เสพติดการเป็นคนฉลาด

“You have to learn to quit being right all the time, and quit being smart all the time, and quit thinking this is a contest about how smart you are and how right you are, and realize that you are here to make a positive difference in the world. And being smart and being right is probably no longer the way to do that.

See when you’re in school, you take test after test, after test, after test. You have to prove you’re smart over and over. Thousands of times, you have to prove you’re smart. It’s very difficult to stop. We are programmed to prove we’re smart.”

Marshall Goldsmith

การเรียนการสอนมันบ่มเพาะให้เราต้องแสดงความเก่งกาจของตัวเอง

หากไม่อยากเรียนซ้ำชั้น เราต้องสอบให้ผ่าน ต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าฉันมีดีพอที่จะไปต่อนะ

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราก็ไม่วายต้องพิสูจน์ตัวเองกันอีก พิสูจน์ว่าเราขยัน พิสูจน์ว่าเราทำงานได้ดี พิสูจน์ว่าเราอยู่เหนือค่าเฉลี่ย

ความที่อยากดูดี อยากดูเป็นคนฉลาด ทำให้เรามีชีวิตที่ตึงเครียดและต้องระแวดระวังตลอดเวลา

มันจะทำให้เราไม่กล้าถาม ไม่กล้ายอมรับว่าเราไม่รู้

และที่หนักที่สุดคือไม่กล้ายอมรับว่าเราผิด

แต่ถ้าเราเป็น “คนถูก” ตลอดเวลา เราจะฉลาดขึ้นได้อย่างไร

นี่คือ paradox อันเป็นความย้อนแย้งของชีวิต

หากเราเสพติดการเป็นคนฉลาด เสพติดการเป็นคนถูก มันจะทำให้เราย่ำอยู่กับที่ แถมยังมีความเหิมเกริมเป็นเครื่องประดับ

แต่หากเรายอมรับในความไม่รู้ของตัวเอง และมีความถ่อมตนทางปัญญามากพอ นั่นต่างหากที่จะทำให้เราได้ไปต่อ และเป็นคนที่ฉลาดขึ้นได้จริงๆ ครับ

คนโชคดีคือนักสะสมจุด

“ตอนเป็นอาจารย์ ผมมีโอกาสไปช่วยงานกระทรวงคมนาคม ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะได้มาทำงานการเมือง แต่มันคือการเชื่อมจุดของผม ผมเตรียมจุดไว้ หาความรู้ หาประสบการณ์ ช่วงนั้นผมนั่งอ่านเรื่องที่จะเข้าคณะรัฐมนตรีทุกวัน อ่านจนถึงเที่ยงคืน ทำแบบนั้นอยู่ 2 ปี อ่านแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตเราจะต้องไปทำงานในกระทรวง แต่อ่านเพราะอยากรู้ อ่านแล้วสะสมไว้ พอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปทำงานการเมืองจริงๆ ผมตัดสินใจได้ทันที ผมมั่นใจว่าตัวเองทำได้ เพราะเรามีจุดที่สะสมไว้แล้ว

ช่วงที่เข้าไปทำงานในกระทรวงคมนาคม เชื่อมถึงตอนเป็นรัฐมนตรี ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องไฟแนนซ์เท่าไหร่ ผมก็ไปเรียน MBA เพื่อจะได้รู้เรื่องไฟแนนซ์และการบริหารธุรกิจ ต่อมาพอเกิดรัฐประหาร ผมกลายเป็นคนว่างงาน พี่ตึ๋ง – อนันต์ อัศวโภคิน ก็มาชวนผมไปเป็นซีอีโอของ Q House ถ้าผมไม่สะสมจุดจากการไปเรียน MBA ไม่รู้เรื่องไฟแนนซ์ ไม่รู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ผมคงไม่สามารถรับงานนี้ได้

ผมคิดว่าหัวใจที่สตีฟ จ็อบส์พูดคือสิ่งนี้ เราต้องสร้างจุดเอาไว้จากความอยากรู้อยากเห็น ความไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ จากนั้นก็แสวงหาความรู้ สั่งสมประสบการณ์ แล้วสักวันหนึ่งมันอาจได้ใช้ เหมือนที่นักปราชญ์กรีกชื่อเซเนกา (Seneca) กล่าวไว้ว่า ‘ความโชคดีคือโอกาสที่มาเจอกับการเตรียมตัว’ ถ้าโอกาสมาแต่คุณไม่เตรียมตัว โชคนั้นจะหลุดลอยไป สิ่งที่เราต้องทำคือลับมีดให้คมไว้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมทำงานหลายอย่าง พยายามสะสมจุด เมื่อโอกาสเข้ามาก็เชื่อมจุดได้”

-ชัชชาติ สิทธิพันธุ์


ถ้อยคำด้านบนเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ Leaders’ Wisdom ของคุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร แห่งเพจ 8 บรรทัดครึ่ง

“จุด” ในที่นี้คือการอ้างอิงถึงสิ่งที่สตีฟ จ็อบส์เคยให้สุนทรพจน์ไว้กับนักศึกษาสแตนฟอร์ดที่เรียนจบเมื่อปี 2005

“You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future.”

ในวันนี้ เราไม่อาจรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะสร้าง “จุด” อะไรขึ้นมาบ้าง

เราไม่อาจมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน ยิ่งในวันที่โลกผันแปรอย่างนี้ การวางแผนล่วงหน้า 3 ปี 5 ปียิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เราพอจะทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ไม่ลำพองตน ไม่รังแกใคร มีน้ำใจ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนอยากทำงานกับคนเย่อหยิ่งและแล้งน้ำใจอยู่แล้ว

เดินหน้าสะสมจุดของเราเอาไว้ และเมื่อโอกาสเข้ามา เราก็อาจจะกลายเป็น “คนโชคดี” อย่างในตำราได้นะครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์อ.ชัชชาติจากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง สำนักพิมพ์ KOOB

วันที่ฉันหยุดพูดกับลูกว่า “เร็วๆ หน่อย”

เมื่อเรามีชีวิตที่วุ่นวาย ทุกนาทีนั้นมีค่าเสมอ เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จ หรือไม่ก็ต้องเช็คมือถือ หรือไม่ก็ต้องรีบไปยังที่ถัดไป แต่ไม่ว่าเราจะพยายามเท่าไร ก็ดูเหมือนเราจะไม่เคยมีเวลาพอเลย

ชีวิตฉันเคยเป็นแบบนั้นอยู่สองปี ความคิดและการกระทำของฉันถูกครอบงำด้วย notifications เสียงสายเรียกเข้า และตารางที่แน่นเอี้ยด และแม้ว่าฉันอยากจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่ฉันก็มักจะสายเสมอ

เพราะว่าฉันมีลูกสาววัย 6 ขวบที่แสนจะใจเย็นนั่นเอง

เวลาที่เราต้องออกจากบ้านได้แล้ว ลูกจะใช้เวลาว่าจะเลือกกระเป๋าและมงกุฎ

เวลาที่ฉันเข้าเกียร์ D พร้อมจะเหยียบคันเร่ง ลูกจะขอใส่เข็มขัดนิรภัยให้น้องหมีก่อน

เวลาที่ฉันซื้ออาหาร takeaway และจะเดินออกจากร้าน ลูกจะหยุดคุยกับหญิงชราที่หน้าตาละม้ายคุณยายของเธอ

เวลาฉันอยากรีบเดินกลับให้ถึงบ้านเพื่อจะได้ไปออกกำลังกายซัก 30 นาที ลูกจะหยุดคุยและลูบหัวหมาทุกตัวที่มีคนพามาเดินเล่น

เวลาที่ฉันมีตารางเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลูกจะขอตอกไข่และเล่นทำกับข้าว

ลูกสาวคือของขวัญสำหรับคุณแม่เจ้าระเบียบอย่างฉัน แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวหรอกนะ เวลาชีวิตเราวุ่นวายเกินไป สายตาของเราก็มักจะมองอะไรได้ไม่กว้างนัก เราจะเห็นแค่สิ่งที่ต้องทำอันถัดไปเท่านั้นเอง และอะไรก็ตามที่ไม่ช่วยลดงานใน to do list เราก็จะถือว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกสาวทำให้แผนการฉันรวน ฉันจะคิดอยู่ในใจว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้นะ” (“We don’t have time for this.”)

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำพูดที่ฉันพูดกับลูกบ่อยที่สุดคือคำว่า “เร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย เราสายแล้วนะ”

“กินข้าวเร็วๆ หน่อย”

“แต่งตัวเร็วๆ หน่อย”

“แปรงฟันเร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย ถึงเวลานอนแล้ว”

และแม้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” จะไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับลูกแม้แต่น้อย ฉันก็ยังพูดมันออกมาอยู่ดี เผลอๆ จะพูดบ่อยกว่าคำว่า “แม่รักหนู” ซะอีก

ความจริงนี่มันทิ่มแทงนะ แต่มันก็เยียวยาด้วยเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเพิ่งรับลูกสาวคนโตมาจากโรงเรียน และพอกลับถึงบ้าน ถึงเวลาต้องลงจากรถ พอเห็นว่าน้องสาวของเธอทำอะไรช้าเกินไป ลูกคนโตของฉันก็เลยพูดออกมาว่า “ชักช้าจริงๆ เลย” ยิ่งเห็นเธอกอดอกและถอนหายใจ ฉันก็ได้มองเห็นตัวเองในร่างของลูกสาวคนโต

ณ วินาทีนั้น ฉันถึงได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาฉันเป็นคนตัวใหญ่ที่ชอบกดดันและชอบเร่งรีบคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยาก enjoy กับชีวิต

นิสัยเร่งรีบของฉันกำลังทำร้ายลูกสาวทั้งสองคน

ฉันสบตาลูกคนเล็กและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แม่ขอโทษนะที่แม่เร่งลูกตลอดเลย จริงๆ แล้วแม่ชื่นชมลูกนะที่ทำอะไรโดยไม่เร่งรีบ แม่ก็อยากจะทำให้ได้เหมือนลูกเหมือนกัน”

ลูกสาวทั้งสองคนประหลาดใจที่ฉันพูดแบบนั้นออกไป โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กที่ดวงตาเป็นประกาย ดูออกเลยว่าเธอดีใจที่ฉันยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

“แม่สัญญาว่าจากนี้ไปแม่จะใจเย็นกว่านี้” ฉันพูดพลางโอบเธอมากอดไว้ ส่วนลูกสาวก็ยิ้มไม่หุบเมื่อได้ฟังคำมั่นที่แม่เพิ่งให้กับเธอ

การหยุดใช้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร สิ่งที่ยากคือการเรียนรู้ที่จะรอคอยลูกสาวอันแสนใจเย็นต่างหาก เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับเราทั้งคู่ ฉันให้เวลาเธอมากขึ้นสำหรับการเตรียมตัวเวลาเราต้องออกไปที่ไหน และแม้จะทำอย่างนั้นแล้วบางทีเราก็ยังสายอยู่ดี แต่ฉันก็บอกนะตัวเองว่าเราจะสายแบบนี้อีกแค่ไม่กี่ปีหรอก แค่ช่วงที่ลูกยังเด็กอยู่เท่านั้นเอง

เวลาเราเดินไปร้านขายของ ฉันจะก้าวเท้าตามความเร็วของลูก และเวลาเธอหยุดดูอะไร ฉันจะพยายามไม่กังวลถึงเรื่องที่ฉันต้องทำและบอกตัวเองให้แค่เฝ้ามองเธอ

ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นในตัวลูกสาวมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มบนมือหรือรอยย่นบนหน้าเวลาลูกยิ้ม ฉันได้เห็นว่าคนที่เดินผ่านมามีปฏิกิริยาอย่างไรเวลาที่ถูกลูกชวนคุย ฉันเห็นเวลาลูกเจอแมลงสวยๆ หรือดอกไม้งามๆ เธอเป็นคนช่างสังเกต และคนช่างสังเกตในโลกนี้นั้นมีไม่มากนักหรอก และฉันก็ตระหนักได้ว่าลูกคือของขวัญอันล้ำค่าสำหรับจิตวิญญาณอันว้าวุ่นของแม่คนนี้

เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ฉันให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้ช้าลง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็พยายามลดความยุ่งเหยิงในชีวิตให้น้อยลงด้วย การทำอะไรอย่างใจเย็นนั้นต้องฝืนตัวเองพอสมควร และลูกสาวคนเล็กของฉันก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าฉันต้องพยายามต่อไป จริงๆ แล้วเธอเพิ่งเตือนฉันอีกครั้งเมื่อวันก่อนนี้เอง

วันนั้น เราสองคนปั่นจักรยานไปซื้อไอติมที่ร้านรถเข็น หลังจากซื้อไอติมให้เธอแล้ว เราก็นั่งลงที่ม้านั่งและลูกก็มองไอติมด้วยความตื่นเต้น

แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย “แม่ขา หนูต้องรีบกินรึเปล่า?”

น้ำตาฉันเกือบไหลออกมา บางทีเราคงไม่อาจลบรอยแผลเป็นแห่งชีวิตที่เร่งรีบได้

ในขณะที่ลูกมองมาที่ฉันและรอคำตอบ ฉันรู้ว่าฉันมีสองทางเลือก ระหว่างนั่งเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต หรือดีใจที่วันนี้ฉันได้พยายามทำสิ่งที่ต่างออกไป

ฉันเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน

“หนูไม่ต้องรีบเลยจ้ะ ค่อยๆ กินได้เลย”

แล้วเราก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย มีบางช่วงด้วยซ้ำที่เรานั่งเงียบๆ มองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

ฉันนึกว่าลูกจะกินไอติมจนหมดเกลี้ยง แต่ปรากฎว่าพอเธอกินใกล้จะเสร็จ เธอยื่นไอติมให้ฉันและบอกว่า “หนูเก็บคำสุดท้ายไว้ให้แม่นะคะ”

ฉันมอบเวลาให้กับลูก และเธอก็ตอบแทนฉันด้วยไอติมคำสุดท้าย ลูกสอนให้ฉันรู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นหวานหอมกว่าเดิมและความรักนั้นเกิดขึ้นง่ายดายกว่าเดิมหากเราเรียนรู้ที่จะใจเย็นกับชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการ

กินไอติม

เด็ดดอกไม้

ใส่เข็มขัดนิรภัย

ตอกไข่

เก็บเปลือกหอย

ดูแมลงเต่าทอง

เดินเล่น

ฉันจะไม่พูดอีกต่อไปแล้วว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” (“We don’t have time for this”) เพราะการพูดแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดว่า “เราไม่มีเวลาใช้ชีวิต” (“We don’t have time to live”)

การเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา คือทางเดียวที่จะใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง


ถอดความจากบทความของ Huffpost: The Day I Stopped Saying ‘Hurry Up’ by Rachel Macy Stafford

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

พระรูปหนึ่งเคยสอนผมว่า ดีเกินดีคือไม่ดี

วันนี้ได้อ่านบทความของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) ที่เตือนว่านิสัยดีๆ บางอย่าง ถ้าสุดโต่งเกินไปก็จะกลายเป็นข้อเสีย

เลยขอนำบางส่วนมาแปลไว้ตรงนี้เพื่อเตือนสติตัวเองและผู้อ่านครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

มองโลกแง่ดีแต่ไม่ชะล่าใจ

เป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว

สงสัยแต่ไม่ตั้งแง่

เคารพแต่ไม่เทิดทูน

รับฟังแต่ไม่หูเบา

คว้าโอกาสแต่ไม่ FOMO

อดทนแต่ไม่หัวรั้น

ระมัดระวังแต่ไม่มองโลกแง่ร้าย

กล้าเสี่ยงแต่ไม่ประมาท

หลงใหลแต่ไม่เสพติด

มุ่งมาดแต่ไม่ละโมบ

จริงใจแต่ไม่ล่วงเกิน

ฉลาดแต่ไม่อวดดี

สำเร็จแต่ไม่มีอีโก้

ปรับตัวแต่ไม่มั่วซั่ว

กระชับแต่ไม่ oversimplify

เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด

มีความเป็นผู้นำแต่ไม่ครอบงำ

ขายของแต่ไม่โฆษณาชวนเชื่อ

มีคอนเน็คชั่นแต่ไม่ฝากชีวิตไว้กับมัน

หรูหราแต่ไม่สิ้นเปลือง

เก็บออมแต่ไม่กักตุน

เอ่ยชมแต่ไม่สอพลอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Collaborative Fund: Too Far by Morgan Housel

กาลครั้งหนึ่ง หนังสือ Sapiens เคยขายไม่ออก

Sapiens: A Brief History of Humankind ที่เขียนโดย Yuval Harari เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2016 สำหรับผม จนผมตัดสินใจเขียนถึง Sapiens ลงบล็อกนี้ทุกวันอาทิตย์ติดต่อกันถึง 20 ตอน

Sapiens ขายไปแล้วอย่างน้อย 20 ล้านเล่ม และถ้านับรวมหนังสือทุกเล่มของ Harari ก็ขายไปแล้วกว่า 40 ล้านเล่ม

แต่ทราบมั้ยครับว่า Sapiens นั้นเคยเป็นหนังสือที่ขายไม่ออก และเราเกือบจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันแล้วด้วยซ้ำ

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ 4-Hour Workweek และนักจัดพอดแคสต์ชื่อดัง เคยถาม Harari ว่า “ความล้มเหลวอันไหนที่กลายมาเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของคุณในภายหลัง? มีความล้มเหลวที่คุณชอบมากที่สุดมั้ย?” – How has a failure, or apparent failure, set you up for later success? Do you have a favorite failure of yours?

นี่คือคำตอบของ Harari ครับ

“หลังจากที่ผมตีพิมพ์หนังสือ Sapiens ในภาษาฮีบรูจนเป็นหนังสือขายดีในอิสราเอลแล้ว ผมก็คิดว่าคงไม่ยากเกินไปนักที่จะตีพิมพ์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษด้วย

ผมแปลหนังสือด้วยตัวเอง แล้วก็ส่งต้นฉบับไปให้หลายสำนักพิมพ์ได้พิจารณา แต่ทุกเจ้าปฏิเสธผมกลับมาแบบไม่มีเยื่อใย ผมยังเก็บจดหมายปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ใหญ่เจ้าหนึ่งเอาไว้อยู่เลย เพราะข้อความในจดหมายนั้นเขาเขียนแรงเป็นพิเศษ

จากนั้นผมก็เลยพิมพ์เองและขายเอง (self-publish) บน Amazon แต่คุณภาพหนังสือนั้นแย่มาก หนังสือขายได้แค่ไม่กี่ร้อยเล่มเท่านั้น มันทำให้ผมหงุดหงิดอยู่นานเลยทีเดียว

แล้วผมจึงได้ข้อสรุปว่า การทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่น่าจะเวิร์ค และแทนที่จะหาทางลัด ผมควรจะยอมไปทางอ้อมและพึ่งมืออาชีพมากกว่า

Itzik สามีของผม [Harari เป็น LGBTQ+] นั้นทำธุรกิจเก่งกว่าผมมาก เขาก็เลยเข้ามาดูแลโปรเจ็คนี้แทน เขาติดต่อเอเย่นต์หนังสือที่เก่งสุดยอดชื่อ Deborah Harris ซึ่งแนะนำให้เรารู้จักบ.ก.มือฉมังอย่าง Haim Watzman ซึ่งมาช่วยผมเขียนและเกลาต้นฉบับ จากการช่วยเหลือของเขาทั้งคู่ ทำให้เราได้ทำสัญญากับ Harvill Secker ซึ่งอยู่ในค่าย Random House และ Michal Shavit ที่เป็นบ.ก.ของที่นั่นก็ช่วยเกลา Sapiens ให้เนียนขึ้นไปอีก และเราก็จ้าง PR agency อิสระที่ดีที่สุดในอังกฤษอย่าง Riot Communications มาช่วยโปรโมตหนังสือให้เรา

ผมตั้งใจเอ่ยชื่อทุกคน เพราะถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากทีมงานมืออาชีพเหล่านี้ Sapiens ก็ไม่มีทางที่จะเป็นหนังสือขายดีไปทั่วโลกได้ ถ้าไม่มีพวกเขา Sapiens ก็จะเป็นเพียงเพชรที่ยังไม่ได้ถูกเจียรไนและคงไม่ต่างจากหนังสือชั้นดีอีกมากมายที่ไม่มีใครรู้จัก

จากความล้มเหลวในครั้งนั้น ทำให้ผมเข้าใจว่าตัวเองมีข้อจำกัดตรงไหน ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการขอความช่วยเหลือจากคนเก่งๆ แทนที่จะหาทางลัดสู่ความสำเร็จด้วยตัวเอง


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Tribe of Mentors by Tim Ferriss

อ่านสรุป Sapiens ทั้ง 20 ตอน