การตัดสินใจจะถูกหรือผิด

20170510_right_decision

อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกข้อไหนมากเท่ากับว่าเราเลือกทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้ว

ใครที่ตามอ่านบล็อกนี้มาเรื่อยๆ อาจจะพอรู้ว่าตอนนี้ผมมาทำงานอยู่ที่ Wongnai แล้ว

คนส่วนใหญ่จะรู้จัก Wongnai ในฐานะแอพค้นหาร้านอาหาร แต่ “ยอด” ซึ่งเป็น CEO ของ Wongnai เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้วว่าเราต้องการจะเป็น lifestyle platform ที่ช่วยเชื่อมต่อคุณเข้ากับสิ่งดีๆ และทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ Wongnai จับมือกับ LINE MAN เพื่อทำธุรกิจ food delivery, จับมือกับ Alipay เพื่อจับตลาด mobile payment ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในเมืองไทย และเปิดตัว Wongnai Cooking เพื่อสร้าง community ของคนที่รักการทำอาหาร

การตัดสินใจแต่ละเรื่องล้วนมีความเสี่ยงและต้องลงแรงมากพอสมควร คำถามคือยอดรู้ได้ยังไงว่า Wongnai ตัดสินใจถูกต้องที่จะลงมาทำธุรกิจเหล่านี้

คำตอบที่ผมคิดได้ก็คือ แน่นอนว่าเราต้องศึกษาตลาดและทำการบ้านมาระดับหนึ่ง แต่เราไม่รู้หรอกว่าผิดหรือถูกจนกว่าจะได้ลองลงมือทำ

ระบบการศึกษาทำให้เราเติบโตมากับข้อสอบปรนัยที่มักจะมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว

แต่ในชีวิตจริง คำตอบจะผิดหรือจะถูก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวคำตอบมากเท่าคนทำข้อสอบ

ถ้าคนทำข้อสอบชีวิตเก่ง ไม่ว่าจะเลือกข้อ ก. ข้อ ข. ข้อ ค. หรือ ข้อ ง. ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เข้าท่าทั้งนั้น

ส่วนคนที่ไม่เก่ง ไม่พยายาม ไม่ขวนขวาย ไม่ว่าจะเลือกข้อไหนก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดีก็ได้

ดังนั้น หากวันหนึ่งต้องเจอกับหลายทางเลือก ก็ไม่จำเป็นต้องเครียดมากนักกับการเลือก “ข้อที่ถูกที่สุด”

อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราจึงไม่มีทางมีข้อมูลได้ครบถ้วนอยู่แล้ว เท่าที่ผมสังเกต คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจจึงมักตัดสินใจหลังจากที่เขามีข้อมูลเพียง 60-70% จากนั้นก็หาทาง make it work

คนที่ประสบความสำเร็จจึงอาจจะไม่ได้มีข้อมูลมากกว่าคนอื่น หรือปราดเปรื่องกว่าคนอื่น หรือ “เลือกข้อที่ถูกต้อง” ได้เก่งกว่าคนอื่น เพียงแต่เขากล้าตัดสินใจ แล้วก็ลุย แล้วก็เรียนรู้แก้ไขไปเรื่อยๆ จนทำให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องไปโดยปริยาย

การตัดสินใจจะถูกหรือผิดจึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกข้อไหน

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้วมากกว่า


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วินัยคืออิสรภาพ

20170410_discipline

Discipline equals freedom
– Jocko Willink, retired Navy SEAL Commander

เวลาเรานึกถึงคำว่าวินัย เรามักจะนึกถึงทหารในกองบัญชาการหรือพระที่เคร่งครัดกับการปฏิบัติ

ต้องทำทุกอย่างตามระเบียบและมีตารางเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้จะเรียกว่ามีอิสรภาพได้อย่างไร?

แต่สิ่งที่ Jocko พยายามจะบอกก็คือ การมีวินัยของเราในวันนี้จะทำให้เรามีอิสรภาพในระยะยาว

หากเรามีวินัยในการเรียนและอ่านหนังสือ เราก็จะสอบได้คะแนนสูงพอที่จะเลือกเข้าคณะอะไรก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการตื่นแต่เช้า เราก็จะถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องเจอรถติด แล้วเราก็จะมีเวลามากพอที่จะเอางานอะไรขึ้นมาทำก่อนก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการใช้จ่ายและในการอดออม ถึงวันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้วันที่เราแก่ตัวไป เราก็จะยังมีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันทำไม่ไหวแล้ว

หัดใส่ข้อจำกัดให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะมีทางเลือกมากกว่าใครครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เทคนิคถังน้ำมันในทะเลทราย

20170225_barrel

วันนี้จะมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่ Brian Tracy เคยพูดถึงในหนังสือ Eat That Frog ครับ

