ป่วยแล้วดี

20150704_Sick

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี มันมาเตือนว่าเราทำอะไรผิด ทำให้เรากลับมาหาตัวเอง
เราสนใจแต่เรื่องคนอื่น จนเราเป็นหวัดนั่นแหละ เราถึงรู้ตัวว่าเราหายใจอยู่
– โจน จันได

—–

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสพูดคุยกับกลุ่ม Women’s Network ที่บริษัท หัวข้อเรื่องคือการบริหารจัดการเวลา (time management) และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องวิถีชีวิตคนกรุงที่มีภาระหน้าที่หลายอย่าง

มีคนถามผมว่า ผมดื่มกาแฟรึเปล่า ผมบอกว่าผมไม่ดื่ม

เพราะนอกจากจะไม่ชอบรสชาติและราคาสูงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่นิยมกาแฟ

คนทำงานหลายคนดื่มกาแฟเพราะต้องการเพิ่มคาเฟอีนเข้าไปให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับความง่วง และมีแรงลุยงานได้

กลายเป็นว่า ถ้าไม่ดื่มกาแฟ จะทำงานได้ไม่เต็มที่

ผมคิดว่าการดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ที่เราง่วงหงาวหาวนอน แสดงว่าร่างกายของเราพักผ่อนไม่เพียงพอ แสดงว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบไม่เป็นมิตรกับร่างกายตัวเอง

การดื่มกาแฟจึงเหมือนเป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ถึงแม้ว่าในระยะสั้นมันจะไม่ได้ส่งผลอะไร แต่ความเหนื่อยล้าที่ร่างกายสะสมเอาไว้ ยังไงมันก็ยังอยู่ตรงนั้น รอวันที่จะแสดงผล

แทนที่จะกินกาแฟเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น แต่สร้างปัญหาเรื้อรังในระยะยาว ทำไมเราไม่แก้ที่ต้นเหตุด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ?

บางคนอาจจะบอกว่า มีภาระหน้าที่มากมาย จะให้นอนวันละ 7-8 ชั่วโมงทำไม่ได้หรอก ก็ต้องกินกาแฟไปอย่างนี้แหละ

แต่เราไม่มีเวลาพักผ่อนจริงๆ หรือ?

ในเมื่อเรายังมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คและเข้ามาอ่านบล็อกนี้ หรือยังมีเวลาดูละคร อ่านกระทู้ดราม่า หรืออ่านข่าวสารในไลน์?

ละครทีวี อวสานแล้วก็จบไป กระทู้ดราม่าเดี๋ยวคนก็ลืม ข่าวในไลน์ทั้งหลายก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเราเท่าไหร่

แต่ผลจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจนร่างกายทรุดโทรม มันจะมีผลกับเราไปนานเลยนะครับ

สำหรับผม การดูแลร่างกายให้แข็งแรง เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เรามีต่อตัวเอง

และเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อองค์กรด้วย

เพราะถ้าเราทำงานหนักวันละ 10-12 ชั่วโมง แม้ระยะแรกจะทนได้ แต่พอถึงวันหนึ่งร่างกายมันไปต่อไม่ไหว เจ็บไข้เข้าโรงพยาบาลขึ้นมา องค์กรก็ต้องมาจ่ายเงินให้เราฟรีๆ โดยที่เราไม่ได้ทำงานอะไรให้เลย สถานการณ์อย่างนี้ย่อมเสียประโยชน์ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

แต่ถ้าเราดูแลร่างกายของเราดี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมงก็ควรเพียงพอแล้วที่จะทำหน้าที่ของเราได้ครบถ้วนสมบูรณ์

ถ้างานยังมีเยอะเกินไป นั่นเป็นปัญหาที่หัวหน้าเราควรแก้ไขด้วยการหาคนมาเพิ่ม หรือตัดงานบางอย่างทิ้ง ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการให้เราทำงานดึกๆ ดื่นๆ ครับ

—–
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร a day เล่ม 170 หน้า 24
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

บทเรียนชั้นประถม

20150701_HighHeels

ผู้ชายคนไหนก็แล้วแต่
หากได้ลองสวมรองเท้าส้นสูง
จะต้องรู้สึกรักผู้หญิงขึ้นเป็นกอง
– อากิฮิโร นากาตานิ

—–

ตอนเด็กๆ บ้านผมอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง ถนนกรุงเทพกรีฑา

ด้วยนโยบาย “เรียนใกล้บ้าน” ของแม่ ผมก็เลยได้เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด

ชื่อโรงเรียนนั้นก็คือ สมโภชกรุงอนุสรณ์ (๒๐๐ ปี) ซึ่งสมัยนั้นมีอาจารย์สอิ้ง สุทธิแสวงเป็นอาจารย์ใหญ่

ผมลองกูเกิ้ลดูเล่นๆ ก็ดันเจอรูปภาพเหล่าคณาจารย์สมัยนั้นบน Facebook ด้วย!

 Sompotkrungภาพจาก Facebook Page: โรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ (๒๐๐ปี)

แปลกดีที่ผมสามารถจำชื่ออาจารย์ในรูปนี้ได้ถึง 12 คน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เจอท่านมาหลายสิบปีแล้ว

อ.สุพจน์ อ.ปรัชญา อ.สุรพล อ.เสถียร อ.ธีรชัย อ.นิพนธ์ อ.สมควร อ.มาโนช อ.พนมวรรณ อ.วรรณา อ.สอิ้ง และอ.พูลสุข

อาจเป็นเพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้ และเรียนรู้ตอนเด็กๆ มันฝังลึกกว่าสิ่งที่เรียนรู้ตอนโต

ทุกเช้าเราต้องมาเข้าแถวเคารพธงชาติกลางแดดที่ลานเอนกประสงค์

เคารพธงชาติเสร็จแล้ว จะมีอาจารย์มา “เล่าข่าว” ให้ฟังว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างในโรงเรียน และจบด้วยการให้โอวาทหรือให้คติสอนใจ

มีวันหนึ่งที่อาจารย์สุรพลมาให้โอวาท

อาจารย์สุรพลสอนวิชาพละและวิชาเลข พ่วงด้วยอาจารย์ฝ่ายปกครองที่มีไม้เรียวเป็นอวัยวะที่ 33 จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นอาจารย์ที่ดุที่สุดในโรงเรียน

อาจารย์สุรพรเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอะไรบางอย่างซึ่งผมจำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ตอนประโยคสุดท้ายหลังจากเล่าเรื่องจบ

ประโยคนั้นก็คือ “จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

เป็นคำสอนที่เรียบง่ายมาก เรียบง่ายจนน่าเบื่อเลยทีเดียว

แต่มันจริงเอามากๆ

—–

คุณอากิฮิโรบอกว่าผู้ชายควรลองใส่รองเท้าส้นสูง คล้ายๆ สำนวนฝรั่งที่ว่า Put yourself in their shoes.

คงจะดี ถ้ามีเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ชายรับรู้ความรู้สึกของผู้หญิงตอนมีประจำเดือนและตอนตั้งครรภ์ด้วย จะได้เข้าใจความลำบากและรักเพศแม่มากขึ้น

และคงจะดี ถ้าผู้หญิงมีช่องทางในการรับรู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยของผู้ชายที่ต้องแบกรับภาระและความกดดันหลายอย่าง

ถ้าเราเอาใจแฟนมาใส่ใจเรา เราจะมีชีวิตคู่ที่ดีขึ้น เพราะเราจะไม่มัวคิดถึงแต่ตัวเองหรือเล่นสงครามจิตวิทยาใส่กัน

ถ้าเราเอาใจหัวหน้ามาใส่ใจเรา เราจะเจริญก้าวหน้า เพราะเราจะขยันทำงานเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่หัวหน้ายอมจ่ายเงินจ้างเรา

ถ้าเพียงแต่เราเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราจะมีชีวิตที่ร่มเย็น เพราะเราจะรักษาศีลห้าได้โดยอัตโนมัติ (อาจจะยกเว้นข้อ 5)

ผมไม่รู้ว่าอาจารย์สุรพลจะมีโอกาสได้เข้ามาอ่านบทความนี้มั้ย แต่ผมอยากจะบอกอาจารย์ว่า คติสอนใจอันเรียบง่ายที่อาจารย์เคยพูดไว้หน้าเสาธงเมื่อ 25 ปีก่อน ได้ยังประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอย่างยิ่งกับลูกศิษย์คนนี้ แถมยังเอามาเขียนลงบล็อกได้อีกด้วย (ถ้าผมเป็นอาจารย์ ผมคงภูมิใจแย่เลยนะเนี่ย!)

เราไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้น

20150630_DontNeedMoreTime

You don’t need more time, you just need to decide.
คุณไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้นหรอก คุณแค่ต้องตัดสินใจเท่านั้นเอง

– Seth Godin

—–

เคยมั้ยครับที่เข้าประชุมแล้วมีเรื่องต้องตัดสินใจ แต่ที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าฟันธง หรือเพราะว่ายัง “ต้องการข้อมูลมากขึ้น” หรือ “ต้องการเวลาคิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้”

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อที่จะกลับมาประชุมกันใหม่ แล้วก็ยังตัดสินใจกันไม่ได้อยู่ดี หรือถ้ามีการตัดสินใจ การเลื่อนเวลามาหนึ่งสัปดาห์นั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้การตัดสินใจนั้นดีขึ้น

ที่เราผัดวันประกันพรุ่งการตัดสินใจของเราออกไป ไม่ใช่เพราะว่าเรารอบคอบอะไรหรอก แต่เพราะเรากลัวจะผิดพลาดมากกว่า

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่มีวันที่จะมีข้อมูลได้ครบถ้วนเพียงพอที่จะตัดสินใจโดยไม่พลาดอยู่แล้ว

ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจในสภาวะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนนี่แหละ ถ้ามันจะพลาดบ้างก็ค่อยปรับค่อยแก้กันไป เพราะการดึงเวลาเอาไว้ไม่ยอมตัดสินใจซักที นอกจากงานจะไม่เดินแล้ว ยังสร้างความกังวลและความสับสนให้กับลูกทีมอีกด้วย

—–

จริงๆ แล้วตอนที่ผมอ่านประโยค You don’t need more time, you just need to decide นี้ครั้งแรก ผมเข้าใจความหมายไปอีกทาง

เคยอยากให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมงมั้ยครับ?

สมัยเรียนอยู่มหาลัย ผมมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่าอยากให้วันหนึ่งมีซัก 30 ชั่วโมง จะได้มีเวลานอนให้เต็มอิ่มกว่านี้ และมีเวลาเล่นกีตาร์+เตะบอล+เล่นเกมมากกว่านี้

นั่นคือสมัยที่ผมยังเรียนหนังสือ (ไม่มีภาระอื่น) อยู่หอ (ใช้เวลาเดินทางแค่วันละ 10 นาที) และยังไม่เคยได้ยินคำว่าเฟซบุ๊ค

ปัจจุบันผมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น แถมยังมีสมาร์ทโฟนติดตัวอีกต่างหาก

แล้วจะทำยังไงกันล่ะทีนี้?

เคยได้ยินคำว่า FOMO (โฟโม่) มั้ยครับ?

FOMO ย่อมาจาก Fear Of Missing Out

ลึกๆ แล้วเรามีความกลัวว่าเราจะ “พลาด” อะไรไป เราเลยต้องคอยตามเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ

FOMO ทำให้เรายอมเข้าคิวยาวๆ เพื่อซื้อขนมชื่อดังจากเมืองนอกที่เพิ่งเปิดตัว

FOMO ทำให้หลายๆ คนยอมจ่ายเงินเป็นแสนเพื่อจะได้มีจักรยานเจ๋งๆ ไว้ขับ

FOMO ทำให้เรายอมนอนดึกเพื่อจะได้ดูละครและเชียร์ทีมบอลที่เรารัก

FOMO ทำให้เราตามอ่าน “สาระน่ารู้” “ข่าว” “ข่าวลือ” และ “บทสนทนา” ใน LINE วันละเป็นชั่วโมง

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกดีๆ เต็มไปหมด พอคิดจะเอามันทุกอย่าง มันก็เลยทำได้ไม่ดีซักอย่าง และอาการ “ขาดแคลนเวลา” จึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าคุณเป็นคนที่มี FOMO ลองเปลี่ยนมาเป็นคนที่มี JOMO ดูบ้างดีมั้ยครับ?

JOMO = Joy Of Missing Out

ไหนๆ เราก็ไม่มีวันทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้หมดอยู่แล้ว สู้ใช้เวลาที่มีทำสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดดีกว่า ส่วนจะพลาดข่าวสาร หรือบทสนทนา หรือละครเรื่องอะไรไปเราก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

ดังนั้นเราจึงเต็มใจที่จะพลาดสิ่งเหล่านั้นด้วยความยินดี

You don’t need more time, you just need to decide.

การที่วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมงอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมดีอยู่แล้ว

เราแค่ต้อง “ฉลาดเลือก” ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

A Perfect Day II

20150629_PerfectDay

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ

ความรู้สึกคล้ายกับเมื่อสี่ปีที่แล้วที่ผมเขียน A Perfect Day ลงในโน๊ตส่วนตัวของผม

พอได้รับประสบการณ์อย่างนี้อีกครั้ง เลยต้องกลับมาถามตัวเองให้ลึกลงไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

สิ่งที่ทำในวันเสาร์มีคร่าวๆ ดังนี้ครับ

6.30 ตื่นนอน
6.45 นั่งสมาธิ
7.30 เขียนบล็อก
8.30 อาบน้ำ
9.00 ทานข้าวเช้าที่ร้านข้าวแกงหน้าปากซอย
10.00 ไปย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านใหม่
11.00 แวะไปบ้านใหม่เพื่อเอากุญแจบ้านและแปลนบ้านจากผู้รับเหมา
12.00 ไปพาราไดซ์พาร์ค เอาปริ๊นท์เตอร์ไปซ่อม จองตั๋วหนัง อัพเดตบุ๊คแบงค์ ซื้อรองเท้าสุขภาพให้แฟน
13.30 กินข้าวเที่ยงที่โคโค่อิชิบัง
14.30 ดูหนังเรื่อง Jurassic World
17.30 ซื้อเสื้อผ้าโดยใช้ voucher ที่กำลังจะหมดอายุเพราะได้มาตั้งแต่งานแต่งงาน
18.30 ดู+ซื้อหนังสือร้านนายอินทร์
19.30 เดินทางกลับบ้าน แวะซื้อข้าวต้มหมูให้พ่อกับแม่กินตอนเช้า ซื้อน้ำมะพร้าวปั่นให้แฟนกิน
20.30 อาบน้ำ (ส่วนแฟนทำความสะอาดห้อง)
21.00 อ่านหนังสือ “ช้าให้ชนะ” ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านนายอินทร์
21.30 สวดมนตร์ นั่งสมาธิ
22.15 อ่านหนังสือต่อ
22.30 เข้านอน

พอมาวิเคราะห์ดูก็คิดว่าปัจจัยที่ทำให้มีความสุขกับวันนี้เป็นพิเศษคือดังนี้ครับ

ได้ตื่นแต่เช้า
วันธรรมดาผมจะตื่นตอนตีห้าครึ่งเพื่อจะหลีกเลี่ยงรถติด ส่วนวันเสาร์ส่วนใหญ่จะตื่นสายๆ หน่อย เจ็ดแปดโมงถึงจะลุกจากเตียง แต่วันเสาร์ทีผ่านมาผมลุกขึ้นมาตั้งแต่หกโมงครึ่งเพราะคืนวันศุกร์เข้านอนค่อนข้างเร็ว

ได้นั่งสมาธิ
ผมไม่ได้นั่งสมาธิตอนเช้ามาหลายสิบวันแล้ว การได้กลับมานั่งสมาธิอีกครั้ง ช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มีสมดุลย์ และด้วยความรู้สึกดีที่ว่าเช้านี้เราได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเองไปหนึ่งอย่างแล้วนะ

ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำ
ธรรมดาวันเสาร์ผมจะไม่ค่อยมีแผนการเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่คุยคร่าวๆ กับแฟนว่าจะทำอะไรบ้าง แต่เมื่อคืนวันศุกร์ผมนั่งลิสต์รายการเรื่องที่ตั้งใจจะทำ แล้ววันเสาร์ก็ได้ทำไปหลายอย่างจริงๆ มันเลยเกิดความพอใจที่ได้รู้ว่าเราได้ใช้อีกวันหนึ่งในชีวิตของเราไปแบบไม่เปล่าดาย

แม้จะมีเรื่องไม่เป็นใจก็ไม่หงุดหงิดเกินเหตุ
ลองคิดย้อนกลับไปดู วันนั้นไม่ใช่วันที่ทุกๆ อย่างเป็นไปได้ดั่งใจ แต่เป็นวันที่เรา “ไม่ถือสาหาความ” กับเหตุการณ์ที่นอกเหนือความควบคุมของเรา

ร้านที่ผมทานข้าวเช้าก็ไม่ทำไก่อบที่ผมชอบกิน ออกจากบ้านมาอย่างแฟนผมก็เงียบเป็นพิเศษจนผมต้องถามเขาหลายครั้งว่าเป็นอะไรรึเปล่า (แต่ตอนบ่ายก็กลับมาสดใสเฮฮาเหมือนเดิม) เอาปริ๊นท์เตอร์ไปซ่อมร้านก็ดันปิดถึงวันจันทร์ (แถมปริ๊นท์เตอร์หนักมาก) ตั้งใจจะไปธนาคารธอส.แต่ที่พาราไดซ์ไม่มี กินข้าวแกงกะหรี่ตอนเที่ยงก็ต้องรออาหารเกือบครึ่งชั่วโมง ฯลฯ

ตอนที่เกิดเหตุการณ์เราก็หงุดหงิดเล็กน้อย แต่พอผ่านเหตุการณ์ไปแล้วเราก็ปล่อยให้ความหงุดหงิดนั้นผ่านไปด้วยเช่นกัน

หนังที่ดูสนุกกว่าที่คิด
แฟนผมไม่เคยดูเรื่อง Jurassic Park มาก่อน เลยไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ ส่วนตัวผมเคยอยู่ในช่วง Jurassic Park ฟีเวอร์ ก็เลยยังจำความรู้สึกตื่นตาตื่นใจตอนเห็นไทแรนโนซอรัสโผล่มาในฉากครั้งแรกเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้วได้ แต่ก็เผื่อใจไว้แล้วว่า Jurassic World คงทำได้ไม่ดีเท่าภาคแรก

ไปๆ มาๆ หนังสนุกทีเดียว มีฉากให้ลุ้นและหัวเราะได้เรื่อยๆ แม้จะมีบางตอนที่ขัดใจอยู่บ้างในเรื่องความสมเหตุสมผล แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเพลินจนแอบคิดไปว่า Jurassic World นี้มีอยู่จริงๆ เลยทีเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนว่า เมื่อไม่คาดหวัง เราจะมีโอกาสมีความสุขมากขึ้น

ได้อ่านหนังสือ
ที่พาราไดซ์พาร์คมีร้านนายอินทร์ขนาดใหญ่ ผมกับแฟนเลยไปยืนเปิดหนังสืออ่านกันเพลินเลย น่าจะใช้เวลาอยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 45 นาที และเราก็ได้หนังสือมาสี่ห้าเล่ม การได้ยืนพลิกหน้าไปทีละหน้าแล้วปล่อยตัวเองให้จมจ่อมไปกับโลกทางความคิดที่นักเขียนเขาสรรค์สร้างขึ้นมานี่ถือเป็นความบันเทิงชั้นเยี่ยมทีเดียว

ได้เล่นมือถือน้อยมาก
เหตุผลข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่รู้ตัวตอนกลับถึงบ้านแล้ว เพราะพอเปิด Facebook ขึ้นมาผมมี notifications ถึงแปดอัน ซึ่งแปลว่าผมไม่ได้ดู Facebook มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง (ธรรมดาผมเปิดทีไรจะมี notifications แค่หนึ่งหรือสองอันเสมอเพราะผมเปิดถี่ไปหน่อย) การไม่ได้เล่นมือถือทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและจับจดน้อยลง และทำให้เราใส่ใจและมีความสุขกับ “เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากขึ้น

—–

ตอนนี้ก็จะพยายามทำเจ็ดข้อที่ว่านี้ให้ได้เรื่อยๆ เผื่อจะได้มี Perfect Day บ่อยขึ้นครับ

จงทำดี จงทำดี จงทำดี

20150624_BeNice

Be nice to people on your way up because you’ll meet them on your way down.

ตอนคุณขาขึ้นจงเป็นมิตรกับทุกคน เพราะคุณจะเจอพวกเขาอีกตอนคุณขาลง

– Wilson Mizner

—–

หนุ่มเมืองจันท์ หรือสรกล อดุลยานนท์ผู้เขียนคอลัมน์ฟาสต์ฟู๊ดธุรกิจในมติชนสุดสัปดาห์เคยเอ่ยถามอากู๋แกรมมี่ว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์อยู่ในวงการมาได้อย่างยาวนาน

“นิสัยดี” อากู๋ตอบสั้นๆ แค่นั้น

—–

เพื่อนเอเชี่ยนยูผมอีกคนหนึ่งชื่อไมค์ เป็นแขกซิกข์ที่เป็นแฟนตัวยงของวงนูโว ไมค์เคยเชิญโจ+ก้องมาเล่นดนตรีให้งานวันเกิดลูกพี่ลูกน้อง และไมค์ก็มาเล่าให้ผมฟังว่าก้องเป็นคนเฟรนด์ลี่มาก

ผมเคยไปพลิกอ่านหนังสือชีวประวัติของก้อง สหรัถ สังคปรีชาในร้านหนังสือ มีคนหนึ่งพูดถึงก้องว่า เวลาถ่ายละคร ก้องไม่เคยไปสายเลย และทำการบ้านมาอย่างดีทุกครั้ง

—–

ถ้าให้พูดถึงซุปเปอร์สตาร์หญิงในเมืองไทย ชื่อของอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อก็น่าจะลอยมาเป็นชื่อแรกๆ

มานั่งคิดดูอั้มน่าจะอยู่วงการมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากสำหรับยุคที่มีดาราเกิดใหม่จนจำไม่ทัน แถมดาราที่ล้มหายตายจากไปก็ไม่ใช่น้อย

วันก่อนไปอ่านเจอกระทู้ในพันทิปที่มีคนพบหมาขี้เรื้อนแต่ไม่มีปัญญารักษา เลยทักอั้มไปทาง Instagram สุดท้ายอั้มก็ติดต่อกลับมาและช่วยรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแถมยังโทร.มาถามไถ่อาการอีกด้วย

—–

ผมสงสัยมานานแล้วว่า แล้วทำไมนักการเมืองชอบกร่าง?

กร่างคนเดียวไม่พอ ดันสอนลูก (หรือปล่อยลูก) ให้กร่างไปด้วย

เขาไม่รู้ตัวหรือว่านอกจากจะโดนคนด่าทั้งลับหลังและออนไลน์แล้ว มันยังดูไม่เท่เอาซะเลย

กลับกัน คนที่เป็น “ผู้ใหญ่” จริงๆ หลายคนเป็นคนอ่อนน้อม ไม่ขัดเขินที่จะยกมือไหว้คนอื่นก่อน ผมว่านี่สิคนจริง และโคตรเท่

—–

ตอนที่ชีวิตเรากำลังรุ่งโรจน์ มีแต่คนเข้าหา มีแต่คนง้อ อาจเป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะเผลอคิดไปว่าเรามีฐานันดรเหนือคนอื่น และปฏิบัติกับคนรอบตัวโดยปราศจากความเคารพ

แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

วันนี้คุณเป็นผู้จัดการ พรุ่งนี้คุณอาจจะโดนเลย์ออฟก็ได้
วันนี้คุณเป็นพระเอก พรุ่งนี้คุณอาจได้เป็นแค่ตัวประกอบก็ได้
วันนี้คุณเป็นนักบอลสโมสรดัง พรุ่งนี้คุณอาจโดนยกเลิกสัญญาก็ได้
วันนี้คุณเป็นรัฐมนตรี พรุ่งนี้คุณอาจโดนปลดก็ได้

ตำแหน่ง อาชีพ และฐานะทางการเงิน ก็เป็นแค่หมวกที่เราใส่ ลมเปลี่ยนทิศนิดเดียวหมวกก็อาจปลิวหายไปได้แล้ว

สิ่งที่ยังจะพอยั่งยืนหน่อย คือความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นมิตรสหาย และเป็นเพื่อนร่วมโลก ที่ไม่ว่าคุณจะมีงานหรือตกงาน สถานะเหล่านี้ก็ยังคงติดตัวคุณอยู่

จะดีกว่ามั้ย ที่จะไม่หลงระเริง และปฏิบัติกับทุกคนในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

จำนิทานเรื่องราชสีห์กับหนูได้มั้ยครับ?

วันนี้ ถ้าราชสีห์ทำให้หนูเจ็บช้ำน้ำใจ ด้วยสำคัญตนว่าเป็นเจ้าป่า

วันหน้า หากราชสีห์ติดกับดักนายพราน หนูที่ไหนมันจะมาช่วย?