ทำงานเสร็จมากมายแถมยังได้กลับบ้านห้าโมงครึ่ง

20160131_GoHomeAt530

วันนี้เผอิญไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

บทความนี้เขียนโดย Eric Barker ที่โทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนชื่อ Carl Newport เพื่อจะขอคำแนะนำว่าควรทำตัวอย่างไรถึงจะเป็นคนที่ productive ขึ้น

คาร์ล นิวพอร์ตเป็นคนเขียนหนังสือชื่อ So Good They Can’t Ignore You ซึ่งผมเองก็ซื้อมานานแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน แหะแหะ

อีริคคุยกับคาร์ลเสร็จแล้วจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมา How to be the most productive person in your office — and still get home by 5:30 p.m. – ทำยังไงถึงจะเป็นคนที่ productive ที่สุดในออฟฟิศแถมยังได้กลับบ้านก่อนห้าโมงครึ่งอีกด้วย

บทความต้นฉบับนั้นค่อนข้างยาวทีเดียว แต่ถ้าผู้อ่านถนัดภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็แนะนำให้อ่านบทความต้นฉบับนะครับเพราะเขียนได้ดีกว่าผมอยู่แล้ว

ส่วนผมเองขอนำมาสรุปคร่าวๆ ดังนี้

  1. To Do List อย่างเดียวไม่เวิร์ค ต้องจัดเวลาลงตารางด้วย
  2. คิดไปเลยว่าต้องกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่งแล้วค่อยวางแผนย้อนกลับมา
  3. วางแผนสำหรับทั้งสัปดาห์
  4. เลือกทำงานเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ทำให้โคตรเจ๋งไปเลย
  5. ทำ “งานตื้นเขิน” ให้น้อย ลงแรงกับ “งานลึกซึ้ง” ให้มากขึ้น

1. To Do List อย่างเดียวไม่เวิร์ค ต้องจัดเวลาลงตารางด้วย

เพราะ To Do List ของเรานั้นมักจะมีงานเยอะเกินไปเสมอ การจัดงานของเราลงตารางเวลาจะทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าเราจะทำงานได้เยอะขนาดไหน และการจัดงานลงตารางก็จะช่วยให้เราผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงเพราะเราได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะทำงานชิ้นนี้ ณ เวลานี้

อาจนะฟังดูเครียดและไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไหร่ แต่คาร์ลก็แนะนำว่าเราควรจะจัดเวลาไว้เลยว่าจะพักเบรคช่วงไหนบ้าง และควรจะจัดเวลาเผื่องานที่เข้ามากะทันหันเช่นกัน

2. คิดไปเลยว่าต้องกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่งแล้วค่อยวางแผนย้อนกลับมา

พอเรามี deadline ที่ชัดเจน เราก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่างานไหนจะรับมาทำหรือไม่รับมาทำ เราจะเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธงานบางงานหรือคนบางคนเพราะเรารู้ดีว่าถ้าทำเพิ่มเราก็จะไม่สามารถกลับบ้านตามเวลาได้

ที่สำคัญการที่เราสามารถคอนโทรลตารางเวลาชีวิตเราได้ จะช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงอีกด้วย

3. วางแผนสำหรับทั้งสัปดาห์

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงแรกตอนเช้าวันจันทร์ในการวางแผนว่าสัปดาห์นี้จะทำอะไรบ้าง แล้วเอางานลง schedule ให้หมดตลอดสัปดาห์ (รวมถึงเรื่องส่วนตัวนอกเวลางานด้วยก็ได้)

คาร์ลบอกว่าทุกๆ วันเขารู้ว่าแต่ละชั่วโมงจะทำอะไรบ้าง และทุกๆ สัปดาห์เขารู้ว่าแต่ละวันจะทำอะไรบ้าง และทุกๆ เดือนเขาก็รู้ว่าแต่ละสัปดาห์เขาจะทำอะไรบ้าง

4. ทำงานให้น้อยชิ้น แต่ทำให้โคตรเจ๋งไปเลย

ด้วยการถามคำถามที่ว่า “อะไรบ้างที่สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับชีวิตของเรา?” เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็พยายามจำกัดกิจกรรมหรืองานอื่นๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