เทรซี่เคยต้องขับรถข้ามทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เส้นทางที่เทรซี่ขับผ่านนั้นมีระยะทางถึง 800 กิโลเมตร หรือพอๆ กับกรุงเทพ-เชียงราย

ความยากของการขับรถข้ามทะเลทรายคือความเวิ้งว้างว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา ไม่มีร้านค้า ไม่มีที่ให้แวะเติมน้ำมัน ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร มองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ทราย และทราย

มีคนถึง 1300 คนที่เคยขับผ่านเส้นทางนี้แล้วหลงทางกลับออกมาไม่ได้ จนสูญหายและหาตัว(ศพ)ไม่เจอ

เพื่อแก้ปัญหา กองทัพฝรั่งเศส (ซึ่งเคยยึดครองพื้นที่นี้) จึงเอาถังน้ำมันขนาด 55 แกลลอนมาตั้ง เพื่อเอาไว้บอกเส้นทาง โดยแต่ละถังจะอยู่ห่างกัน 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลพอดู แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าที่ตาเนื้อจะมองเห็น และไม่ไกลจนความโค้งของโลกจะบดบังความสูงของถังน้ำมันเสียหมด

ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เทรซี่จะเห็นถังน้ำมันเพียงสองถังเท่านั้น คือถังที่เขาเพิ่งขับผ่านมา และถังถัดไป

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาขับรถข้ามทะเลทรายระยะทาง 800 กิโลเมตรได้อย่างปลอดภัย

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน

เวลาเราจะลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่หรือต้องใช้เวลานานๆ เราไม่รู้หรอกว่าระหว่างทางจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

แต่อย่างน้อยเราก็พอคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไป (next step) คืออะไร

หน้าที่ของเราคือการมุ่งไปสู่ถังใบต่อไป และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราก็จะเห็นเองว่า ถังที่อยู่ถัดจากนั้นวางอยู่ตรงไหน

การทำงานก็เช่นกัน

ถ้าเนื้องานมันเยอะจนเราเห็นแล้วก็ท้อ ก็จงซอยย่อยงานชิ้นนั้นลง ให้งานแต่ละชิ้นเป็นหมุดหมายเหมือนดังถังน้ำมัน

เมื่อเราวางถังน้ำมันตามรายทางในระยะทางที่เหมาะสม และใช้พลังและสมาธิไปกับการมุ่งสู่ถังน้ำมันถังถัดไป

เราย่อมจะข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ได้แน่นอน


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Eat That Frog by Brian Tracy

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ลดช่องว่าง

20161221_closethegap

สองสามวันมานี้ผมฉุกคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง

ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานออฟฟิศหรือคนทำธุรกิจของตัวเอง มักจะมีนิสัยหนึ่งที่เหมือนกัน

คือนิสัยคิดแล้วทำ

คิดปุ๊ป ทำปั๊ป พอได้ฟีดแบ็คมาแล้วก็ค่อยๆ ปรับให้ลงตัว

บางที ที่ชีวิตเราไปไม่ถึงไหน อาจเป็นเพราะช่องว่างระหว่างความคิดกับการกระทำอยู่ห่างกันเกินไป

บอกว่าจะทำจะทำตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำซักที และเราก็มีเหตุผลมากมายมาส่งเสริมความชอบธรรมของเรา (แต่มีเวลาเล่นมือถือนะ)

ถ้าอยากจะให้ชีวิตอยู่ในมือเรามากขึ้น ทางหนึ่งที่น่าจะเวิร์คก็คือการลดช่องว่างระหว่างความคิดกับการกระทำนั่นเอง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าให้เราประมาทหรือหุนหันพลันแล่นนะครับ อย่างนั้นเค้าเรียกว่าทำโดยไม่คิด

คิดก่อนแล้วค่อยทำ แต่อย่าคิดมากไปเพราะมันจะไม่ได้ทำ

ลดช่องว่างในวันนี้ เพื่อทางที่เปิดกว้างของเราในวันหน้าครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

5 ข้อคิดเพื่อความสุขในการทำงาน

20151113_5rules

วันนี้ผมได้ฟัง TED Talk ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คนที่มาพูดเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงนาม Stephen Kellogg ผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ แต่พอเข้าไปดูประวัติก็รู้ว่าออกอัลบั้มมาแล้วกว่า 8 อัลบั้มและตัวสตีเฟ่นเองก็บอกว่าเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วกว่า 1300 คอนเสิร์ต

สตีเฟ่นบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาโปรดปรานบอง โจวี่ (Bon Jovi) มาก โตขึ้นอยากเป็นนักดนตรีร็อค จะได้มีเงินและสาวๆ รายล้อม แต่พอเรียนจบออกมา นอกจากเขาจะไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้ว เขายังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรงเพียงน้อยนิดอีกต่างหาก

ก่อนขึ้นเวที สตีเฟ่นได้อ่านบทความในนิตยสาร Forbes ซึ่งระบุว่า ในอเมริกามีคนเพียง 19% เท่านั้นที่พอใจกับงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่ากลัวเลยทีเดียว

