ติดเบรค

20150722_Brake

ที่บริษัทมีน้องคนนึงชื่อทอม (หรือบางทีก็เรียกว่าทอมมี่) เป็นโปรแกรมเมอร์แต่ผมกับน้องรู้จักกันเพราะเล่นอยู่ในวงดนตรีเดียวกัน

ทอมขี่จักรยานมาทำงานทุกเช้า ระยะทางจากบ้านถึงออฟฟิศประมาณ 5 กิโลเมตร ต้องผ่านถนนสาทรและซอยสวนพลูซึ่งมีปริมาณรถค่อนข้างหนาแน่น

แน่นอน ทอมใส่หมวกกันน็อคและติดไฟไว้ท้ายรถ เพราะเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร

มีวันหนึ่งผมกำลังเดินออกจากตึก ก็เจอทอมขี่จักรยานออกมาพอดี ผมบอกทอมว่าผมขี่จักรยานปันปั่นไปหาแฟน

ทอมบอกว่า เช็คเบรคดีๆ นะพี่ มีหลายคันที่เบรคไม่ค่อยดี

ขออธิบายก่อนว่าแต่ละสถานีปันปั่น จะมีแท่นจักรยานอยู่ 8 แท่น และประมาณครึ่งหนึ่งจะมีจักรยานจอดล็อคคออยู่กับแท่น แต่ละคันหน้าตาเหมือนกันหมด

เวลาผมเลือกว่าจะเอาจักรยานคันไหน ก็จะมองแค่ว่าคันไหนอานไม่สูง-ไม่เตี้ยเกินไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาปรับอาน

แต่ผมไม่เคยเช็คเบรคจักรยานก่อนเลย เหตุหนึ่งอาจเพราะว่ามันยุ่งยากเนื่องจากต้องเอาจักรยานออกมาลองวิ่งดูก่อนถึงจะรู้ว่าเบรคทำงานหรือไม่ แต่ถ้ารู้ว่ามันทำงานไม่ค่อยดี ผมก็มักจะเลยตามเลย ถือว่าขับช้าแล้วค่อยเอาขาช่วยเบรค

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ประมาทไปหน่อย

ถ้ามองส่วนประกอบต่างๆ ในจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ กระดิ่ง อาน บันได โซ่ หรือล้อ จะเห็นได้ว่าถ้ามันทำงานผิดพลาดขึ้นมาก็ยังไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่

แต่ถ้าเบรคไม่ทำงานนี่เราอาจบาดเจ็บถึงตายได้

ผมว่าคนเราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ตั้งแต่เราเด็กมาจนถึงวันนี้ เราได้ทำการ “แต่งรถจักรยาน” มาตลอด

ด้วยการเรียนโรงเรียนชื่อดัง กวดวิชา สอบติดมหาลัยรัฐ ทำงานบริษัทอินเตอร์ เรียนต่อป.โท สร้าง connection และอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ช่วยให้รถจักรยานของเรา “แรง” และพุ่งทยานไปข้างหน้า

แต่พอถึงเวลาที่จักรยานชีวิตของเราวิ่งเร็วเกินไป หรือกำลังจะชนกับสิ่งกีดขวาง เรากลับไม่มีเบรคที่จะช่วยเซฟเราได้เลย

ใจไม่มีเบรคสามารถนำปัญหามาให้เราได้มากมาย เช่น

  • กินเยอะจนอ้วน
  • ลงทุนเสี่ยงเกินไปจนเจ๊ง
  • พูดเยอะเกินไปจนผิดใจกับเพื่อน
  • คิดมากเกินไปจนอยากทำร้ายตัวเอง

การปั่นจักรยานหรือขับรถยนต์ที่เบรคแตกมันน่ากลัวเท่าไร การใช้ชีวิตโดยไม่มีเบรคใจก็น่ากลัวพอๆ กัน

แล้วเราจะติดเบรคทางใจได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้คือการฝึกสติ หรือความรู้ตัว

เมื่อใดเราคิด เมื่อนั้นขาดสติ

เมื่อใดเรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อนั้นเราจะหยุดคิด โดยอัตโนมัติ