5. ทำ “งานตื้นเขิน” ให้น้อย ลงแรงกับ “งานลึกซึ้ง” ให้มากขึ้น

ในประวัติศาสตร์ของจักรวาล ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะตอบเมล์ได้มากกว่าใครและเข้าประชุมมากกว่าคนอื่น

ที่พวกเราทำงานไม่ทัน เพราะเรามักจะเอาเวลาไปสาละวนอยู่กับงานที่ตื้นเขินอย่างการตอบอีเมล์ เข้าประชุม และส่งข้อมูลไปมา ซึ่งเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

และที่เราชอบเอาเวลาไปทำงานพวกนี้ก็เพราะว่ามันง่ายดี

ในขณะที่งานที่มีคุณค่าจริงๆ ต้องใช้พลังและความสามารถของเราอย่างเต็มที่ เราจึงมัก “ไม่มีเวลา” และหาทางหลบหลีกอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่จริงแล้วงานพวกนี้แหละที่จะทำให้เราก้าวหน้า

Shallow work stops you from getting fired — but deep work is what gets you promoted.

งานที่ตื้นเขินทำให้คุณไม่โดนไล่ออก แต่งานที่ลึกซึ้งจะทำให้คุณได้เลื่อนขั้น

—–

ผมเองยังไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คกับบริบทคนไทยรึเปล่า โดยเฉพาะคนที่มีเจ้านายอทินนา 

โชคดีที่เจ้านายผมให้อิสระพอสมควรเลย สัปดาห์นี้ผมเองว่าจะทดลองทำตามแนวทางนี้ดูซะหน่อยครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก The Week: How to be the most productive person in your office — and still get home by 5:30 p.m.

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สิ่งที่สามคนนี้เหมือนกัน

20160127_Common

ทุกคนน่าจะรู้จัก Barrack Obama ประธานาธิบดีอเมริกา

จำได้มั้ยครับว่าโอบาม่าชอบใส่สูทสีอะไร?

ไม่เทาก็น้ำเงินเข้ม

ทุกคนน่าจะรู้จัก Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค

จำได้มั้ยครับว่าเขาใส่เสื้ออะไร?

ใช่ครับ ใส่เสื้อยืดสีเทา

ทุกคนน่าจะรู้จัก Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple

และรู้อยู่แล้วว่าจ๊อบส์ใส่เสื้อคอเต่าสีดำ + กางเกงยีนส์

เหตุผลที่เขาเหล่านี้ใส่ชุดเดิมๆ ทุกวันไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่มีหัวเรื่องแฟชั่น

แต่เพราะว่าในแต่ละวันพวกเขามีเรื่องสำคัญๆ ให้ต้องตัดสินใจมากมาย

การตัดสินใจของบารัก โอบาม่าคือการตัดสินใจของประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

การตัดสินใจของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จะส่งผลกระทบกับคนหนึ่งพันล้านคน

และการตัดสินใจของสตี๊ฟ จ๊อบส์ อาจหมายถึงความเป็นความตายของบริษัท และการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลงและอุปกรณ์พกพา

—–

แต่ละวันเรามีเรื่องให้ต้องตัดสินใจกันตั้งแต่ลืมตา

  • จะนอนต่อหรือจะลุกเลยดี
  • จะใส่เสื้อสีอะไร
  • จะกินอะไรเป็นข้าวเช้า
  • จะทำงานชิ้นไหนก่อนหลัง
  • จะซื้อโดนัทหรือซื้อผลไม้เป็นของว่าง
  • จะเขียนบล็อกหรือจะเล่นเฟซบุ๊คดี
  • ฯลฯ

การตัดสินใจแต่ละครั้งจะมีผลต่อสิ่งที่ฝรั่งเรียกกันว่า willpower*

will = ความตั้งใจ
power = พลัง

Willpower เหมือนน้ำมันในถัง ตัดสินใจหนึ่งครั้งน้ำมันก็ลดลงจำนวนหนึ่ง ยิ่งการตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ น้ำมันก็ยิ่งลดเยอะ ต้องได้พักผ่อนหรือหลับนอนก่อน น้ำมันถึงจะกลับมาเต็มถังใหม่

