เรามี “กล่องเวลา” วันละ 100 กล่อง

คนเรานอนวันละประมาณ 7 ชั่วโมง เวลาที่ตื่นก็คือ 17 ชั่วโมงหรือประมาณ 1000 นาที

เมื่อเราแบ่ง 1000 นาทีออกเป็นกล่องละ 10 นาที เราจะมีเวลา 100 กล่อง

แต่ละกล่องเราใช้ไปกับอะไรบ้าง นับเป็นเรื่องน่าสนใจ

ถ้านับตั้งแต่ตื่นนอนจนมาถึงตอนนี้ รู้สึกตัวว่าทำกล่องหล่นหายไปแล้วหลายสิบกล่อง ขอให้ระลึกไว้ว่าเราสามารถใช้ 2-3 กล่องถัดไปในการ “เปลี่ยนเกม” ได้เสมอ

หากใช้กล่องส่วนใหญ่ได้ถูกวิธี เราก็จะมีวันที่ดี เมื่อมีวันที่ดี เราก็จะมีสัปดาห์ที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่เดือนที่ดี ปีที่ดี ทศวรรษที่ดี และชีวิตที่ดีครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Wait But Why

ไม่มี New Year’s Resolutions มีแต่ Theme ประจำปี

เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ผมไม่มี New Year’s Resolutions

เหตุผลหลักคงเป็นเพราะตั้งทีไรแล้วทำไม่ค่อยได้ บางอย่างแม้จะมีความตั้งใจเต็มเปี่ยม มีหลักการในการสร้าง habit ที่ดี แต่ก็มักจะมีปัจจัยที่คุมไม่ได้เข้ามาทำให้ต้องหยุดวิ่งตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

หรือบางครั้ง เมื่อเราเจออะไรใหม่ๆ ได้มุมมองใหม่ๆ เป้าหมายที่เคยวางเอาไว้ก็ไม่ได้มีคุณค่าและความหมายมากเท่าเดิมอีกต่อไป

ดังนั้น แทนที่จะมีเป้าหมาย สิ่งที่ผมทำมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาคือการมีธีมประจำปี

ปี 2021: “Consistency” เพราะอยากทำอะไรให้เสมอต้นเสมอปลายกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือการภาวนา

ปี 2022: “Space” เนื่องจากปี 2021 เป็นปีที่เหนื่อยมากสำหรับชีวิตการทำงาน ตารางเต็มพรืดจนเป็นยาจกทางเวลา ปี 2022 เลยอยากจะมี “ที่ว่าง” ให้มากขึ้น ซึ่งผมเริ่มด้วยการสร้างทีมที่แข็งแรงกว่าเดิม เพื่อจะได้มอบหมายงานให้มาก ทำเองให้น้อยลง และมีการทำ time blocking เพื่อเรียกร้องเอกราชบางส่วนบน calendar ของตัวเองกลับคืนมา

ส่วนธีมปี 2023 สำหรับผมคือ Fix What’s Broken

ที่ผ่านมาผมปล่อยให้ปัญหาบางอย่างมันรบกวนใจและกายอยู่เรื่อยๆ เป็นปัญหาเล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งผลเลวร้าย คล้ายกับเม็ดทรายในรองเท้าที่ไม่ได้สร้างอาการบาดเจ็บแต่ก็ทำให้การเดินหรือวิ่งไม่ราบรื่นเท่าที่ควร