เราใช้เวลาไปค่อนชีวิตเพื่ออัพเกรดตัวถัง แฮนด์ ล้อ และบันได มาแล้ว

ถึงเวลาอัพเกรดเบรคจักรยานบ้างแล้วนะครับ

เพราะเมื่อถึงคราววิกฤติ มันจะช่วยชีวิตเราได้

ความโกรธเป็นเพียงเสื้อคลุม

20150622_AngerUniform

Anger is just the uniform of fear

ความโกรธเป็นเพียงเครื่องแบบของความกลัว

– James Altucher

—–

หนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากตอนหนุ่มๆ คือเรื่อง Conversations with God เขียนโดย Neale Donald Walsch และได้รับการแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “สนทนากับพระเจ้า” โดยสำนักพิมพ์ Oh My God!

พระเจ้าถามนีลว่า รู้มั้ยว่าอะไรที่ตรงข้ามกับความรัก?

ปรากฎว่าคำตอบไม่ใช่ความเกลียด

พระเจ้าบอกว่า อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความรักคือความกลัว

และ “รัก” กับ “กลัว” คือสองอารมณ์พื้นฐานที่สุดของมนุษย์

ส่วนอารมณ์หรือการกระทำอื่นๆ ล้วนต่อยอดมาจากสองอารมณ์นี้ทั้งนั้น

เพราะความเมตตาก็มาจากความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
ความกล้าก็มาจากความรักในสิ่งที่ตัวเองต้องการปกป้อง
ความขยันและมุมานะก็มาจากความรักที่จะให้ชีวิตหรือผลงานออกมาดี

แล้วความกลัวล่ะ?
คนเราหึง ก็เพราะว่ากลัวแฟนจะไปมีคนใหม่
คนเราโกหก เพราะกลัวว่าถ้าอีกฝ่ายรู้ความจริงจะโดนลงโทษ
คนเราโกรธ เพราะมีใครมาทำให้ “ตัวตน” ของเขากระทบอย่างรุนแรง และความกลัวที่ “ตัวตน” จะเสียหายนี่แหละ จึงต้องสร้างความโกรธขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง

—–

บริษัทเคยส่งผมเข้าเรียนวิชา EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ที่สอนโดย Dr.Leonard Yong 

ผมจำสิ่งที่เขาสอนไม่ค่อยจะได้แล้ว แต่บทเรียนที่ผมจำได้กลับเป็นเรื่องที่เขาแชร์ให้ฟังเล่นๆ

เขาถามพวกเราว่า ผู้ชายรับมือกับแฟนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยังไง?

เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เวลาผู้หญิงหงุดหงิด โวยวายใส่ฝ่ายชาย แล้วบอกว่า “ไปเลยนะ ไปไกลๆ เลย” ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เดินหนีไปจริงๆ อาจจะเพราะรำคาญ หรืออาจจะเพราะหวังดีจริงๆ เลยหายหน้าไปตามคำขอ

แต่ดร.ลีโอนาร์ดบอกว่า อย่าเดินหนีไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม!

วิธีที่ได้ผลกว่า คือเขยิบเข้าไปใกล้แฟนที่กำลังโกรธ

แล้วกอดเธอครับ

อาจจะโดนทุบบ้างซักสองสามที แต่ยังไงก็ดีกว่าเดินหนีไปตอนเธอโกรธแน่นอน

—–

ตอนเรายังเด็ก เวลาเรากลัวผี การมีใครซักคนมากอดเรานี่ช่วยให้หายกลัวไปได้เยอะเลย

ถ้าความโกรธเป็นเพียงเครื่องแบบหรือเสื้อคลุมที่อำพรางความกลัว

การที่แฟนกำลังโกรธเราก็อาจจะเป็นเพราะเธอกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

ดังนั้น โกรธเมื่อไหร่ ก็กอดเมื่อนั้น!