เมื่อไหร่ก็ตามที่ willpower เหลืออยู่นิดเดียว เราจะเผชิญสิ่งที่เรียกว่า decision fatigue ซึ่งแปลตรงตัวว่าความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ  เมื่อเราอยู่สภาวะนี้ โอกาสที่เราจะตัดสินใจผิดพลาดยิ่งมีสูงขึ้น คนอย่างโอบาม่าและซักเคอร์เบิร์กจึงพยายามจำกัดเรื่องที่ต้องตัดสินใจให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ

โอบาม่ากล่าวไว้ว่า

‘You’ll see I wear only gray or blue suits’ [Obama] said.

‘I’m trying to pare down decisions. I don’t want to make decisions about what I’m eating or wearing. Because I have too many other decisions to make.’

อย่างที่คุณเห็น ผมจะใส่แค่สูทสีเทาหรือสีเท่านั้น ผมพยายามลดจำนวนเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ไม่อยากต้องมานั่งคิดว่าจะกินอะไรหรือจะใส่อะไรเพราะว่าผมมีเรื่องอื่นๆ ให้ต้องตัดสินใจมากเกินพอแล้ว

ซักเคอร์เบิร์กก็กล่าวไว้ว่า

“I really want to clear my life to make it so that I have to make as few decisions as possible about anything except how to best serve this community”

ผมต้องการจะทำให้ชีวิตมันเรียบง่าย เพื่อจะได้ตัดสินใจให้น้อยที่สุดกับทุกๆ เรื่องยกเว้นเรื่องการสร้างสังคม(เฟซบุ๊ค)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเราควร “เก็บแรง(ใจ)ไว้” สำหรับเรื่องสำคัญๆ และลดการตัดสินใจเรื่องที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุด

ผมคงจะไม่ชักชวนให้ใครมาใส่เสื้อผ้าเหมือนเดิมทุกวันเหมือนท่านประธานาธิบดีและท่านซีอีโอ

แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราๆ สามารถทำได้เพื่อลดโอกาสการเกิด decision fatigue

เช่น

  • จัดเสื้อผ้าทำงานตั้งแต่ตอนกลางคืน (พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาจะได้ไม่ต้องเสียพลังในการตัดสินใจว่าจะใส่ชุดไหนดี)
  • ปิด Notifications ทั้งในมือถือและใน Outlook ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาตัดสินใจว่าจะทำงานต่อหรือจะหยิบมือถือขึ้นมาดู
  • เก็บโต๊ะให้เรียบร้อย เพื่อให้มีสิ่งรบกวนทางสายตาน้อยที่สุด (ทุกครั้งที่เราชำเลืองเห็นสิ่งของพวกนี้มันจะกัดกินพลังของเราไปเสมอ แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม)
  • งานชิ้นเล็กๆ ที่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ให้ทำไปเลย (จะได้ไม่มาคอยกวนใจเราว่าจะทำเมื่อไหร่ๆๆๆ)
  • ก่อนกลับบ้าน เขียน To Do List สำหรับวันพรุ่งนี้

เมื่อเราขจัดการตัดสินใจที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตแล้ว เราก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นครับ

—-

* ผมเพิ่งรู้ว่า willpower ใช้คำไทยว่า “จิตตานุภาพ” ฟังดูอลังการงานสร้างมาก

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Elite Daily:  The Science Of Simplicity: Why Successful People Wear The Same Thing Every Day

Business Insider: Here’s The Real Reason Mark Zuckerberg Wears The Same T-Shirt Every Day 

ขอบคุณภาพจาก
Wikimedia: Barack Obama, Steve Jobs
Flickr: Mark Zuckerberg by TechCrunch

 

กฎ 30 วินาที

20160125_30SecondRule

เมื่อตอนต้นปีที่แล้ว มีบทความตอนหนึ่งใน medium.com ที่กลายเป็นบทความ viral มีคนแชร์หลายพันคน

