บางทีเราก็แค่ต้องเลิกขัดขาตัวเอง

การทำสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตบางทีมันก็ยากลำบากเหมือนกัน

ยิ่งโปรเจ็คนั้นมีความหมายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลัวจะผิดหวังมากเท่านั้น

เราจึง “หลบซ่อน” ด้วยการ “ทำการบ้าน” เยอะๆ อ่านโน่นอ่านนี่ ถามคนนั้นคนนี้ ทำทุกอย่างเพื่อประวิงเวลาให้ไม่ต้องเริ่มต้นตัวโปรเจ็คจริงๆ เสียที

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ความยากลำบากในตัวงาน แต่เป็นความขี้กลัวในตัวเรา

เมื่องานสำคัญมันไม่เกิด เราก็จะต่อว่าตัวเองว่าเรานี่ช่างไม่มีวินัย ไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความกล้าหาญ เราจึงวางโปรเจ็คนั้นลงและหันเหความสนใจไปทำสิ่งอื่นๆ พอขึ้นปีใหม่หรือได้ดูคลิปสร้างแรงบันดาลใจ เราก็เอาโปรเจ็คนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น เป็นวังวนอยู่อย่างนี้

บางทีอาจมีทางเลือกที่ดีกว่า หากเราเลิกคาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศ และเลิกมองว่าเราคือตัวเอกของละคร

แทนที่จะมองว่าเราต้อง motivate ตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ ลองมองว่าสิ่งต่างๆ มันจะเกิดขึ้นตามครรลองอยู่แล้วถ้าเราไม่มัวขัดขาตัวเองอยู่

แทนที่จะถามว่า “เราต้องทำยังไง” (How do I do this?)

ลองถามว่า “อะไรต้องเกิดขึ้นโดยมีเราเป็นตัวกลาง?” (What needs to happen through me?)

เมื่อเอา “ตัวกู” ออกจากสมการ และใช้ร่างกายและจิตใจของเราเป็นเพียงแค่ทางผ่านของการกระทำ

สิ่งดีๆ และมีคุณค่าอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ต้องคาดคั้นกับตนเองจนเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Oliver Burkeman: The Imperfectionist: In Your Own Way

3 บทเรียนชีวิตจาก Ashton Kutcher

Asthon Kutcher เป็นอดีตนักแสดงหนุ่มหล่อที่เคยแสดงหนังอย่าง Jobs (2013), No Strings Attached (2011) และ What Happens in Vegas (2008) และยังเคยอยู่กินกับคู่รักต่างวัยอย่าง Demi Moore อีกด้วย

นอกจากอาชีพนักแสดงแล้ว เขายังเป็น venture capitalist ที่เอาเงินไปลงทุนในสตาร์ตอัพที่หน่วยก้านดี โดยเขาเคยลงทุนในบริษัทอย่าง Airbnb, Skype และ Foursquare ซึ่งล้วนแต่เป็นสตาร์ตอัพระดับ unicorn และ decacorn ในเวลาต่อมา

ในปี 2013 Kutcher ขึ้นเวทีรับรางวัล Teen Choice Awards

ท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ Kutcher กล่าวสุนทรพจน์สั้นกระชับที่ผมขอถอดความมาไว้ตรงนี้ครับ

“ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นคนหลอกลวง (I fee like a fraud) เพราะว่าจริงๆ แล้วผมไม่ได้ชื่อ Ashton ด้วยซ้ำแอชตันเป็นชื่อกลางของผม ชื่อแรกของผมคือ Chris แต่ผมเปลี่ยนชื่อเป็นแอชตันตอนอายุ 19 ปีที่เริ่มเข้าวงการ

ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายตอนที่ผมยังชื่อคริส และนี่คือ 3 เรื่องที่ผมอยากมาแชร์ให้พวกคุณฟัง เพราะมันทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้

ข้อแรกคือเรื่องของโอกาส

ข้อที่สองคือการเป็นคนเซ็กซี่ (เสียงกรี๊ดดังสนั่น)

และข้อที่สามคือการใช้ชีวิต

อย่างแรกก็คือ ผมเชื่อว่าโอกาสนั้นหน้าตาคล้ายกับการทำงานหนัก (opportunity looks a lot like hard work)