ลองแล้วได้ผลลัพธ์ยังไงมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ

รอแล้วแก่

20150624_WaitGetOlder

บางทีคนเราก็มักจะใช้คำว่า “รอ” แทนคำว่า “ผัดวันประกันพรุ่ง”

รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน ถึงจะเขียนบล็อก
รอให้ได้ทำงานที่เราชอบก่อน ถึงจะขยัน
รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อน ถึงจะเริ่มลงทุน
รอให้มีไอเดียเจ๋งๆ ก่อน ถึงจะเริ่มทำธุรกิจ
รอให้ฐานะดีก่อน ถึงจะให้ทาน
รอให้มีเวลาก่อน ถึงจะออกกำลังกาย
รอให้เกษียณก่อน ถึงจะศึกษาธรรมะ

เราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่ตัวเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีความสำคัญ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่ผมว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างทั้งนั้น

เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นหนึ่งในสองข้อนี้

– ไม่เห็นความสำคัญ
– กลัวล้มเหลว

มาเจาะดูทีละข้อดีกว่า

1. ไม่เห็นความสำคัญ
ที่เรายังไม่ออกกำลังกาย หรือยังไม่ศึกษะธรรมะ ก็เพราะว่าเรายังไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ

หรือถ้าเห็นว่าสำคัญ ก็ยังสำคัญน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ เราจึงไม่ค่อยมีหรือไม่เคยมีเวลาให้

เรื่องอย่างนี้อาจต้องรอให้เจ็บป่วย หรือเจอสถานการณ์ที่ทุกข์หนักๆ ก่อนถึงจะเริ่มเห็นคุณค่าของการออกกำลังกายหรือออกกำลังใจขึ้นมาบ้าง

แต่ถ้ารอจนถึงตอนนั้น อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้

เรือล่มแล้วเพิ่งจะมาเรียนว่ายน้ำมันจะไปทันได้ยังไง

2. กลัวล้มเหลว
ในกรณีที่เราเห็นความสำคัญและอยากทำมันจริงๆ เพียงแต่กลัวทำออกมาแล้วจะเฟลหรือไม่ดีอย่างที่เราวาดภาพไว้ ก็เลยเผาเวลาไปเรื่อยๆ โดยหวัง (อย่างลมๆ แล้งๆ ว่า) วันหนึ่งเราจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำมันออกมาได้ดี

ว่าแต่ว่าความล้มเหลวคืออะไร?

ถ้าความล้มเหลวคือการทำไม่ได้ตามเป้า หรือทำแล้วพลาดพลั้งจนทำให้สภาพการเงินของเราสั่นคลอน วิธีรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยจริงมั้ยครับ?

ถ้ากลัวว่าจะทำไม่ได้ตามเป้า ก็ตั้งเป้าต่ำๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป้า

ตอนที่ผมเริ่มตั้งใจจะเขียนบล็อกนี้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ 2 มกราคมปีนี้ ผมก็ตั้งเป้ากับตัวเองว่าจะเขียนให้ได้ติดต่อกันสามวัน

พอเขียนครบสามวันก็ขยายเป้าให้เป็นหนึ่งสัปดาห์

แล้วพอครบหนึ่งสัปดาห์ ก็มั่นใจมากขึ้นเลยตั้งใจจะเขียนให้ได้ทุกวันติดต่อกันหนึ่งเดือน

ในแง่ความสำเร็จ ถ้าผมตั้งเป้าว่าต้องมีคนไลค์เพจของผม 100,000 คน ผมก็คงจะรู้สึกเฟลไปอีกหลายปี แต่เป้าของผมตอนนี้คือผมตั้งใจจะเขียนให้ดีขึ้นวันละ 1% ส่วนยอดคนไลค์ Facebook Page ที่เพิ่มจากห้าสิบกว่าคนเป็น 1200 ได้ในเวลาครึ่งปี ก็ดีใจมากๆ แล้วครับ (แต่ถ้าใครยังไม่ได้กดไลค์รบกวนด้วยนะฮะ!)