ปีนี้เลยตั้งใจว่าอะไรที่มันพังๆ จะไล่แก้และไม่ดูดาย ยกตัวอย่างเช่น

  • โต๊ะทำงานที่รกไปหน่อย (เล่าให้ฟังในบทความเมื่อวานนี้)
  • อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าขวาที่เรื้อรังมาเป็นสิบปี (เกิดตอนเตะฟุตบอล) ปรึกษาหมอแล้วบอกว่าน่าจะเป็นที่เอ็นไขว้หน้ายืด รวมถึงมี popliteus และ hamstring ที่อ่อนแอ ต้องทำ strength training ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย shock wave
  • แผนการสำหรับการเขียนบล็อกที่ชัดเจนกว่านี้ ที่ผ่านมาเป็นบล็อกเกอร์ที่ใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมาก ระดับมานั่งที่โต๊ะแล้วยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนเรื่องอะไร
  • เอกสารข้างโต๊ะทำงานที่กองอยู่ รอคอยให้เราสะสาง
  • ไฟในโรงจอดรถที่เสีย ประตูเลื่อนในครัวที่ฝืดๆ
  • เล็บขบที่นิ้วโป้งขวา (แก้แล้วเมื่อวานนี้ด้วยการให้ภรรยาพาไป Nail Spa)
  • กองดองที่เราควรวางแผนว่าจะเอาอย่างไรกับมัน การโละหนังสืออย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ การอ่านหนังสือให้มากขึ้นไม่ใช่คำตอบ การซื้อหนังสือเข้าบ้านน้อยลงก็ไม่ใช่คำตอบ คำตอบน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างสามสิ่งนี้หรืออยู่ตรงการวางใจของเราต่อปัญหา/สถานการณ์ที่คนรักหนังสือทุกคนน่าจะเจอกัน

การมีธีมประจำปีช่วยให้เราใช้ชีวิตแบบมีทิศทางคล้ายกับการมีเป้าหมาย สิ่งที่แตกต่างคือธีมนั้นมีความ flexible กว่า และเรามีแนวโน้มที่จะอยู่กับมันนานได้นานกว่า

Fix What’s Broken คือธีมประจำปี 2023 ของผม

ธีมประจำปี 2023 ของคุณจะเป็นอะไร มาแชร์กันได้นะครับ

Broken Window Theory และเหตุผลที่เราควรมีโต๊ะทำงานที่เรียบร้อย

หนึ่งสิ่งที่ผมได้ทำในช่วงหยุดยาว คือเคลียร์โต๊ะทำงานให้สะอาดเรียบร้อยขึ้น

ก่อนหน้านี้ซัก 2 สัปดาห์ โต๊ะทำงานจองผมดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่ มีหนังสือที่อ่านจบครึ่งๆ กลางๆ อยู่ 3-4 เล่ม บิลที่ยังไม่ได้จ่าย บทความที่ปริ๊นท์มาอ่าน อุปกรณ์มายากลที่ลูกเอามาให้ช่วยสอนเล่น ฯลฯ

การมีโต๊ะทำงานที่ยุ่งเหยิง เป็นภาพสะท้อนความยุ่งเหยิงของชีวิตภายนอกและชีวิตภายใน


สมัยมหาวิทยาลัย ผมได้เรียนเรื่อง Broken Window Theory ซึ่งมีต้นทางมาจากอเมริกา

ทฤษฎีนี้บอกว่าถ้าละแวกไหนมีบ้านหรือตึกที่มีกระจกแตก แล้วกระจกนั้นไม่ได้รับการซ่อมแซม อีกไม่นานก็จะมีกระจกแตกเพิ่มอีก

เพราะการที่กระจกบานแรกไม่ได้รับการซ่อมแซมนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าคนในเขตนี้ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจความเป็นระเบียบเรียบร้อย พวกวัยคะนองจึงรู้สึกว่าถ้าจะทำกระจกแตกอีกสักบานสองบานก็คงไม่มีใครถือเป็นธุระ

Broken Window Theory มีผลในการวางนโยบายของตำรวจในหลายพื้นที่ของอเมริกาในยุค 90’s โดยพวกเขาเชื่อว่าหากจัดการอาชญากรรมเล็กน้อยให้อยู่หมัด เช่นขึ้นรถไฟแบบไม่ซื้อตั๋ว ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะในที่สาธารณะ ฯลฯ อาชญากรรมใหญ่ๆ อย่างการปล้นชิงทรัพย์หรือการทำร้ายร่างกายก็จะลดน้อยลงเช่นกัน

ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เคยบอกว่า “ถ้าเรื่องเล็กๆ ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ จะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้องได้ไง”


ใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นย่อมจะรู้ดีว่าบ้านเมืองเขาเป็นระเบียบมาก แทบไม่มีการทิ้งขยะบนท้องถนน ห้องน้ำห้องท่าก็มักจะสะอาดเรียบร้อยแม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนหนาแน่นก็ตาม