ตอนอายุ 13 ผมได้ทำงานแรกด้วยการช่วยพ่อซ่อมหลังคา จากนั้นผมก็ได้งานล้างจานในร้านอาหาร จากนั้นผมก็ได้งานในร้านสะดวกซื้อ จากนั้นก็ได้เป็นคนกวาดพื้นในโรงงาน ผมไม่เคยดูถูกงานอะไรเลย ผมถือว่าโชคดีแล้วที่มีงานทำ และงานแต่ละอย่างก็เป็นขั้นบันไดให้กับงานถัดไป ผมไม่เคยลาออกจากงานเดิมจนกว่าจะมีงานใหม่รออยู่ ดังนั้น “โอกาส” จึงหน้าตาเหมือน “งานหนัก” เอามากๆ

ข้อสอง เรื่องการเป็นคนเซ็กซี่ (เสียงกรี๊ดดังลั่น) สิ่งที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกใบนี้ ก็คือการเป็นคนฉลาด (smart) เป็นคนไตร่ตรอง (thoughtful) และเป็นคนใจกว้าง (generous) ทุกอย่างที่เหลือล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล (crap) ที่มีคนมากรอกหูคุณเพื่อให้คุณเสียความมั่นใจ ดังนั้นอย่าไปเชื่อคำเหล่านั้น จงเป็นคนฉลาด ไตร่ตรอง และใจกว้าง

ข้อที่สามคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตอนผมถ่ายทำหนังของ Steve Jobs ซึ่งจ็อบส์เคยพูดว่า เวลาเราโตขึ้นมาเรามักจะถูกสอนว่าโลกมันต้องเป็นแบบนี้แหละ ดังนั้นจงใช้ชีวิตในโลกใบนี้ไป อย่าไปทำอะไรแผลงๆ เรียนให้จบ หารายได้ และมีครอบครัว

แต่ชีวิตกว้างใหญ่กว่านั้นหากเราตระหนักได้ว่าทุกสิ่งรอบตัวเราที่เรียกว่า “ชีวิต” นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยคนที่ไม่ได้เก่งไปกว่าเราเลย ดังนั้นเราสามารถสร้างชีวิตของเราขึ้นมาเองได้ สร้างโลกของเราเพื่อให้คนอื่นมาอยู่ได้

ดังนั้น อย่าเพียงใช้ชีวิต จงสร้างชีวิต แสวงหาโอกาสด้วยการทำงานหนัก และจงเป็นคนที่เซ็กซี่อยู่เสมอ ขอบคุณครับ”


ขอบคุณข้อมูลจาก YouTube: Ashton Kutcher Speech – Teen Choice Awards (HQ)

3 ประเภทของ Friend Zone

วันนี้อ่านเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจใน Quora:

“เราจะลดระยะเวลาที่อยู่ใน Friend Zone ได้อย่างไร?”

ขอนำคำตอบของ Sean Kernan มาให้อ่านกันครับ


ใน Youtube มีวีดีโอประเภทหนึ่งที่ถูกทำมาแล้วหลายร้อยรอบและได้ข้อสรุปแบบเดิมเพราะมันตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า:

“ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นแค่เพื่อนกันได้จริงเหรอ?”

ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างต้องตอบคำถามเดียวกันนี้

ผู้ชายเกือบทุกคนจะตอบว่า

“เป็นไม่ได้หรอก” (เพราะความดึงดูดทางกายภาพ)

ส่วนผู้หญิงเกือบทุกคนจะตอบว่า “เป็นได้สิ”

แล้วพิธีกรก็จะถามผู้หญิงต่อว่า

“ถ้าคุณเปิดทาง คิดว่าเพื่อนผู้ชายจะจีบคุณรึเปล่า?”