สตีเฟ่นก็เลยมาแชร์เทคนิค 5 ข้อที่เขาได้ลองใช้แล้วเห็นผลครับ

1.รู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร – Know why you’re working
ตอนอายุ 16 ปี สตีเฟ่นเพิ่งเริ่มคบกับแฟนสาวที่โรงเรียน และเริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายยา คอยต้อนรับลูกค้า จัดยาใส่เชลฟ์ ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ไม่ใช่งานที่ท้าทายอะไรนัก

วันหนึ่งตอนสตีเฟ่นอยู่บ้าน แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง ชูบิลค่าโทรศัพท์และบอกกับสตีเฟ่นว่า ถ้ายังอยากจะคบกับเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อ ลูกก็จะต้องช่วยแม่ออกค่าโทรศัพท์นะ (สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้วเวลาจะคุยกับใครต้องใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เดาว่าแฟนของสตีเฟ่นคงจะอยู่ต่างเมือง ทำให้ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล )

ณ ตอนนั้นสตีเฟ่นก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องมีเงินจ่ายค่าโทรศัพท์ ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเป็นเด็กประจำร้านขายยาที่กระตือรือล้นมากกว่าเดิม เพราะเขารู้แล้วว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร

2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี

แต่พอจบคืนแรกของการเล่นดนตรีที่ร้านนั้น สตีเฟ่นก็ได้คำตอบว่า นี่คือบันไดที่เขาอยากจะปีน แม้จะรู้ตัวว่านี่คือตีนบันไดก็ไม่เป็นไร

3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง

4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู

และสตีเฟ่นก็อัศจรรย์ใจกับนักบัญชีที่สามารถจัดการเอกสารของเขามากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลัง แถมบางทียังได้เงินคืนภาษีอีกด้วย

สมัยเป็นนักดนตรีมืออาชีพใหม่ๆ สตีเฟ่นกำลังหวังที่จะสร้างชื่อตัวเองให้โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ อยากเล่นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้น ขายตั๋วราคาแพงขึ้น ฯลฯ

วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปเล่นดนตรีที่โรงพยาบาล มีเด็กป่วยสิบกว่าคนมานั่งฟัง รวมไปถึงผู้ปกครองและพยาบาล นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตที่เล็กที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยก็ได้

แล้วสตีเฟ่นก็พบกับความจริงว่า ทักษะทางดนตรีของเขาที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังทุกข์กายและทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสได้

และจากนั้นมาทัศนคติต่อการแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles

พอเปิดตัวเพลงนั้นออกมา แฟนเพลงก็บอกกับสตีเฟ่นว่า “เฮ้ย เพลงยูเหมือนเพลงของพอลไซม่อนเลยนี่”

แล้ววันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบก็เดินเข้ามาในห้องของสตีเฟ่นแล้วพูดว่า “เพลงของพอลไซม่อนเหมือนเพลงของพ่อเลยนะคะ”

และนั่นคือวันที่สตีเฟ่นรู้ตัวว่า เขามาถึได้งจุดต่ำสุดในชีวิตนักดนตรีแล้ว (The lowest point in my career)

แต่ข้อดีก็คือเขายังสามารถแก้ตัวได้ สตีเฟ่นตัดสินใจถอนเพลงนั้นออกจากสถานีวิทยุ เอาเพลงมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ 100% เพื่อให้มันเป็นเพลงของเขาอย่างแท้จริง รวมทั้งขอโทษแฟนเพลงที่ทำให้ผิดหวัง

และวันที่เขาตกลงสู่จุดต่ำสุดก็นำมาซึ่งวันที่เขาภูมิใจที่สุดเช่นกัน เพราะจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร และจะนำพาดนตรีของเขาไปในทิศทางไหน

สตีเฟ่นสรุปสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยประโยคนี้

“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”

“ถ้าผมรู้ว่าผมจะทำงานไปเพื่ออะไร ถ้าผมได้ปีนบันไดที่ผมอยากจะปีน ถ้าผมไม่มัวเสียเวลาฝันถึงหญ้าที่เขียวกว่าของบ้านอื่น ถ้าผมเข้าใจว่างานของผมสร้างประโยชน์ให้กับใครบ้าง และถ้าผมรักษาจิตวิญญานของผมเอาไว้ได้ ผมก็จะได้อะไรอีกมากมายจากงานที่ผมทำ”

พูดเสร็จสตีเฟ่นก็หยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาเล่นเพลง “Satisfied Man” เพื่อเป็นการปิดฉากการพูดครั้งนี้ ลองตามไปฟังกันได้เต็มๆ ในลิงค์ยูทูบด้านล่างครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: I Can’t Get No (Job) Satisfaction: Stephen Kellogg at TEDxConcordiaUPortland

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com