อาจเป็นเพราะประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องนี้ และเราเองไปเที่ยวบ้านเมืองเขาแล้วเห็นเขารักษาความสะอาดเอาไว้ดี เราก็เลยรู้สึกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามด้วยเช่นกัน

เมื่อญี่ปุ่นไม่มี “broken window” ให้เห็น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงระมัดระวังเป็นพิเศษ


กลับมาที่เรื่องการจัดโต๊ะ

หากเราปล่อยให้โต๊ะไร้ระเบียบ มันก็เหมือนการที่เรามีกระจกแตกไปแล้วหนึ่งบาน พอมีของอะไรมาเพิ่ม เราก็ไม่รู้สึกว่าการทำให้โต๊ะรกขึ้นอีกหน่อยจะเป็นปัญหาอะไร

แน่นอนว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับโต๊ะสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่การมีโต๊ะที่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็น่าจะช่วยลด “แรงเสียดทาน” ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพได้ไม่มากก็น้อย

ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบกันดู

อย่าปล่อยให้กระจกบานแรกแตก จนเป็นตัวเหนี่ยวนำให้กระจกบานอื่นๆ แตกตามไปด้วยครับ

เปลี่ยนเรื่องที่จะไม่ทำให้เป็นเรื่องที่จะทำ

เราหลายคนน่าจะเคยมีความตั้งใจจะลดละเลิกอะไรบางอย่าง เช่น

  • จะไม่นอนดึก
  • จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป
  • จะไม่กินขนมหวานเยอะ

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ชอบวิธี “ตัด” สิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตนะครับ เหมือนประโยคที่ว่า

“Perfection is achieved, not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ของ Antoine de Saint-Exupéry ผู้เขียนเจ้าชายน้อย

แต่คุณมิทานิ จุน ผู้เขียนหนังสือ “คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร” ก็ให้อีกมุมมองหนึ่ง ว่าพอเราคิดถึงเรื่องที่จะไม่ทำด้วยรูปประโยคปฏิเสธ สมองก็จะตีความในแง่ลบว่าเรื่องนี้คือ “การถูกบังคับให้อดทน”

ดังนั้นคุณจุนเลยแนะนำว่าให้เปลี่ยน “เรื่องที่จะไม่ทำ” ให้เป็น “เรื่องที่จะทำ” แทน

จะไม่นอนดึก -> จะหัวถึงหมอนก่อนเที่ยงคืน

จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป -> จะเล่นโซเชียลเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟฟ้า

จะไม่กินขนมหวานเยอะ -> จะกินขนมหวานช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

แม้จะสื่อถึงสิ่งเดียวกัน แต่การเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคบอกเล่า ก็จะช่วยให้สมองตีความในแง่บวกว่าเรากำลังก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย

ใครที่เคยพยายามหักห้ามใจแล้วไม่เป็นผล ลองเอาวิธีนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ

5 นาทีก็พลิกเกมได้

“It only takes five minutes to break the cycle.

Five minutes of exercise and you are back on the path.

Five minutes of writing and the manuscript is moving forward again.

Five minutes of conversation and the relationship is restored.

It doesn’t take much to feel good again.”

-James Clear

บางปัญหาก็ดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่ก็มีปัญหาอีกมากมายที่รอคอยเราอยู่ด้วยใจเปิดกว้าง ขอแค่เรากล้าสบตากับมันและลงมือทำอะไรบางอย่าง

และอะไรบางอย่างที่ว่านี้ก็อาจใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีด้วย

แน่นอนว่า 5 นาทีคงไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจด แต่มันก็ยาวนานพอที่จะช่วยให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

5 นาทีในการทำสิ่งที่ง่ายที่สุด และเมคเซ้นส์ที่สุด

อาจเป็นการลงไปวิดพื้นซัก 10 ครั้ง หรือกระโดดตบซัก 20 ที

อาจเป็นการเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

อาจเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครสักคน

สิ่งที่เราจะทำในอีก 5 นาทีต่อจากนี้ อาจจะช่วยให้เราหลุดจากวังวนที่ควบคุมเรามาเนิ่นนานก็ได้นะครับ