รอยยิ้มน้อยๆ จะค่อยๆ ปรากฎบนใบหน้าหญิงสาว เธอจะชะงักแป๊บนึง และเกือบทุกคนจะตอบว่า “จีบ”

แต่ Youtube ไม่ใช่แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ ผมคิดว่ามันไม่แฟร์เท่าไหร่ที่จะบอกว่าหญิงกับชายจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ เพราะเราก็เห็นอยู่ตลอด ผมเองก็มีเพื่อนผู้หญิงหลายคน

แต่สิ่งหนึ่งที่วีดีโอเหล่านี้ยืนยันก็คือ:-

ผู้หญิงเค้าดูออกแหละ

ส่วนใหญ่น่ะนะ

ถ้าเป็นเพื่อนกันและอยู่ด้วยกันมาสักพัก ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรู้ว่าใครชอบเราบ้าง

และนี่คือ Friend Zone 3 ประเภท

1. ผู้หญิงรู้ แต่ไม่สนใจ

แฟนของผมทุกคนเคยเล่าให้ฟังถึงคนที่เข้ามาจีบ แต่เธอไม่สนใจ เช่นเข้ามาผิดวิธี (รุกหนักเกินไปหรือน่ากลัว (creepy) เกินไป)

หรือเธออาจไม่ชอบแง่มุมทางกายภาพบางอย่าง (กลิ่นตัว ความอ้วน ความสะอาด บุคลิก การแต่งตัว)

ถ้าเธอคิดว่าเราไม่น่าสนใจ ก็แสดงว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เราน่าจะทำได้เพื่อให้เธอมองเราบ้าง

แต่ถ้าเราทำทุกอย่างเต็มที่แล้วเธอยังไม่สนใจเราอีก เราก็ควรจะ cut loss และ move on

2. ผู้หญิงไม่รู้ตัว ซึ่งเราก็คงต้องลองชวนเธอไปเที่ยวดู หรือลองโยนหินถามทางดูว่าเธอสนใจจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้รึเปล่า

3. ผู้หญิงรู้ตัว แต่จังหวะมันไม่ได้ เช่นเธออาจมีแฟนอยู่แล้ว เธอยังไม่พร้อมออกเดตกับใคร เธอต้องการเวลามากกว่านี้

ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็จงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อย่าไปเหยียบคันเร่ง รักษาความรู้สึกที่ดีเอาไว้ เมื่อไหร่ที่เธอพร้อมจะพัฒนาความสัมพันธ์คุณจะรู้ได้เอง

สองเรื่องสุดท้าย

หนึ่ง ถ้าเธอบอกว่าไม่ก็คือไม่ จงเคารพจุดยืนของเธอ

สอง อย่ารอคอยแค่ใครบางคน จงใช้ชีวิตของเราไป คุยกับคนอื่นบ้าง ไปเที่ยวกับคนอื่นบ้าง ถ้าคนที่เราชอบอยากพาเราออกจาก Friend Zone ก็เยี่ยมไปเลย แต่ถ้าเค้ายังไม่สนใจก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ใครก็ตามที่คิดว่า Friend Zone เป็นเหมือนกรงขัง เขาคนนั้นกำลังปิดกั้นทางเลือกของตัวเอง

ออกไปใช้ชีวิตของเราให้ดีเถอะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to How do you shorten your tenure in the friendzone?

อยากเป็นคนมีวินัย ต้องเติมวิตามิน N

ผมเพิ่งได้ฟังพ็อดแคสต์ที่คุณหมอ Rangan Chatterjee สัมภาษณ์ Eliud Kipchoge นักวิ่งมาราธอนอันดับ 1 ของโลก หลังจากที่เพิ่งทำสถิติใหม่ที่เบอร์ลินมาหมาดๆ ด้วยเวลา 2:01:09 ชั่วโมง

ใครที่วิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตรขึ้นไป อยากให้ลองฟังได้กันดูครับ สำเนียงคิปโชเก้ฟังยากหน่อย แต่ถ้าเปิด sub-titles ควบคู่ไปด้วยจะได้อะไรดีๆ กลับไปแน่นอน

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ คุณหมอถามคิปโชเก้ว่า คนเราจะมี self-discipline หรือวินัยในตัวเองได้อย่างไร

คิปโชเก้บอกว่า self-discipline มีกฎสามข้อด้วยกัน

1. ฉีดวิตามิน N เข้าร่างกาย (injecting yourself with vitamin N)

2. จัดลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ถูกต้อง (setting your priorities right)

3. หลีกเลี่ยงการบ่น (avoid complaining)

