ทำไมรวยแล้วถึงยังหยุดไม่ได้

สมมติว่ามีชายสามคนมีอาชีพทำมาค้าขายเหมือนกัน

นาย A เดือนแรกได้กำไร 200,000 บาท เดือนถัดมาขาดทุน 40,000 บาท

นาย B เดือนแรกได้กำไร 150,000 บาท เดือนถัดมาเท่าทุน

นาย C เดือนแรกได้กำไร 70,000 บาท เดือนถัดมาได้กำไรอีก 70,000 บาท

คุณคิดว่าใครมีความสุขมากที่สุด?

คำตอบน่าจะเป็นนาย C แม้จะมีกำไรรวมน้อยที่สุด

ส่วนนาย A แม้จะได้กำไรรวม 160,000 บาท แต่ก็อาจจะเป็นคนที่มีความสุขน้อยที่สุดเพราะเพิ่งขาดทุนมาหมาดๆ

สมองคนเรานั้นถนัดกับการคิดแบบสัมพัทธ์ (relative) มากกว่าสัมบูรณ์ (absolute)

เราไม่เคยมานั่งหักลบกลบหนี้หรอกว่าตั้งแต่เราเรียนจบมาเรา “กำไร” มาแล้วเท่าไหร่ อารมณ์ความรู้สึกของเรานั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สัปดาห์นี้ หรือเดือนนี้เป็นหลัก

ความรู้สึก “ชนะ” จึงไม่ได้เกิดจาก “กำไรสะสม” มากเท่ากับ “ผลลัพธ์ครั้งล่าสุด”

ดังนั้น แม้ว่าบางคนจะร่ำรวยและมี net worth สูงอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายเท่ากับว่าเขาสามารถ “ชนะ” ได้อีกในครั้งถัดไปรึเปล่า (ส่วน “ชนะ” นั้นจะนิยามอย่างไรก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตัวเงินเสมอไป)

เมื่อเข้าใจว่าสมองคนเราทำงานแบบสัมพัทธ์เป็นหลัก เราก็สามารถนำความรู้นี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพราะความสุขไม่ได้ไหลมาเทมามาในวันที่เราเก็บเงินได้ถึง 1 ล้านบาท แต่มันค่อยๆ รวยระรินในเวลาที่เราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองในวันนี้

ไม่มีความจำเป็นต้องรอถึงวันที่ฝันเป็นจริง

แค่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าใกล้มันขึ้นอีกนิดก็ฟินได้แล้ว

วิธีสอนลูกน้องให้ได้ผล

สมัยก่อนผมเป็นคนผูกเนคไทไม่เป็นยันเรียนจบปริญญาตรี

ถ้าต้องไปงานที่ต้องผูกเนคไท ก็จะให้เพื่อนผูกให้เสมอ

เพื่อนพยายามสอนผมอยู่หลายรอบ แต่เนื่องจากไม่ได้มีโอกาสออกงานบ่อยๆ พอถึงเวลาต้องใช้งานเลยจำไม่ได้ ก็เลยให้เพื่อนผูกให้เหมือนเดิม แถมยังแอบภูมิใจนิดๆ ด้วยว่าอยู่มาจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครสอนเราให้ผูกเนคไทเป็น

วันหนึ่งผมเรียนจบแล้ว ไปงานเลี้ยงกับอาจารย์พิมาน ลิมปพยอม เป็นงานที่ต้องผูกเนคไทเช่นกัน

ผมใช้ท่าเดิมด้วยการเอ่ยปากขอให้อาจารย์ผูกเนคไทให้หน่อย และด้วยความเป็นอาจารย์ เขาก็ผูกไปสอนไป ไม่ต่างอะไรกับที่เพื่อนเคยทำให้ดู

แต่พอผมยื่นมือจะไปรับเนคไทมาคล้องคอ อาจารย์ก็คลายเนคไทออกแล้วพูดว่า “Now, you do it.” (อาจารย์จะพูดคุยกับนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษเสมอ)

“ซวยละ” ผมคิดในใจ แล้วก็ยืนผูกตรงนั้นโดยมีอาจารย์พิมานมองอยู่ ทำผิดๆ ถูกๆ แต่อาจารย์ก็ช่วยไกด์ให้ สุดท้ายผมก็ผูกเนคไทได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และไม่เคยลืมวิธีผูกเนคไทอีกเลย

เหตุการณ์คราวนั้นทั้งประทับใจและฝังใจ เวลาผมจะสอนงานน้องในทีมเลยใช้วิธีเดียวกัน

เช่นเวลาน้องใช้สูตร vlookup() ใน Excel หรือ Google Sheets ไม่เป็น ผมก็จะเขียนสูตรให้ดูและอธิบายทีละตัวว่ามันหมายความว่ายังไง พอเขียนสูตรเสร็จเรียบร้อยและได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว ผมก็จะลบสูตรทิ้งแล้วให้น้องลองเขียนให้ดูสดๆ

เวลาผมสอน OKR (Objectives & Key Results) ให้กับพนักงานใหม่ก็เช่นกัน เมื่ออธิบายความหมายและโชว์ตัวอย่างให้ดูแล้ว ผมก็จะให้ทุกคนเขียน OKR ของตัวเอง แล้วให้เขาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงเขียน OKR อย่างนี้

เมื่อเราได้ฟังและได้ดู เราจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเข้าใจแล้ว

ต่อเมื่อได้ลงมือทำเท่านั้น เราถึงจะพบว่าจริงๆ แล้วเรายังไม่เข้าใจอีกหลายจุด

นี่คือกระบวนการการเรียนรู้ที่ทุกคนต้องผ่าน ถ้าอยากให้การเรียนรู้นั้นมันเกิดผลและอยู่กับเราอย่างคงทน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน OKR ผูกสูตร vlookup หรือผูกเนคไท