ส่วนถ้ากลัวว่าถ้าพลาดพลั้งจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน ก็ลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเวลาจะอาบออนเซ็นหรือน้ำพุร้อนก็ต้องเอาเท้าแหย่ๆ ลงไปก่อน เอามือวักน้ำมาประตามตัวก่อน พอรู้ว่าน่าจะไหว ก็ค่อยๆ เอาตัวจุ่มลงไป

ถ้าเราไม่รีบรวย โอกาสที่จะโดนน้ำร้อนลวก (เจ๊ง) นั้นแทบเป็นศูนย์ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าเราให้เวลากับเรื่องที่มันสำคัญกับเรา และทำทุกอย่างด้วยความไม่โลภและไม่ประมาท ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องรอเวลาอีกต่อไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ครึ่งทาง

20150710_HalfWay

วันนี้ผมอายุครบ 35 ปีพอดี

ขอสารภาพว่า ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยแก่ขนาดนี้มาก่อน*

เค้าว่ากันว่า อายุเฉลี่ยของคนเราคือ 70 ปี

วันนี้ ผมจึงถือว่าเดินมาครึ่งทางแล้ว

35 ปีแรกทำอะไรไปบ้าง

1-5 ขวบ : กิน นอน เล่น ร้องไห้ ใช้ชีวิตไปวันๆ
6-10 ขวบ : เริ่มเรียนชั้นประถม เริ่มรู้ตัวว่าชอบวิชาอะไร
11-15 ขวบ : เริ่มมีความรักแบบ Puppy Love เริ่มเรียนมัธยมต้น
15-20 ปี : เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเล่นดนตรี เรียนหนังสือจริงจังในบางเวลา
21-25 ปี : เริ่มทำงาน เรียน sound engineering
26-30 ปี : เริ่มนั่งสมาธิ เริ่มคิดเรื่องออมเงินและการลงทุน
31-35 ปี : เปลี่ยนสายอาชีพ เรียนโท แต่งงาน และซื้อบ้าน

ถามว่าพอใจกับครึ่งแรกของชีวิตมั้ยก็ต้องตอบว่าพอใจมากๆ ทีเดียว แม้จะไม่ได้มีเงินมีทองมากมาย แต่ก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำ สุขภาพแข็งแรง ได้สนุกกับงาน มีหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ดี ได้เจอและคลุกคลีกับคนดีๆ และไม่ต้องพบความทุกข์หนัก คงต้องขอบคุณตัวเองในชาติก่อนๆ ที่น่าจะทำบุญไว้พอสมควร ชีวิตถึงได้ราบรื่นและรื่นรมย์ขนาดนี้

แล้วครึ่งหลังจะเป็นอย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่คงต้องเขียนเตือนสติตัวเองไว้ คือครึ่งหลังมันน่าจะผ่านไปเร็วมาก

เหตุผลที่คิดอย่างนี้ เพราะผมรู้สึกว่า ช่วงเวลาแห่งการเป็นนักศึกษานั้นเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง ในขณะที่สมัยเรียนชั้นประถมนั้นดูห่างไกลออกไปมาก

ราวกับว่า ยิ่งแก่ตัว เวลายิ่งเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าครึ่งแรกของชีวิตคือการเติบโต เรียนรู้ และทดลอง

ครึ่งหลังก็น่าจะเป็นช่วงแห่งการสร้างประโยชน์ ทั้งกับผู้อื่นและตนเอง

สร้างประโยชน์โดยการดูแลผู้มีพระคุณ และเลี้ยงดูลูกที่กำลังจะมาเกิดให้เป็นคนดีมีคุณภาพแล้ว ผมก็คงสร้างประโยชน์ให้คนอื่นผ่านงานประจำ และการเขียนบล็อก

คิดเล่นๆ ว่าสมมติผมยังสามารถเขียนบล็อกได้ทุกวัน ตอนที่ผมอายุครบ 70 ปี ก็จะเขียนบล็อกได้อีกประมาณ 35*365.25 = 12783 บทความ

ถ้าเขียนได้จริงๆ คงจะเจ๋งน่าดูเลยเนอะ!

แล้วผมก็อยากจะเปิดคลาสสอนเรื่องที่ตัวเองชื่นชอบอย่าง Time Management ซึ่งคงจะมีเปิดคลาสชิมลางเร็วๆ นี้

ส่วนการสร้างประโยชน์ให้ตนเองก็คือการเตรียมความพร้อมรับการมาถึงของวัยชรา และการเผชิญนาทีสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบและสง่างาม

เร็วไปมั้ยที่จะคิดเรื่องพวกนี้?