บทความนี้ชื่อ The 30 second habit with a lifelong impact 

Robyn Scott หญิงสาวผู้เขียนบทความนี้ได้พูดถึงคำแนะนำขั้นสุดยอดจากชายคนหนึ่ง

ชายคนนี้มีตัวตนอยู่จริงๆ อายุสี่สิบกว่าๆ เคยสร้างแบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์ ทุกวันนี้เขาจะทำงานก็ต่อเมื่อเขารู้สึกว่ามีอะไรที่เขาน่าจะช่วยได้เท่านั้น บางทีเขาก็ถูกขอให้ช่วยแก้ปัญหาราคาหุ้นที่ดำดิ่งของบริษัทบางบริษัท บางครั้งก็ขอให้เขียน speech ให้กับนักการเมือง และ CEO ของบริษัท Fortune 500 โดยได้รับค่าเหนื่อยเป็นเลขหกหลัก (เงินดอลล่าร์) และเพื่อนๆ ของเขาก็เป็นผู้คนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกหลายต่อหลายคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ นักการเมือง หรือนักแสดง

แต่ถ้าคุณลองกูเกิ้ลชื่อของเขา คุณจะแทบไม่เจอข้อมูลอะไรเลย

โรบินได้พบกับผู้ชายคนนี้ในการพูดคุยเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งหนึ่ง

การพบปะคราวนี้เกิดขึ้นที่บ้านของผู้ชายคนนี้ที่โต๊ะประชุมมีคนที่ “พูดเก่ง” หลายคน ในขณะที่เจ้าของบ้านกลับพูดน้อยมาก แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเอ่ยปาก อาจจะถามคำถามสั้นๆ หรือตั้งข้อสังเกตบางอย่าง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ประเด็นในการพูดคุยชัดเจนขึ้นและตีตกความเห็นต่างๆ ที่ไม่ตรงประเด็น โรบินบอกว่า ชายคนนี้เหมือนเป็นวาทยากรระดับโลกที่กำลังติวเข้มให้กับวงออเคสตร้าของนักเรียนมัธยม

ดังนันเมื่อชายคนนี้มีข้อแนะนำ โรบินจึงตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

เขาเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่กำลังจะเข้าเรียนมัธยมปลาย คุณตาเรียกเขาเข้าไปคุยและให้คำแนะนำว่า

Immediately after every lecture, meeting, or any significant experience, take 30 seconds — no more, no less — to write down the most important points. If you always do just this, said his grandfather, and even if you only do this, with no other revision, you will be okay.

ทันทีที่จบเลคเชอร์ การประชุม หรือเพิ่งได้รับประสบการณ์สำคัญ จงใช้เวลา 30 วินาที ไม่ขาดไม่เกิน เขียนสรุปประเด็นที่สำคัญที่สุด

โดยคุณตาบอกว่าถ้าเขาทำอย่างนี้ทุกครั้ง แม้จะไม่ได้อ่านหรือแก้อะไรเลย เขาจะมีชีวิตที่โอเค

ซึ่งกาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าผู้ชายคนนี้มีชีวิตที่ “โอเค” เอามากๆ

หลังจากได้เรียนรู้กฎ 30 วินาที่แล้ว โรบินก็ได้ทดลองวิธีนี้อยู่หลายเดือนแล้วก็พบว่ามันเจ๋งจริงๆ เพราะนี่ไม่ใช่การจดเลคเชอร์ แต่เป็นการใช้สมองเพื่อแยกแยะให้ได้ว่าอะไรเป็นน้ำอะไรเป็นเนื้อ ช่วยให้คุณเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นและจับประเด็นได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุณสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนได้มากขึ้นนั่นเอง

ผมเองได้ลองปฏิบัติตามกฎนี้ดูบ้างแล้ว แต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ ใครใช้แล้วได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังกันบ้างนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Medium: The 30 second habit with a lifelong impact 

 

วิธีเอาชนะอาการผัดวันประกันพรุ่ง

20160110_Procastination

ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยผัดวันประกันพรุ่งมาไม่มากก็น้อย

งานที่เราหลีกเลี่ยงไม่ยอมทำ มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ (อาจมากกว่าหนึ่งข้อ)

  • น่าเบื่อ
  • ด้อยคุณค่า
  • ถึก
  • ยาก
  • ใช้เวลานาน
  • ยังไม่ต้องรีบส่ง
  • ไม่ต้องส่งก็ได้ (ไม่มีใครสั่ง แต่คิดว่าถ้าทำออกมาน่าจะมีประโยชน์)

ถ้าจัดกลุ่มจริงๆ ก็อาจจะมีงานแค่สองประเภท คืองานที่ไม่ค่อยมีประโยขน์ กับงานที่มีประโยชน์แต่ยาก

สำหรับงานที่เราเห็นว่าไม่มีประโยชน์ วิธีที่ดีที่สุดคือปรึกษาหัวหน้าว่าจำเป็นต้องทำมันจริงหรือเปล่า หรือต้องส่งบ่อยขนาดนี้จริงหรือ

ซึ่งทางออกก็จะมีสองทางคือ เออ มันไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นะ เราก็สบายไป แต่ถ้าหัวหน้าอธิบายได้ว่ามันสำคัญต่อทีมหรือต่อองค์กรอย่างไร เราก็เริ่มมองเห็นประโยชน์ของมันและมีแรงกระตุ้นให้อยากทำมากขึ้น

ส่วนประเภทที่สอง คืองานที่เรารู้ว่ามีประโยชน์ แต่ยากชะมัด แถมเรายังมีงานอื่นๆ ที่ด่วนกว่า (แต่คุณค่าน้อย) เราก็เลยใช้เวลาไปกับงานที่เร่งด่วนแต่ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นักแทน

แต่ผมเชื่อว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน จะต้องสามารถทำงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนได้ดีครับ

ตัวอย่างของงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ก็เช่นการสร้างเครื่องมือ (tool) ใหม่ๆ เพื่อให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทบทวนและปรับปรุงกระบวนการ (process) เพื่อให้ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาน้อยลง หรือการพัฒนาลูกทีมให้เก่งกาจและทำงานแทนเราได้

ซึ่งงานเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีเดดไลน์ และมีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของการผัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด

คราวนี้ ถ้าเรารู้แล้วว่างานชิ้นนี้สำคัญ และถ้ามัวแต่รอให้ “มีเวลาว่าง” จริงๆ ก็คงไม่ได้เริ่มซะที แล้วเราจะทำยังไงดี?

ผมขอเสนอวิธีที่ผมคิดว่าใช้ได้ผลนะครับ

วิธีของผมมีองค์ประกอบสามส่วน

1. ทำเป็นอย่างแรก นั่นคือเราต้องทำงานชิ้นนี้เป็นงานแรกของวัน ทำก่อนที่จะเช็คอีเมล์หรือเล่นเฟซบุ๊ค

2. ทำสั้นๆ พอ บอกตัวเองว่า ขอทำงานชิ้นนี้แค่ 5 นาทีเท่านั้น ด้วยเวลาที่สั้นขนาดนี้ ไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากแค่ไหน เราจะมีกำลังใจที่จะเริ่มต้นได้ และส่วนใหญ่พอได้เริ่มต้นแล้ว มันจะมีแรงส่ง (momentum) ที่จะทำให้เราทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ เอง

3. ทำเสร็จแล้วมีรางวัล เสร็จในที่นี้อาจจะหมายถึง ทำงานได้ 5 นาทีตามที่บอกตัวเองไว้ตอนแรกก็ได้ หรือจะเสร็จส่วนแรกของงานชิ้นนี้ก็ได้ หรือถ้าโชคดีอาจจะเสร็จงานทั้งชิ้นเลยก็ได้ ส่วนรางวัลที่เราจะให้กับตัวเองก็อาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราชอบทำ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเฟซบุ๊ค หรือเดินไปชง/ซื้อเครื่องดื่มที่เราโปรดปราน

การที่เราเลือกทำเป็นชิ้นแรก ก็เพื่อที่จะได้แตะงานชิ้นนี้ก่อนที่ความวุ่นวายของชีวิตคนทำงานออฟฟิศจะถาโถม

เราทำสั้นๆ เพื่อที่จะได้เริ่มต้นซะที

และเราให้รางวัลกับตัวเอง เพื่อที่จะทำให้สมองของเรารู้สึกดีกับกระบวนการนี้ และมีแรงกระตุ้นให้เราอยากจะทำแบบเดิมอีกในวันพรุ่งนี้ครับ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ชอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปากเบา หูหนัก

20150107_LightLips

อะไรไม่รู้ก็ถาม อย่าเดาเอง เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะรู้ทุกอย่างในโลก และคุณต้องใช้การถามเพื่อหาคำตอบ อยากให้คิดว่าต้นทุนของการถามนั้นไม่แพงเลย เพียงแค่คุณอ้าปากพูดเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่ถามและเดาเอาเอง มูลค่าของความเสียหายที่เกิดจากการคิดเอง เดาเอง อาจจะมากกว่าต้นทุนของการถามร้อยเท่าพันเท่า แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าคนส่วนมากเลือกที่จะไม่ถามแล้วเดาเอาเอง เรียกว่ากล้าเสี่ยงในเรื่องที่ไม่ควรจริงๆ

คนเราควรปากเบา แต่หูหนัก ถามให้ง่าย เชื่อให้ยาก (อย่าเชื่อทุกเรื่องโดยไม่ไตร่ตรอง) แต่ก็แปลกที่คนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์กลับเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

– ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์
หนังสือ ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย

 

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมรู้จักกับพี่ปิ๊ก ธรรศภาคย์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

แม้จะเป็นการรู้จักกันแบบห่างๆ เพราะว่าเราไม่เคยเจอหน้ากัน เคยแต่คุยกันทางเฟซบุ๊ค เพราะพี่ปิ๊กผ่านมาเจอบล็อกผมเข้าเลยเข้ามาให้กำลังใจ

ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade ที่มีแฟนคลับหลายหมื่นคน เพราะเพจนี้มีคำแนะนำดีๆ สำหรับคนทำ (หรือคิดทำ) ธุรกิจ SME มาแบ่งปันตลอด

—–

ผมได้หนังสือ “ทำธุรกิจคิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” มาจากร้านนายอินทร์ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

อารมณ์ว่าเดินเข้าไปในร้าน เห็นปก แล้วพอรู้ว่าพี่เขาเป็นคนเขียนก็หยิบมาโดยไม่ลังเลเลย (อ้อ จ่ายตังค์ด้วยนะครับ)

ตอนแรกกะว่าจะอ่านช่วงหยุดปีใหม่ แต่แล้วก็มัวแต่เก็บบ้านและเลี้ยงลูก

เมื่อสองวันที่ผ่านมาเลยหยิบขึ้นมาอ่านใหม่

หนังสือของพี่เขาประหลาด คือเนื้อหาเยอะ รูปประกอบแทบไม่มีเลย แต่กลับอ่านได้อย่างลื่นไหลจนผมอ่านจบโดยใช้เวลาแค่แป๊บเดียว

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้มีอยู่สามอย่าง

หนึ่ง คือความสดใหม่ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ค่าที่พี่เขาเล่นเขียนขึ้นมาเองเกือบทั้งดุ้น และน่าจะมาจากประสบการณ์ตรงเสียส่วนใหญ่ จึงแทบไม่มีอะไรที่อ้างอิงหรือลอกฝรั่งมาเลย เนื้อหาจึงไม่มีซ้ำกับหนังสือ How To ที่มีมากมายจนล้นตลาด

สอง คือเทคนิคการใช้อุปมาอุปไมยตลอดทั้งเล่ม ซึ่งนอกจากจะทำให้อ่านง่ายแล้ว ยังทำให้เราจดจำเนื้อหาได้มากกว่าการเขียนแบบปกติอีกด้วย