ข้อสองและสามนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก แต่การเติมวิตามิน N คืออะไร เพราะขนาดผู้สัมภาษณ์ที่เป็นหมอก็ไม่รู้จักวิตามินตัวนี้

คิปโชเก้บอกว่า วิตามิน N คือการเรียนรู้ที่จะ Say No หรือเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งล่อตาล่อใจและความเพลิดเพลินที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของเรา

Self-discipline ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือกระบวนการ

ชายสองคนอยากมีกล้าม คนแรกเข้าฟิตเนสวันเดียว 9 ชั่วโมง ส่วนอีกคนเข้าฟิตเนส 3 เดือน ถามว่าใครจะมีกล้ามมากกว่ากัน – ก็ย่อมเป็นคนที่สอง คนที่เข้าฟิตเนสวันเดียว 9 ชั่วโมงรังแต่จะทำให้ร่างกายพังเปล่าๆ

การ say no เกือบทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย การจัดลำดับความสำคัญไม่ใช่เรื่องง่าย การเลิกบ่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าทำสามอย่างนี้ได้เป็นเวลาที่ยาวนานเพียงพอ นั่นแหละคือ self-discipline ที่จะนำพาให้เราประสบความสำเร็จไม่ว่าจะทำอาชีพใดก็ตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Feel Better Live More: WORLD’S FASTEST Man Shares How To Achieve Your MOST AMBITIOUS GOALS In 2023 | Eliud Kipchoge

วิธีดื่มเหล้าที่ให้ได้ ROI สูงสุด

โกวเล้งเคยกล่าววาทะหนึ่งที่ผมชอบมาก

“ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา”

หลายคนชอบดื่มเหล้าเพื่อให้รู้สึก “กรึ่มๆ” เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น กล้าพูดคุยมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น พร้อมจะสนุกมากขึ้น

เรานึกว่าอารมณ์ที่ดีขึ้นนี้เกิดจากแอลกอฮอล์ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ซะทีเดียว มันเกิดจากการหลั่งของโดพามีนในสมองต่างหาก

จะกรึ่มหรือไม่ (being high) ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” ของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่สมอง

ส่วนจะเมาหรือไม่ (being drunk) ขึ้นอยู่กับ “ปริมาณ” ของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าความสุขและความสนุกเกิดจากปริมาณของแอลกอฮอล์ แค่ดื่มนิดเดียวยังสนุกขนาดนี้ ถ้าดื่มมากกว่านี้จะสนุกขนาดไหน ก็เลยเติมเหล้าเข้าไปอีก แต่การทำแบบนี้สุดท้ายแล้วโดพามีนจะหยุดหลั่ง ความกรึ่มจะหายไป และเราจะเข้าสู่สภาวะ “เมา” ซึ่งต่างจากสภาวะกรึ่มโดยสิ้นเชิง นั่นคือสมองทำงานช้าลง มีอาการเซื่องซึม พูดจาไม่ได้ศัพท์ อวัยวะทำงานไม่ประสานกัน แทนที่จะสนุกกลับกลายเป็นทรมาน พออาการหนักเข้าก็ต้องไปนั่งกอดคอกับโถส้วม

ดังนั้น ถ้าอยากมีบรรยากาศจากการร่ำสุราที่ดีอย่างที่โกวเล้งว่าไว้ เราควรดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอลเข้มข้น (เช่นค็อกเทล) เพื่อให้มันเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วจนโดพามีนหลั่ง แต่ควรดื่มเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เราสนุกได้โดยไม่ต้องทุกข์ทนกับความเมามายในภายหลังครับ


ป.ล.ปกติผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า นานๆ ถึงจะดื่มที นี่จึงไม่ใช่บทความที่ชี้ชวนให้มาดื่มเหล้ากันเถอะ แค่จะบอกว่าถ้ามันถึงโอกาสที่ต้องดื่มจริงๆ เราก็ควรจะดื่มอย่างมีความรู้เท่านั้นเอง

ป.ล.2 โกวเล้งเสียชีวิตด้วยโรคตับแข็ง

ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จากหนังสือ The Molecule of More โมเลกุลแห่งความพอใจที่ไม่พอจริง Daniel Z. Lieberman, MD และ Michael E. Long เขียน นที สาครยุทธเดช แปล สำนักพิมพ์ Sophia