ผมว่าไม่นะ

เพราะความตายเป็น “วิชาบังคับ” ที่ทุกคนต้องสอบ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะต้องเดินเข้าห้องสอบเมื่อไหร่

แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่พูดหรือแม้กระทั่งจะคิดถึงมัน เพราะมันหดหู่และน่ากลัวเกินไป เลยทำเป็นลืมๆ มันไปซะ

ไม่ต่างอะไรกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้ามันไม่เห็นสิงโต สิงโตก็จะไม่เห็นมันเหมือนกัน

สิงโตเห็นเราตลอดเวลานะครับ

เท่าที่ผมรู้ ยังไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนที่จะช่วยให้เรารอดพ้นหรือรับมือกับความตายได้

ผมเลยสนใจวิชาทางธรรม เพราะได้ยินเค้าว่ากันว่า คนที่เข้าถึงธรรมะแล้วจะไม่กลัวตาย

จริงไม่จริงคงต้องพิสูจน์เอาเอง

แต่ถ้าทำได้จริงๆ คงจะเจ๋งน่าดูเลยเนอะ!


ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

* มุขนี้ได้มาจากลุงทิน

กรณีโม-โน่

20150907_TangmoTono

Thinking is difficult, that’s why most people judge

การคิดเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่เลยชอบวิจารณ์

– Carl Gustav Jung

—–
เมื่อเช้านี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยื่นมือไปรับ M2F ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรี ตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี เพราะอยากจะดูว่าเรื่องโตโน่แถลงข่าวจะขึ้นหน้าหนึ่งรึเปล่า

แล้วก็ใช่จริงๆ

Tono

เมื่อวานตอนนั่งกินข้าวเที่ยงกับพี่ที่ออฟฟิศ พี่จันบอกว่าผมน่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องแตงโมและโตโน่บ้าง ซึ่งตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรเพราะไม่ค่อยติดตามเรื่องดาราเท่าไหร่

แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน และได้รับข่าวสารจากหลายช่องทางแม้จะไม่ได้คิดจะติดตาม ก็ทำให้ได้ชุดความคิดมาสองสามอย่างที่อยากจะมาบันทึกเอาไว้ครับ

1. ความเกิด-ดับ ของข่าวสาร

ตอนที่ผมกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ช่วงเดือนพฤษภาคม ใครๆ ก็กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องชาวโรฮิงญา กลายเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติเลยก็ว่าได้ และผมทำนายไว้ว่าอีกสามสัปดาห์คนไทยก็คงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว ซึ่งมันก็จริงจนน่าขนลุก

ไม่ใช่ขนลุกที่ทายถูกนะครับ แต่ขนลุกที่คนเราพร้อมจะเป็นจะตายกับเรื่องหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วพอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปอีกเรื่องหนึ่งได้อย่างง่ายดาย จนราวกับว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

2. ทำไมคนถึงสนใจเรื่องซุบซิบดารา
ใครจะรักกับใคร เลิกกันยังไง ใครจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตมารูนไฟว์ 25 ใบเองหรือไม่ จริงๆ แล้วมันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย แต่เราอยากรู้ อยากเห็นเรื่องพวกนี้ไปเสียหมด ขนาดที่ว่าตอนโตโน่แถลงข่าวนี่ต้องมานั่งล้อมวงดูกันเลยทีเดียว จนคนกลุ่มหนึ่งถึงกับรำคาญว่าจะอะไรกันนักกันหนา

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดต่อว่าทำไมพวกเราถึงใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ถึงขนาดนั้น

พอดีเมื่อวานผมได้ไปเดินร้านคิโนะคุนิยะ และได้เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Dan Ariely ชื่อ Irrationally Yours ซึ่งรวบรวมบทความที่แดนได้ตอบคำถามจากทางบ้านผ่านทางนิตยสาร The New Yorker

คำถามหนึ่งที่มีคนถามมาก็คือ ทำไมคนเราถึงชอบตามข่าวซุบซิบดารากับข่าวกีฬากันจัง มันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเหรอ?