ตัวอย่างของการใช้อุปมาอุปไมยก็เช่น

  • การทำธุรกิจก็เหมือนกับการขับรถที่ต้องมองข้างหน้าเพื่อพร้อมรับปัญหา มองกระจกข้างเพื่อให้รู้ว่าคู่แข่งของเรากำลังทำอะไร และมองกระจกหลังเพื่อเรียนรู้อดีต
  • คนทำธุรกิจแต่ละรุ่นก็เหมือนไฟบนเตาที่มีความแรงไม่เหมือนกัน
  • ลูกค้ามีหลายแบบ เหมือนปิ่นโตที่มีห้าชั้นและใส่อาหารไม่เหมือนกัน
  • ทำธุรกิจแบบ SME ต้องคิดอย่างต้นหญ้า ถึงจะสู้ธุรกิจยักษ์ที่เป็นเหมือนไม้ใหญ่ได้
  • การรับมือคู่แข่งก็เหมือนวัวไบซันรับมือฝูงหมาป่า

สาม หนังสือเล่มนี้มีข้อความชวนคิด ที่นอกจากจะช่วยนำทางเรื่องธุรกิจแล้ว ยังนำทางเรื่องการใช้ชีวิตด้วย

อย่างเช่นประโยคที่ยกมาเปิดหัวเรื่องเป็นต้น

คนเราควรปากเบา แต่หูหนัก ถามให้ง่าย เชื่อให้ยาก แต่ก็แปลกที่คนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์กลับเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

จะบอกพี่ปิ๊กว่า ผมเองก็(ยัง)อยู่ใน 99 เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ!

โดยเฉพาะเรื่องปากหนัก เพราะมีนิสัยชอบทำอะไรเอง เลยเกรงใจไม่ค่อยขอความช่วยเหลือใครถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น อาจจะเป็นเพราะตัวเองยังมีอีโก้สูงอยู่ กลัวว่าการถามออกไปจะทำให้เราดูไม่เก่งในสายตคนอื่นรึเปล่า

ซึ่งก็อย่างที่พี่บอก ว่ามันทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุจริงๆ

—–

อีกหนึ่งช่วงตอนที่ผมประทับใจ คือตอนที่พี่ปิ๊กพูดถึงนางเอกหนังเรื่อง Little Forest ที่นั่งอยู่บนคันนาและนึกพูดกับตัวเองว่า

“วันนี้ฉันกำลังนั่งกินข้าวที่ฉันปลูกไว้เมื่อปีที่แล้ว
และปีหน้า ฉันก็จะนั่งกินข้าวที่ฉันกำลังปลูกวันนี้”

ประโยคธรรมดาๆ นี้มีความหมายยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของผม มันหมายความว่าเราทุกคนจะต้องได้รับผลของสิ่งที่เราทำไว้ในอดีต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะส่งผลกับตัวเราในวันข้างหน้า แปลง่ายๆ คือ เราทุกคนเป็นคนกำหนดชีวิตของเราเอง ไม่ต้องรอโชคชะตาฟ้าบันดาล

ประโยคธรรมดาสั้นๆ ในหนัง เป็นผมฟังคงไม่ได้คิดอะไร (เพราะมัวแต่มองนางเอก) แต่พี่แกสามารถผูกเรื่องข้าวกับเรื่องกรรมและวิบากได้อย่างเนียนกริบเลย

—–

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากบอกคือความรู้สึกตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว

ผมรู้สึกว่าพี่เขาใส่ใจกับหนังสือเล่มนี้มาก เพราะนอกจากเนื้อหาที่สดใหม่แล้ว ผมยังไม่พบตัวสะกดผิดซักคำเดียว (แต่ผมเจอเว้นวรรคผิดที่นึงนะครับพี่!)

เลยขอเชียร์ออกนอกหน้านิดนึงว่า ลองอ่านดูเถิด

เนื้อหาแปลกใหม่ อ่านง่าย และมีข้อคิดดีๆ ที่จะติดตัวคุณไปอีกนาน

กับหนังสือเล่มหนึ่ง จะขออะไรได้มากกว่านี้?

แต่อย่าเพิ่งเชื่อผมครับ

เพราะคนเราควรปากเบา แต่หูหนัก

ลองไปยืนอ่านดูก่อน ถ้าคิดว่าใช่ ก็อย่าลืมช่วยอุดหนุนพี่เขานะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย โดย ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade