คุณเห็นแต่ตอนเค้าเท่ คุณเคยเห็นตอนเค้าเหนื่อยรึเปล่า

(เคล็ดวิชาชีวิต พี่จูน จรีพร IMET MAX)

การไปทริป IMET MAX ที่จันทบุรีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากได้สนทนากับ “พี่เตา” บรรยง พงษ์พานิช แล้ว ผมยังมีโอกาสได้ฟังและร่วมสนทนากับ “พี่จูน” จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

พี่จูนเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเองตั้งแต่อายุ 26 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เริ่มจากการทำธุรกิจพลาสติก ก่อนจะเข้าไปจับธุรกิจคลังสินค้าและขยายอาณาจักร จนบัดนี้ WHA Group มีมูลค่าเกือบ 70,000 ล้านบาท และให้บริการสี่ด้านหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน และการให้บริการด้านดิจิทัล

บางคนในวงการขนานนามพี่จูนว่า “นอสตราดามุส” เพราะมองเห็นเทรนด์โลกและขยับตัวก่อนคนอื่นเสมอ

นี่คือบางส่วนของแง่คิดที่ผมได้รับจากพี่จูนครับ

.

อ่านจากหลังไปหน้า

พี่จูนเกิดกรุงเทพ แต่ไปโตที่ต่างจังหวัด ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากนัก แต่กิจกรรมที่โปรดปรานคือการอ่านหนังสือ ทั้งในห้องสมุดและที่เก็บเงินซื้อเอง เวลาซื้อกล้วยแขกมากินเสร็จแล้วยังคลี่ถุงกล้วยแขกมาอ่าน

พี่จูนเป็นคนชอบอ่านหนังสือซ้ำ อ่านสามก๊กจบสามรอบตั้งแต่อายุ 14

“แต่อ่านแค่ถึงตอนที่ขงเบ้งเสียนะคะ ดังนั้นยังคบได้อยู่” พี่จูนตบมุขให้เสร็จสรรพ

อีกหนึ่งนิสัยที่น่าสนใจ คือการอ่านจากหลังไปหน้า

ในความหมายที่ว่าพอพี่จูนรู้แล้วว่าโครงเรื่องเป็นอย่างไร พี่จูนก็จะเดาว่าตอนจบจะเป็นแบบไหน แล้วพลิกไปดูหน้าหลังๆ ว่ามันเป็นอย่างที่พี่จูนคิดรึเปล่า

ผมเดาว่าเพราะพี่จูน “ฝึกทายอนาคต” ตั้งแต่เด็กนี่เอง จึงทำให้เป็นคน “มองไกล” และ “อ่านเกมขาด” จนได้ฉายานอสตราดามุสในวงการธุรกิจ

.

ความลับของท็อปเซลส์

ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ พี่จูนทำงานประจำและได้เป็น top sales ของบริษัท

ไม่ใช่เพราะพี่จูนขายของเก่ง แต่เพราะพี่จูนฟังเก่ง ฟังจนรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรและเติมเต็มความต้องการนั้น

พอออกมาทำธุรกิจ พี่จูนก็ใช้ทักษะการฟังเหมือนเดิม

“ถ้าคุณเคยเป็นหัวหน้าหรือเป็นอาจารย์มาก่อน คุณจะเคยชินกับการเป็นฝ่ายพูด แต่เวลาคุณอยู่กับลูกค้าคุณต้องฟัง เพราะคุณกำลังคุยกับคนที่เก่งกว่าคุณ”

.

ก่อนจะเท่

เพื่อนคนหนึ่งบอกพี่จูนว่า สิ่งหนึ่งที่อยากลอง คือการทำธุรกิจของตัวเอง เห็นพี่จูน และพี่ๆ mentor ของ IMET MAX หลายคนสร้างธุรกิจขึ้นมา มันดูเท่ มันดู inspire มากเลย

“คุณเห็นแต่ตอนเขาเท่ คุณเคยเห็นตอนเขาเหนื่อยรึเปล่า” พี่จูนถามกลับ

ตอนเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ พี่จูนต้องขับรถเอาถังพลาสติกไปเสนอขายทั่วประเทศ

“สองปีขับรถไปแสนกว่ากิโล”

ช่วงระดมทุนให้ WHA พี่จูนต้องเดินทางไปพบลูกค้าหลายประเทศ ลืมตาตื่นมาตอนเช้ายังเบลอๆ ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าไม่ใช่ที่บ้านเพราะฝ้าเพดานไม่ใช่สีนี้

“คิดให้ดีว่าเราอยากทำธุรกิจเพราะอะไร อย่าทำเพียงเพราะคิดว่ามันจะเท่ ไม่อย่างนั้นคุณจะอดทนกับอุปสรรคและความลำบากไม่ได้”

.

เราคือนักประพันธ์

คำพูดติดปากของพี่จูน คือเราอาจทำสิ่งเดิม แต่เราต้องไม่ทำเหมือนเดิม

เราต้องพัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอ รวมถึงแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ มาต่อยอดเพื่อเพิ่มความท้าทายให้กับทีมงาน

“คนเก่งเล่นเพลงเดิมไปนานๆ เขาก็เบื่อ เราจึงต้องเขียนเพลงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเราก็ต้องทำหน้าที่เป็น conductor ที่ดี”

.

ลูกน้องข้าใครอย่าแตะ

พี่จูนบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ดุมาก และเป็นคนพูดสั้นๆ ตรงประเด็น

ถึงกระนั้นพี่จูนก็เป็นคนที่ปกป้องลูกน้อง จะไม่ยอมให้ใครคนอื่นมาต่อว่าลูกน้องข้ามหัวพี่จูนเด็ดขาด

มีอะไรให้มาบอกพี่จูน แล้วเดี๋ยวพี่จูนจะไปคุยกับลูกน้องเอง – อาจจะจัดหนักกว่าที่คนอื่นจะมาว่าด้วยซ้ำ

“หัวหน้ารับผิด ลูกน้องรับชอบ” พี่จูนกล่าว

.

เหตุผลที่ต่อยมวย

กีฬาที่พี่จูนเล่นประจำคือการต่อยมวย เชี่ยวชาญระดับต่อยได้ถึง 8 ยก

เราถามว่าต่อยมวยไม่กลัวเป็นแผลหรือตัวฟกช้ำดำเขียวหรือ พี่จูนตอบว่าเขาฝึกกับครูที่จบพละ ไม่ได้ฝึกกับนักมวย จึงรู้วิธีชกมวยที่เซฟตัวเอง

ที่พี่จูนชอบมวยเพราะเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิสูง ไม่สามารถคลาดสายตาได้เลยแม้แต่นิดเดียว และการต่อยมวยก็ช่วยปลดปล่อยความเครียดได้ดี

แถมมวยก็เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้แค่ช่วงนี้เท่านั้น พออายุมากกว่านี้คงต้องไปเน้นออกกำลังกายเบาๆ แบบโยคะมากขึ้น

.

ถ่ายรูปนอกบ้าน

ผมถามพี่จูนคำถามเดียวกับพี่เตา ว่าเวลาเราไม่อยู่บ้าน ต้องออกไปทำธุระข้างนอกเยอะๆ จะทำอย่างไรให้คนที่บ้านสบายใจ

พี่จูนบอกว่า เราต้องชิงบอกเขาก่อน อย่ารอให้คนที่บ้านถาม

เวลาพี่จูนไปไหน พี่จูนจะถ่ายรูปส่งไปให้ลูกดูตลอด ว่าวันนี้แม่มาทำงานที่นี่นะ

.

ไม่มีลูกในรถเข็น

สมัยที่ลูกพี่จูนยังเล็ก เวลาทำงานจะมีพี่เลี้ยงช่วยดูแลลูกให้

แต่นอกเวลางาน พี่จูนจะอยู่กับลูกตลอด ทำอาหารให้ลูก อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน

เวลาไปเที่ยวนอกบ้าน พี่จูนจะอุ้มลูกติดตัวเสมอ ส่วนรถเข็นมีไว้ใส่ของ

พี่จูนเห็นบางครอบครัวไปเดินห้าง แม่เดินนำ ส่วนพี่เลี้ยงอุ้มลูกเดินตาม สรุปนี่ลูกเราหรือลูกพี่เลี้ยง

“เราให้เค้าเกิดมาแล้ว ดังนั้นเราต้องดูแลเค้าให้ดีที่สุด”

ขอบคุณพี่จูนสำหรับแง่คิดดีๆ ที่ให้กับพวกเราชาว IMET MAX ครับ

กับคนอื่นให้ใช้เหตุผล กับคนใกล้ตัวให้ใช้อารมณ์

(เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่เตา บรรยง IMET MAX)

ผมเพิ่งไป outing ที่จันทบุรีกับ IMET MAX รุ่นที่ 5 มาครับ

IMET MAX คือโครงการอุทยานผู้นำที่จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง มี mentor 12 ท่านจับคู่กับ mentee 36 คนเป็นเวลา 8 เดือน

ผมและเพื่อนอีกสองคนได้ “พี่อ้น” วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาเป็นเมนทอร์ และได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว

การไปเที่ยวรอบนี้ทำให้ได้รู้จักกับ mentor ท่านอื่นๆ โดยเมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้สนทนากับ “พี่เตา” บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

พี่เตาผ่านชีวิตมาเยอะมาก แถมความจำก็ดีมากราวกับสิ่งต่างๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

พอเราถามว่าทำไมพี่เตาถึงจำแม่นได้ขนาดนี้ พี่เตาบอกว่าเพราะ “โยนิโสมนสิการ”

“เมื่อเราตั้งใจคิดมาทุกด้าน เราจะไม่ลืม”

ก็เลยขอคัดบางถ้อยคำมาแชร์ไว้ในบทความนี้ เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ น้อมใจคิดตามและนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์นะครับ

วิชาความเสี่ยง

สมัยพี่เตาทำงานด้าน investment banking ใหม่ๆ มีผู้บริหารชาวต่างชาติคนหนึ่งสอนพี่เตาว่า

“No risk, no future, no glory.”

ดังนั้นเราต้องกล้าเสี่ยง โดยมีข้อแม้อยู่สองข้อ

หนึ่ง ความเสี่ยงนั้นต้องเป็น calculated risk

สอง ห้ามแทงหมดตัว

.

วิชาผู้นำ

พี่เตาเรียนจบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.04

พี่เตาจึงย้ำเสมอว่าเขาไม่ใช่คนเก่ง แต่เขารู้ว่าใครเก่ง ดังนั้นความสามารถของพี่เตาคือการไปชักชวนคนเก่งให้มาทำงานด้วย

พี่เตาชอบคำสอนหนึ่งในหนังสือ Control Your Destiny or Someone Else Will ที่ว่าด้วยหลักการการทำงานของ Jack Welch อดีต CEO ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง General Electric

“Don’t manage. Lead.”

ถ้าเราคิดจะจัดการหรือปกครอง แปลว่าเรามองเห็นคนอื่นต่ำกว่า

แต่เราออกมานำ เรามองเขากับเราเท่ากัน

พี่เตาเพิ่มเติมว่า 3 ทักษะของการเป็นผู้นำก็คือ

หนึ่ง Conceptual skill เราสามารถมองภาพใหญ่แบบ bird’s-eye view ได้

สอง Technical skills เรามีความรู้มากพอที่จะลงรายละเอียดกับน้องๆ

สาม People skill ซึ่งยากที่สุด

คนที่มี people skill ไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกคนชอบเรา

สำหรับพี่เตาคนที่มี people skill คือคนที่สามารถทำให้คนอื่นคิดและทำในแบบที่เราต้องการได้ (get people to think and act what you want)

“ถ้าเขาคิดเหมือนที่เราอยากให้เขาคิดก็ดี แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดเหมือนเรา อย่างน้อยต้องโน้มน้าวให้เขาทำสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ”

.

วิชาผู้ประกอบการ

Jack Welch บอกว่าผู้นำต้องมี 1P กับ 4E

Passion
Energy
Energize people – respect and empathy เข้าใจเขา
Edge มีความคม กล้าเสี่ยง
Execute – สามารถ make things happen ได้

ส่วนพี่เตาบอกว่าเจ้าของธุรกิจต้องมี 5 ใจ

ใจรัก
ใจสู้
ใจถึง
ใจกว้าง
ใจสูง

“ความรู้ทุกอย่างนั้นมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดเอง ถ้าเราเห็นใครทำแล้วดี และเรายังไม่มองเห็นผลเสีย พรุ่งนี้เราก็ลองทำแบบเขา และทำให้ดีกว่า”

.

วิชาอุอากะสะ

พี่เตาบอกว่าถ้าเราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะพบความมหัศจรรย์มากมาย

ยกตัวอย่าง ทิฏฐธัมมิกัตถะ ซึ่งเป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาที่บางคนเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี”

  1. อุฏฐานสัมปทา เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน
  2. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์
  3. กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคนชั่ว
  4. สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์

พี่เตาทักว่าคำสอนนี้คล้ายคลึงกับสามเหลี่ยมของมาสโลว์มาก

  1. Physiology
  2. Security
  3. Love & Belonging
  4. Esteem
  5. Self-actualization

ซึ่ง self-actualization ในทางศาสนาพุทธก็คือนิพพานนั่นเอง

พี่เตาไม่เชื่อว่ามาสโลว์จะลอกไอเดียจากพระพุทธเจ้า แต่เชื่อว่าอะไรที่มันเป็นสัจธรรมสุดท้ายแล้วก็จะได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน

.

วิชาการเงิน

สำหรับพี่เตา เงินคืออำนาจซื้อ แต่สำหรับบางคน เงินคือเครื่องมือวัดความสำเร็จ

สำหรับบางคน เงินคือ security หรือความมั่นคง

สำหรับพี่เตา security ที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพและความสัมพันธ์

.

วิชาเชื่อใจ

การสร้างความเชื่อใจมีสามขั้นตอน

  1. Connection รู้จัก
  2. Relation สัมพันธ์
  3. Trust เชื่อใจ

พี่เตายังบอกอีกว่าความเชื่อใจนั้นต้องดูด้วยว่าเชื่อใจเพราะอะไร

  1. จริงใจ – integrity
  2. จริงจัง – commitment
  3. ตัวจริง

พี่เตาจะบอกลูกค้าเสมอว่า “เวลาที่ผมทำ deal ให้คุณ คุณเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตผม”

พี่เตาเล่าถึงวันที่บินไปปารีสเพื่อดูรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก France 98 ที่ฝรั่งเศสปะทะกับบราซิล

ปรากฎว่าลูกค้าของพี่เตาโทรมาแจ้งว่ามีเรื่องสำคัญมาก ต้องการให้พี่เตาไปคุยด้วย

พี่เตาตัดสินใจเอาตั๋วรอบชิงให้คนอื่น แล้วบินกลับไทยวันนั้นเลย

แม้พี่เตาจะอดดูฟุตบอลโลกนัดชิงในปีนั้น แต่สิ่งที่พี่เตาได้กลับมาก็มากพอที่จะดูฟุตบอลโลกรอบชิงอีกกี่ครั้งก็ได้ในชีวิต

วิชาครอบครัว

ผมถามว่า เมื่อเราต้องทำงานหนัก ต้องออกไปเจอคนมากมาย หลายครั้งกลับบ้านค่ำมืดดึกดื่น ทำอย่างไรให้ภรรยาไม่รู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องตัวเองมากกว่าเรื่องครอบครัว

สิ่งที่พี่เตาทำคือให้ภรรยาได้มีส่วนร่วม ในความหมายที่ว่า พอมีงานอะไร เจอปัญหาอะไรมา พี่เตาจะเล่าให้ภรรยาฟัง แม้เขาจะรู้เรื่องบ้างหรือไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่เป็นไร

อีกอย่างหนึ่งที่พี่เตาทำคือให้ภรรยารู้จักกับเพื่อนสนิทของพี่เตาทุกคน และพี่เตาก็รู้จักกับเพื่อนสนิทของภรรยาทุกคน เวลาภรรยาไปเจอเพื่อนพี่เตาก็ไปด้วย เวลาพี่เตาไปเจอเพื่อนภรรยาก็ไปด้วย พอเขารู้ว่าเวลาเราไม่อยู่บ้านเราอยู่กับใคร เขาก็จะสบายใจขึ้น

เวลาพี่เตาให้คำแนะนำคนที่จะเริ่มต้นชีวิตคู่ พี่เตามักจะแนะนำว่า

“อย่าคิดที่จะปรับตัวเข้าหากัน ไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึกว่าทำไมเราปรับตัวอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราควรคิดว่าเรานี่แหละที่จะเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาเขาเอง”

อีกคำแนะนำก็คือ

“กับคนอื่นให้ใช้เหตุผล กับคนใกล้ตัวให้ใช้อารมณ์ แต่ต้องเป็นอารมณ์ของเขานะ ไม่ใช่อารมณ์ของเรา”

ขอบคุณพี่เตา บรรยง พงษ์พานิช สำหรับเคล็ดวิชาชีวิต

ขอบคุณ IMET MAX อีกครั้งที่จัดสรรให้พวกเราได้มีบทสนทนาอันเปี่ยมไปด้วยปัญญาและความปรารถนาดีครับ

ไม่ต้องเป็นที่หนึ่ง

เราอาจเคยได้ยินบทความที่เกี่ยวกับ “อิคิไก” หรือเหตุผลในการดำรงชีวิตอยู่ ว่าเราควรหาจุดตัดของวงกลมสามวง:

สิ่งที่เรารัก + สิ่งที่เราทำได้ดี + สิ่งที่มีคนยอมจ่ายเงินให้เรา

ถ้าหาจุดตัดของสามสิ่งนี้ได้ เราก็จะมีงานที่ทำได้ดีและสนุกไปกับมัน

แต่ Kevin Kelly อดีตบ.ก.ของนิตยสาร Wired บอกว่า ถ้าเป็นไปได้เราควรมองหาวงกลมที่สี่ด้วย นั่นคือ “สิ่งที่ไม่มีใครทำได้”

สิ่งที่เรารัก + สิ่งที่เราทำได้ดี + สิ่งที่มีคนยอมจ่ายเงินให้เรา + สิ่งที่ไม่มีใครทำได้

ถ้าพบจุดตัดของวงกลมทั้งสี่วงนี้ เราจะไม่ต้องแข่งกับใครเลย เพราะมันคือสิ่งที่เราทำได้คนเดียว

“Don’t Be The Best, Be The Only.”
-Kevin Kelly

แน่นอนว่าไม่ง่าย แต่มันคือทิศทางที่เราควรมุ่งไป เพราะมันจะพาเราออกจาก red ocean สู่ blue ocean

Don’t Be The Best, Be The Only.

ไม่ต้องเป็นที่หนึ่ง แค่เป็นเพียงหนึ่งเดียวก็พอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Kevin Kelly on EconTalk: Don’t Be The Best, Be The Only

ความรู้ชั่วคราวกับความรู้ถาวร

Morgan Housel บอกว่าความรู้มีอยู่สองประเภท คือความรู้ชั่วคราว กับความรู้ถาวร

ความรู้ชั่วคราว หรือ Expiring Knowledge คือความรู้ที่มีวันหมดอายุ

วิธีดูง่ายๆ ว่าความรู้นี้เป็น Expiring Knowledge หรือเปล่า ก็คือการถามว่า “อีกหนึ่งปีเราจะยังแคร์เรื่องนี้มั้ย?”

ข่าวสารส่วนใหญ่ในหนังสือพิมพ์และในโลกโซเชียลคือความรู้ชั่วคราว มาเพื่อสร้างความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นแต่ก็หมดอายุโดยเร็วเช่นกัน

ส่วนความรู้ถาวรหรือ Permanent Knowledge นั้นไม่มีวันหมดอายุ มันคือหลักการหรือเฟรมเวิร์คที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายสิบปีหรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต

ความรู้ถาวรนั้นหาได้ในหนังสือบางเล่ม จากการทำงาน การสังเกต หรือการพูดคุยกับคนมีปัญญา* ส่วนในโซเชียลและในเว็บก็มีเช่นกันเพียงแต่ต้องคัดสรรให้ดีๆ

ความรู้ชั่วคราวนั้นมีข้อเสียอย่างหนึ่งที่คนมักไม่ค่อยนึกถึง ก็คือมันทำให้สมองของเรารกโดยไม่จำเป็น

เหมือนตู้เสื้อผ้าที่ยังไม่ผ่านการ KonMari ความรู้ชั่วคราวจึงเบียดเสียดแน่นตู้ ส่วนความรู้ถาวรถูกยัดเก็บเอาไว้ในหลืบ

ข่าวดีก็คือความรู้ชั่วคราวมันจะหายไปด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับความรู้ชั่วคราวชุดเก่า เราแค่ต้องคอยระวังไม่เสพความรู้ชั่วคราวชุดใหม่มากจนเกินไป

ฝรั่งมีคำบอกว่า Garbage in, garbage out.

ถ้าเราอยากมีความคิดดีๆ ผลิตผลงานดีๆ เราก็ควรเสพความรู้ถาวรให้มาก และเสพความรู้ชั่วคราวให้น้อยครับ


* การสังเกตและพูดคุยกับตนเองก็อาจสร้างความรู้ถาวรได้เช่นเดียวกัน

25 คำที่ชอบจากหนังสือครีมชั้นบน

พลอย เซ่” เป็นเจ้าของบริษัท C’est Design ที่เคยออกแบบหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ให้กับผม

เซ่เคยมีผลงานเขียนมาแล้วสามเล่มคือ “เด็กนอกคอก” (2014) “โลกต้องจำ” (2016) และ “จริงไม่จริง” (2018)

ส่วนหนังสือเล่มล่าสุด “ครีมชั้นบน” (2023) เป็นหนังสือเล่มแรกในรอบ 5 ปีของเซ่

ผมเคยอ่านเด็กนอกคอกกับจริงไม่จริงมาแล้ว ครีมชั้นบนเป็นเล่มที่ผมชอบมากที่สุดของเซ่ เห็นการเติบโตทางความคิดและการ make peace กับตัวเองได้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร – และไม่ต้องการอะไร (แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่คนมากมายต้องการก็ตาม)

นี่คือบางถ้อยคำและข้อคิดที่ผมอยากนำมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ครับ

  1. เมื่อพูดถึง “รองเท้าแก้ว” เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของ “ซินเดอเรลล่า” ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่เวอร์ชั่นซินเดอเรลล่าจะมีรองเท้าแก้วเป็นภาพจำเสมอ แล้วเราล่ะ มีอัตลักษณ์ มีความคงที่ของตัวตนให้คนรู้ว่าเราเป็นใครแล้วหรือยัง
  1. เรากำลังคุ้นชินกับความสำเร็จรูปแบบเดียวรึเปล่า? เคยมีงานวิจัยที่ให้คนเลือกน้ำที่จะดื่ม โดยผู้วิจัยมองว่ามีตัวเลือกเยอะๆ น่าจะดี ก็เลยจัดไป 7 แบบ: โค้ก ไดเอ็ตโค้ก เป๊บซี่ เป๊ปซี่แม็กซ์ สไปรท์ เมาเธ่นดิว และ ดร.เป๊ปเปอร์รสเชอรี่ แต่ในห้องนั้นกลับมีคนหนึ่งที่ไม่เลือกอะไรเลย โดยบอกว่าทั้งถาดมีเครื่องดื่มแค่แบบเดียวคือ “น้ำอัดลม”
  2. ภาพความสำเร็จที่คนส่วนใหญ่รู้จักมักผ่านการเสนอคุณค่าด้วยภาษา “เงิน” ซึ่งก็อาจไม่ต่างอะไรกับ “น้ำอัดลม” ที่เป็นแค่เครื่องดื่มประเภทเดียวในสายตาใครบางคน หากโลกนี้ยังมีน้ำเปล่า นมสด ชา กาแฟ เบียร์ “ความสำเร็จ” ก็มีความหลากหลายมากกว่าแค่เรื่องเงินเช่นกัน
  3. คนบางคนอาจจะดูช้า ดูธรรมดา แต่เขาอาจเป็นสายลมอ่อนเวลาที่เราร้อนรน
  4. เวลาที่เห็นลูกน้องเครียด หน้าที่ของเราคือดึงความรู้สึกเขากลับมาในแดนบวก
  5. หน้าที่ของเราในการทำงานให้ดี คือการไม่ลืมว่าชีวิตคืออะไร
  6. ถึงขับรถ Eco Car ก็ไม่เคยมีลูกค้าคนไหนเลิกจ้างเพราะรถที่เราขับ
  7. ถ้าเรามั่นใจ จงใช้เวลาพิสูจน์
  8. จงเลือกทำงานกับคนที่ระดับพลังงานเท่าๆ กันที่เก่งในสิ่งที่แตกต่างกัน
  9. สิ่งที่เราฝัน เราต้องการมันจริงหรือ?
  10. ประเมินตัวเองให้ได้ว่าเรามีความสามารถในการแบกรับความสำเร็จแค่ไหน เพราะมันมาพร้อมความกดดันและภาระ
  11. อยากสำเร็จแค่ไหน ก็คูณภาพความลำบากเข้าไปเท่านั้น คูณความสามารถในการแบกรับความทุกข์ ความเครียดเข้าไปด้วย แล้วประเมินดูว่าเรายังต้องการมันจริงหรือไม่
  12. เงินมาพร้อมกับปัญหาเสมอ ลูกค้าถือเงินมาให้เราแก้ปัญหา ยิ่งเงินมาก ปัญหายิ่งมากตามตัว
  13. ผู้เขียนยังไม่เคยเจอคนรวยที่ไม่มีปัญหา เพราะยิ่งเงินเยอะ ปัญหายิ่งเยอะ
  14. เราไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐี แต่เราควรเป็นคนที่เศรษฐีอยากร่วมงานด้วย
  15. ต้องสำเร็จเท่าไหร่ถึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข?
  16. คัดเลือกเส้นทางที่ใช่ ตัดเส้นทางที่ไม่ใช่ แทนที่จะขยายใหญ่ เราอาจเลือกทางเล็กๆ แบบพอดีตัว [ตรงนี้มีความคล้ายคลึงกับธีมของหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” เหมือนกันครับ]
  17. เมื่อมองแต่ภาพใหญ่ก็อาจลืมมองหัวใจคนรอบตัว
  18. ผู้เขียนเคยจิ๊กกุญแจรถแม่เพื่อขับรถออกจากบ้าน ปรากฎว่ารถครูดประตูรั้ว เมื่อโทรไปสารภาพ แม่บอกว่า “ไม่เป็นไรลูก แม่ไม่โกรธหรอก เพราะถือว่าลูกกล้าพูดความจริง”
  19. เราจะกล้าทำอะไรมากที่สุดตอนที่เราไม่รู้ว่ามันยาก
  20. ต้องกล้าออกไปผิด ให้รู้จักคำว่าถูกบ่อยๆ
  21. ทำงานพลาดแล้วเฟล ตอนแก้ปัญหาได้แล้วมีความสุข หากเราเฟลแล้วแก้ปัญหาให้ได้บ่อยๆ ก็จะมีความสุขได้ตลอด
  22. เราต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สนุก ถ้ามันไม่สนุกก็ต้องหาแง่มุมสนุกให้กับมัน การทำงานให้ดี เราต้องชอบมันก่อน หากยังทำไม่ได้เราจะส่งต่อความตื่นเต้นให้คนอื่นได้อย่างไร
  23. การที่เราให้ความเคารพกับตัวเองและคนรอบข้าง แปลว่าเรามองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ ที่ เป็นสัญญาณที่ดีของคนที่จะกลายเป็นผู้นำ
  24. แม้ระหว่างทางอาจต้องพบเจอกับความทุกข์ แต่มันคือทางผ่านของความสุขที่เราเลือกเอง

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ครีมชั้นบน พลอย เซ่ เขียน สำนักพิมพ์ DOT