นึกแล้วก็รู้สึกขอบคุณอาจารย์พิมานไม่หาย

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เดินเข้าหาทุกข์แล้วจะเจอสุข

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราจะวิ่งหนีความทุกข์และกระโจนเข้าหาความสุข

แต่ชีวิตนั้นก็ย้อนแย้ง หลายอย่างที่นำมาซึ่งความทุกข์ในตอนนี้ กลับนำเราไปสู่เรื่องดีๆ ในภายภาคหน้า

ทุกข์ใจกับการเข็นตัวเองลุกจากเตียงไปวิ่งตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้มีความสุขกับร่างกายที่แข็งแรง

ทุกข์ใจกับการอยากซื้อแล้วไม่ได้ซื้อ อยากกินแล้วไม่ได้กิน เพื่อจะได้มีความสุขกับการมีเงินพอกินพอใช้

ทุกข์ใจกับการบอกคู่รักตรงๆ ว่าเราไม่พอใจเรื่องอะไรจนอาจมีปากมีเสียงกัน แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การปรับตัวและการเป็นคู่รักที่ดีขึ้นของทั้งคู่

เมื่อเรากล้าเดินเข้าหาความทุกข์ เราจะพบความสุขที่ยั่งยืนครับ

ถ้ากลับโจทย์เราจะหาคำตอบได้ง่ายขึ้น

เช่น สมมติว่าเราเป็นหัวหน้ามือใหม่ และไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้

ลองพลิกโจทย์ใหม่ว่า เราจะเป็นหัวหน้าที่แย่สุดๆ ได้อย่างไร

  • ถือตนว่าอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
  • เจ้าอารมณ์ เอาตัวเองเป็นใหญ่
  • ไม่รักษาคำพูด
  • ด่าลูกน้องในที่สาธารณะ
  • ไม่โค้ชลูกน้องเลย
  • ลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชัง
  • เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น

การลิสต์ว่าหัวหน้าที่แย่นั้นเป็นอย่างไร เราทำได้ง่ายกว่ามาก

เพราะบางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร แต่เราจะค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องคืออะไร

เมื่อเรารู้ว่าสิ่งใดไม่ถูกต้อง เราก็แค่เลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้น

เหมือนคำพระที่ว่า พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

เราจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร?

กลับโจทย์เป็น เราจะมีสุขภาพที่แย่สุดๆ ได้อย่างไร

  • ดื่มเหล้า
  • สูบบุหรี่
  • นอนดึก
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • กินแต่ของไม่มีประโยชน์
  • ปล่อยให้จิตใจขุ่นมัวอยู่เสมอ

แล้วก็เลิกทำเรื่องพวกนี้ซะ โดยอาจค่อยๆ เลิกทีละอย่างก็พอ เพราะถ้าเลิกพร้อมกันทีเดียวอาจจะยากเกินไปและไม่ยั่งยืน

โจทย์บางอย่างในชีวิต ถ้ากลับโจทย์เราจะหาคำตอบได้ง่ายขึ้นครับ

สิ่งที่ควรระลึกเวลารู้สึกผิดที่จะ Say No

เมื่อวานนี้ผมมีสอนเรื่อง Time Management ให้พนักงานใหม่

ผมพูดว่ามี productivity hacks สองข้อที่ทุกคนควรใส่ใจ

หนึ่งคือนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนมักเป็นสิ่งแรกที่เรายอมแลกเมื่อมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินไป แต่จริงๆ แล้วการนอนให้พอนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมีวันที่ดีและการทำงานให้ได้ดี

ส่วนแฮ็คที่สองคือเราต้องหัด say no ให้เป็น

เราไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใครเพราะเรากลัวจะดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเราไม่หัดปฏิเสธคนบ้างเลย สุดท้ายเราจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามัวแต่ทำเรื่องสำคัญของคนอื่น

เวลาจะปฏิเสธนั้นไม่ใช่ทำอย่างไร้เยื่อใย เราต้องรู้จักมอบทางเลือกให้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วย เช่นต่อรองเรื่องเวลาว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ หรือแนะนำคนอื่นที่อาจจะช่วยแทนเราได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าการปฏิเสธคำขอกับการปฏิเสธตัวตนของคนที่ขอนั้นไม่เหมือนกัน

เวลาใครมาขอให้เราช่วยอะไร เขากำลัง “ขาย” อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นไอเดีย อาจจะเป็นงาน อาจจะเป็นเป้าหมาย ถ้าเขาขายเราสำเร็จ เราก็ต้อง “ซื้อ” ไอเดียนั้น ซึ่งไม่ใช่การซื้อด้วยเงิน แต่เป็นการซื้อด้วยเวลา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะจ่ายเวลาอันมีค่าออกไป ลองคิดให้ดีว่าเราอยากซื้อไอเดียนั้นจากเขาจริงรึเปล่า ถ้าไม่อยากซื้อ เราก็ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย และการที่เราปฏิเสธข้อเสนอก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธคนที่มาเสนอ – denying a request is not the same thing as denying the person making the request.

เมื่อเราแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่ขอกับตัวตนของคนที่ขอ เราก็จะมีความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธคำขอนั้นอย่างนุ่มนวลและด้วยความเคารพ และยังรักษาสัมพันธภาพอันดีเอาไว้ได้

เรียนรู้ที่จะ say no แล้วเราจะจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