คุณแดนตอบว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าให้เดา ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการจะเข้าสังคมได้ก็ต้องคุยกับคนอื่นเขารู้เรื่อง

และเนื่องจากว่าคนเราแต่ละคนมีพื้นเพและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เรื่องที่จะกลายเป็นกระแสจึงมักจะเป็นเรื่องที่ “พื้นฐานที่สุด” (Lowest common denominator) เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วม “บทสนทนา” นี้ได้

สมมติสังคมหนึ่งมีคน 100 คน อาจจะมีแค่ 5 คนที่เข้าใจและสนใจเรื่องการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปประเทศจึงไม่มีวันที่จะเป็นกระแสเหมือนแตงโม-โตโน่ได้

แต่ถ้าเรื่องดาราเลิกกัน จะมีอย่างน้อย 40 คนสนใจและพูดคุยกัน ทำให้อีก 60 คนที่เหลือรู้สึกถึงความ “จำเป็น” ที่จะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนจะอยากรู้มากหรือรู้น้อยก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยต้องรู้เอาไว้ (นี่คือเหตุผลที่ผมรับ M2F มาเมื่อเช้านี้)

3. ความย้อนแย้งในการค้นหาความจริงของคนเรา
เราชอบเรื่องราวดราม่า ตามอ่านเรื่องราวและคิดทฤษฎีต่างๆ นาๆ เพราะเราอยากรู้ว่า “ตกลงแล้วความจริงมันเป็นยังไง”

ผมนึกถึงกรณีที่คุณแหม่ม คัทลียา แมคอินทอช ไม่ยอมพูดความจริงเรื่องที่ตัวเองตั้งท้อง จนทำให้ “สังคมไทย” ปฏิเสธเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคนนี้ไปเลย

ขณะที่ตอนปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัลออกมายอมรับกับแฟนว่าท้องก่อนแต่ง กลับไม่มีใครว่าอะไร

และทำให้ผมนึกถึงตอนท้ายๆ ของหนังเรื่อง Closer ที่แสดงโดย Jude Law, Natalie Portman, Julia Roberts และ Clive Owen

ตอนใกล้จะจบ พระเอก (Jude) กำลังจะได้กลับมาคืนดีกับนางเอก (Natalie) อยู่แล้วแท้ๆ แต่เพราะพระเอกดันต้องการรู้ความจริงบางอย่างจากปากนางเอกมากเกินไป สุดท้ายพระเอกเลยต้องสูญเสียทุกอย่าง

เราไม่ชอบให้ใครมาโกหกเรา เพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐาน (fundamental human needs) ที่จะรู้ความจริงให้ได้ แม้ความจริงบางอย่างมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย

เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ในขณะเราชอบคาดคั้นที่จะได้ความจริงจากคนอื่น แต่เรากลับไม่อยากสบตากับความจริงของตัวเอง

เวลาเราจะถ่ายรูปเซลฟี่ ก็ต้องหามุมที่ตัวเองดูดี ถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องแต่งรูปด้วยแอพอีกครั้งเพื่อให้หน้าตาของเราออกมาเป็นแบบที่เราอยากเห็น ไม่ใช่แบบที่มันเป็นจริงๆ

ใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้านำมาสอน ก็คือเรื่องการตามรู้ตามดูความจริงในกายและในใจตัวเอง แถมท่านยังการันตีด้วยว่า นี่คือหนทางแห่งการมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่จะมี “พุทธศาสนิกชน” ซักกี่คนที่จะออกค้นหา (และยอมรับ) ความจริงในใจตัวเอง?

—–

Thinking is difficult, that’s why most people judge

ผมว่าปรากฎการณ์ต่างๆ ในสังคม มันมีประโยชน์ทั้งนั้น

ถ้าเราตามข่าวเพียงเพื่อที่จะตัดสินว่าใครผิด ใครถูก ประโยชน์ก็คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิงแบบผิวเผิน

แต่ถ้าดูหนัง ดูละคร (ดราม่า) แล้วกลับมาย้อนดูตัวเอง

เวลาที่เสียไปก็คงไม่สูญเปล่านัก

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings