช่ฉีดแค่เข็มเดียว แต่ต้องฉีดถึง 3 เข็ม โดยเว้นช่วงหลายเดือน

ฉีดทุกครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง ผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเจ็บแค่มดกัด หลอกกันชัดๆ เราพยายามมองกำแพงก็แล้ว หลับตาก็แล้ว แต่ก็ยังเจ็บมากๆ อยู่ดี

อาการกลัวเข็มฉีดยาเพิ่งจะมาหายช่วงขึ้นมัธยมต้น เพราะผมเป็นภูมิแพ้ และต้องไปฉีดยาทุกวันเสาร์ที่โรงพยาบาลรามคำแหงกับคุณหมอชื่อสมศักดิ์ ซึ่งมีอารมณ์ขันและมือเบามาก ฉีดเสร็จก็จะโยนเข็มฉีดยาลงถังขยะด้วยท่านักบาสชู้ตสามแต้ม

พอโดนฉีดยาบ่อยเข้าก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ยิ่งโตมา จึงยิ่งเข้าใจว่า วิธีโดนฉีดยาที่เจ็บน้อยที่สุด คือให้มองเข็มฉีดยา และรับรู้ความรู้สึกตอนที่มันแทงเข้าไปในแขนของเรานี่แหละ

การหลับตาหรือการมองไปที่อื่นจะทำให้เรามโนไปเรื่อย และความเจ็บปวดในจินตนาการนั้นมักจะใหญ่หลวงกว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงเสมอ

การกลัวเข็มฉีดยาก็เหมือนกับการกลัวเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่ไม่สมเหตุสมผล

กลัวการพูดในที่สาธารณะ กลัวการเข้าไปคุยกับคนที่เราชอบ กลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการขอความช่วยเหลือ กลัวเขียนบทความแล้วไม่ดีอย่างที่หวัง

เมื่อเรากลัวความเจ็บปวดเหล่านี้ เราเลยวิ่งหนีมันเรื่อยมา วันเวลาก็ผ่านเลยไป รอให้เรามองกลับมาด้วยความเสียดาย

บรู๊ซ ลี เคยกล่าวไว้ว่า หากเราเอาแต่กลัวความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ความก้าวหน้าก็เป็นสิ่งที่หวังได้ยาก

“The enemy of development is this pain phobia – the unwillingness to do a tiny bit of suffering.”
-Bruce Lee

ลองถามตัวเองว่าอะไรที่เราหลีกหนีมาเนิ่นนาน เรากลัวอะไร ความเจ็บปวดที่เราจินตนาการเอาไว้มันสอดคล้องกับความจริงรึเปล่า

ลองสบตากับสิ่งที่เรากลัวเหมือนที่เราสบตากับเข็มฉีดยา

แล้วเราอาจจะพบว่าผู้ใหญ่ไม่ได้หลอกเรา

มันเจ็บแค่มดกัดจริงๆ ครับ

นิยามของคำว่า “ปัญญา” ที่ผมชอบมากที่สุด

มาจากคุณ Naval Ravikant นักลงทุนในสตาร์ตอัพชื่อดังมากมายเช่น Twitter Uber และ Udemy

นาวาลให้นิยามของคำว่าปัญญาไว้ว่า

“Wisdom is knowing the long-term consequences of your actions.”

ปัญญาคือความเข้าใจว่าผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำนี้คืออะไร

การแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องเลวนั้นทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว คงจะมีน้อยคนนักที่จะตื่นมาตอนเช้าแล้วถามตัวเองว่าวันนี้จะทำเรื่องแย่ๆ อะไรดี

ความยากอยู่ที่การเลือกระหว่าง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีตอนนี้แต่มีผลเสียทีหลัง กับ

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนนี้แต่มีผลดีทีหลัง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีตอนนี้แต่มีผลเสียทีหลัง ก็เช่นการกินของอร่อยๆ ที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง การเสพ social media มากจนเกินเลย หรือแม้กระทั่งการทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วงจนกระทบสุขภาพและความสัมพันธ์

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนนี้แต่มีผลดีทีหลัง ก็เช่นการเริ่มออกกำลังกาย การอ่านหนังสือที่เข้าใจยาก การดูแลคนที่เรารักแม้ว่ามันอาจะทำให้งานเราเสร็จช้าลง

มนุษย์เรานั้นชอบวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งเข้าหาความสุขอยู่แล้ว ยิ่งสมัยนี้เป็นยุคแห่ง instant gratification การอดเปรี้ยวไว้กินหวานจึงไม่ค่อยมีกันเท่าไหร่

แต่ถ้าเราระลึกไว้เสมอว่า ผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำนี้คืออะไร เราอาจจะเข้มแข็งมากพอที่จะปฏิเสธสิ่งยั่วยวนใจ – อย่างน้อยก็ในบางเวลา – และพร้อมจะอดทนกับความยากลำบากในช่วงแรกเริ่มของการทำสิ่งที่เรารู้ว่ามันจะดีกับตัวเราในภายหลัง

Wisdom is knowing the long-term consequences of your actions.

ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ เราจะมีทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” มากกว่าเดิมครับ

ถ้าอยากให้โลกยอมรับเรา เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้เสียก่อน

ถ้าอยากให้โลกยอมรับเรา เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้เสียก่อน

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น “คนที่ประสบความสำเร็จ” บางคนทำกัน คือโพสต์ความสำเร็จตัวเองลงโซเชียล

ซึ่งในแง่หนึ่ง ก็เป็นเรื่องดีที่เราได้เรียนรู้ความคิดและวิธีการที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้

แต่พออ่านไปเยอะๆ เข้า ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าเขากำลังแสวงหาการยอมรับอยู่หรือไม่

ที่เราเสพติดโซเชียลมีเดียงอมแงม เพราะมันมอบ instant gratification ด้วยจำนวนไลค์และคอมเมนท์ให้เรา

เมื่อโพสต์แล้วมีคนมาชื่นชม นั่นคือ reward ที่ทำให้เรากลับมาโพสต์อยู่เรื่อยๆ

แต่การมองหา validation มันทำให้เรามีความสุขได้จริงหรือ?

หลายคนคงเคยได้ยินนิทานประมาณนี้:


คุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหาเข็มอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหาเข็มด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำเข็มหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำเข็มหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”


โซเชียลมีเดียมันสว่างดี เราเลยมามองหาความยอมรับจากตรงนี้บ่อยๆ

แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าได้รับการยอมรับจากคนนับร้อยพัน ในวันที่เรายังไม่ยอมรับตัวเอง

“When you accept yourself, the whole world accepts you.”
-Lao Tzu

ลองสำรวจให้ดีว่าเรายังขาดอะไร ทำไมเราถึงยังไม่ยอมรับตัวเอง บางทีมันอาจเป็นเพราะความทรงจำวัยเด็กอะไรบางอย่าง หรือบาดแผลที่พ่อแม่เคยทิ้งไว้ให้เรารึเปล่า

เข้าใจและยอมรับตัวเองให้ได้ ถึงวันนั้นเราจะไม่แสวงหาการยอมรับอีกต่อไป

และนั่นคือวันที่โลกจะยอมรับเราอย่างแท้จริงครับ

ตัวเราในวัยเด็กจะชื่นชมตัวเราในวันนี้

บางทีเราก็ให้เครดิตตัวเองน้อยเกินไป

ยิ่งถ้าเราชอบเปรียบเทียบกับผู้อื่น คิดว่าเรายังไม่ใช่ตัวจริง คิดว่ายังทำได้ไม่ดีพอ ยังต้อง smarter, faster, better

การเงยหน้ามองยอดเขา บางทีก็ทำให้เราฮึดสู้ แต่บางทีก็ทำให้เราท้อได้เหมือนกัน

ซึ่งในกรณีนั้น ให้ลองมองกลับหลัง แล้วจะรู้ว่าเราเดินทางมาไกลแค่ไหน

นับจากวันที่เรียนจบมา เงินเดือนแรกได้เท่าไหร่ อ่อนหัดและอ่อนต่อโลกเบอร์ไหน ได้ทำงานมากี่ร้อยกี่พันโปรเจ็ค สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว สร้างรอยยิ้มมาแล้วเท่าไหร่

เราได้สร้างคุณค่าให้กับคนรอบตัวมาไม่น้อย และถ้าตัวเราในวัยเด็กได้มาเจอตัวเราในวันนี้ เขาก็น่าจะมองเราด้วยสายตาที่ชื่นชม

ไม่ใช่เพราะว่าเราสำเร็จมาแล้วทุกอย่าง แต่เพราะว่าเราทำทุกอย่างด้วยความซื่อตรงและตั้งใจ เจออะไรยากๆ ก็แข็งแกร่งพอที่จะผ่านมันมาถึงจุดนี้ได้

ตบไหล่ตัวเองบ้าง ให้เครดิตตัวเองบ้างว่าเรานี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน!

สิ่งที่เรารู้มีน้อยกว่าสิ่งที่เราไม่รู้

โลกเรามีประชากร 7,000 ล้านคน แต่คนที่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้มีประมาณ 117,000 ล้านคน

ภาษาของมนุษย์มีมาแล้วอย่างน้อย 100,000 ปี แต่ Johannes Gutenberg เพิ่งคิดค้นเทคนิคการพิมพ์ที่ทำให้เราผลิตหนังสือมาได้แค่ 600 ปีเท่านั้น

แม้จะมีหนังสือที่เอาไว้บันทึกข้อมูลต่างๆ ในประวัติศาสตร์ได้แล้ว แต่คนที่เขียนหนังสืออาจจะมีแค่เพียง 1 ใน 1,000 คน

ส่วนสิ่งที่ถูกบอกเล่าในหนังสือ อาจเป็นเพียง 1 ใน 1000 ของสิ่งที่เขารู้ ส่วนอีก 999 ส่วนนั้นตายไปกับผู้เล่าเรื่อง

นี่ยังไม่นับว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นมีมากกว่าสิ่งที่เรามองเห็น สิ่งที่เราไม่ได้ยินมีมากกว่าสิ่งที่เราได้ยิน

คนที่คิดว่าตัวเองรู้ลึก รู้จริง และเข้าใจว่าโลกนี้ทำงานอย่างไร ถ้าไม่ใช่ศาสดาหรืออัจฉริยะ ก็น่าจะสำคัญตัวเองผิด

“I am not young enough to know everything.”
—James Barrie

เมื่อคนคนหนึ่งผ่านโลกมามากพอ ความมั่นใจในความรู้ของตัวเองจะลดน้อยลง

ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองรู้ดีไปเสียทุกอย่าง ก็คือคนที่ยังไม่โตนั่นเอง