ความเคยชินทำให้คนตาบอด

20150822_Blind
ธรรมดาเวลาผมขับรถไปทำงาน ผมจะขึ้นทางด่วนตรงแยกคลองตันแล้วไปลงตรงพระราม 4

แต่เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เปิด Google Maps แล้วเห็นว่าถ้าขึ้นทางด่วนตรงมอเตอร์เวย์จะไปถึงเร็วกว่า ก็เลยลองดู

ปรากฎว่าคิดผิดถนัด รถเยอะตั้งแต่ริมมอเตอร์เวย์แล้ว แถมก่อนจะถึงด่านจ่ายเงินด่านแรก (25 บาท) รถก็ติดยาวเป็นกิโลเมตร ต้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป

อีกประมาณ 100 เมตรก่อนถึงด่าน จึงถึงบางอ้อว่าทำไมรถติดขนาดนี้

ด่านนี้มีเลน Easy Pass อยู่ไม่ต่ำกว่า 4 เลน แต่แทบไม่มีใครใช้เลย ขณะที่เลนจ่ายเงินสดคิวยาวมาก และรถที่ทะลักออกมาจากคิวที่ยาวๆ นี่แหละที่ทำให้รถติดเป็นกิโล ทั้งๆ ที่ถ้ามีรถใช้ Easy Pass ซักครึ่งนึง ด่านนี้รถจะไม่ติดเลย*

ผมเองใช้ Easy Pass มาปีกว่าๆ แล้ว และรู้สึกว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องมาคอยเตรียมเงิน ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะทอนผิด และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องมาเข้าคิว

โอเคล่ะ การจะมี Easy Pass เราต้องจ่ายเป็นเงินก้อน แถมบางทีก็มีปัญหาเครื่องไม่อ่านบัตร แต่สำหรับผม คุณค่าที่ได้จากบัตร Easy Pass ก็ยังมีน้ำหนักกว่าการจ่ายค่าทางด่วนด้วยวิธีเดิมอยู่ดี

ผมเลยเดาว่า ที่คนไม่ยอมใช้ EasyPass เป็นเพราะ “ความเคยชิน” มากกว่าเหตุผลอื่นๆ

ยอมเจอปัญหาเดิมๆ (เข้าคิวนานๆ) มากกว่าจะลองระบบใหม่ๆ ที่อาจต้องเจอปัญหาที่ไม่คุ้นเคย

—–

ไปส่งแฟนถึงออฟฟิศ ผมก็อาสาไปซื้ออาหารเช้าที่โอปองแปงให้แฟนและตัวเอง จ่ายเงินเสร็จ ได้ของกินเรียบร้อยแล้ว พอเดินออกจากร้านจึงเพิ่งเหลือบไปป้ายโฆษณาว่า “ใช้บัตร Rabbit ลด 10%”

ผมเองก็ใช้บัตร Rabbit ขึ้นรถไฟฟ้าอยู่ประจำ แต่ไม่เคยคิดจะใช้บัตร Rabbit ซื้อของเลย

แล้วผมก็คิดได้ว่า เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังนึกตำหนิ “คนอื่น” อยู่หยกๆ ว่าเป็นทาสของความเคยชินจนมองไม่เห็นประโยชน์ของ EasyPass

ตอนนี้รู้แล้วว่า ผมเองก็ไม่ต่างกัน ที่เคยชินกับการซื้อของด้วยเงินสด จนลืมอ่านป้ายโฆษณาตัวเป้งของ Rabbit

—–

ออกจากออฟฟิศแฟนมา ปั่นจักรยานปันปั่นมาจอดที่สถานีสาทรมาร์ทแล้ว ผมก็เดินลัดเข้าทางด้านหลังตึกสิริสาทร ตอนที่เดินไปถึงด้านหน้าตึกก็เผอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งลงมอเตอร์ไซค์มาแล้วหยุดไหว้ตรงแท่นสีดำที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าสิริสาทร

ผมงงว่าเขาไหว้อะไร พอเดินไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าแท่นนี้มีตุ๊กตาคนใส่ชุดไทยร่ายรำและตุ๊กตาสัตว์บริวารอื่นๆ อีกร่วมร้อย เดาเอาว่าอารมณ์คงคล้ายๆ ศาลตายาย

ในหนึ่งปีที่ใช้เส้นทางนี้ ผมเดินผ่านแท่นสีดำนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้ว่ามันเป็นศาลที่คนจะมากราบไหว้

นี่เป็นอีกครั้งที่ผม “ตาบอด” เพราะความเคยชิน

—–

เมื่อเจอสามสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันภายในหนึ่งวัน ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เราน่าจะยังมองอะไรไม่เห็นอีกเยอะเลยนะ” เพราะความเคยชินได้บดบังสิ่งของและคุณค่าต่างๆ จนเราไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

เชื่อว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (ส่วนจะรู้ตัวหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง)

ผมยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร ตอนนี้จึงได้แต่ระลึกไว้ว่า “ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรามอง แต่ยังไม่เห็น”

จากนี้ไปจะได้ไม่มั่นใจอะไรจนเกินงาม

—–

* อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติดตรงด่าน 25 บาท ก็คือการควบคุมรถของตำรวจจราจรที่ต้องคอยสับหว่างระหว่างรถที่วิ่งมาจากมอเตอร์เวย์และรถที่วิ่งมาจากรามอินทรา แต่นี่เป็น “รถติด” ที่เกิดโดยเจตนาที่จะจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัย ไม่ใช่รถติดที่เกิดจากปริมาณรถเยอะเกินไป

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังพอใจกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน

20150821_SalariedMan

วันนี้มีเรื่องจาก Quora.com มาแชร์นะครับ

(ใครยังไม่เคยใช้ Quora ขอแนะนำครับ มันเป็น Social Network ที่เราสามารถอ่านคำตอบจากคนเจ๋งๆ เต็มไปหมดเลย)

ต้องออกตัวก่อนว่า คนถามและคนตอบคำถามที่ผมเอามาเล่าให้ฟังนี้น่าจะอยู่ในอเมริกา ด้งนั้นเนื้อหาบางส่วนอาจจะใช้ไม่ได้กับคนไทย แต่ประเด็นของมันก็ยังชัดเจนมากอยู่ดี

ผมคงไม่แปลทุกตัวอักษร แต่จะขอถอดความมาให้อ่านแทนนะครับ

คำถามคือ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงพอใจกับการเป็นพนักงานกินเงินเดือนประจำ ทำไมถึงไม่มีคนที่อยากรวยมากกว่านี้หรือริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกมากกว่านี้

(Why are so many people content with just earning a salary and working 9-6 their entire adult life? Why don’t more people want to get rich OR try to make a bigger impact that can change the world?)

และนี่คือคำตอบจากคุณ Jennifer Dowdy ครับ

—–

ฉันคิดว่าฉันเป็นคนที่รวยมากๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

ถ้าฉันอยากดื่มน้ำสะอาด ก็เพียงแค่เดินไปในครัวแล้วเปิดก๊อก น้ำที่ไหลออกมานี่เร็วเกินกว่าที่ฉันจะดื่มทันซะอีก แถมราคามันยังถูกเอามากๆ จนฉันไม่เคยต้องกังวลเลยว่าฉันดื่มน้ำเยอะเกินไปรึเปล่า

ถ้าฉันอยากจะหาของกิน ก็เพียงเปิดตู้เย็นดู ถ้าไม่มีอะไรในตู้ ก็แค่เดินหรือขับรถออกไปซื้อ โดยมั่นใจได้เลยว่าจะหาอาหารได้แน่ๆ

เพียงเดินเข้าไปในลานจอดรถแล้วก้มมองที่พื้นดีๆ ฉันก็น่าจะเจอเศษเหรียญมากพอที่จะซื้อข้าวมื้อหนึ่งได้เลย แต่ฉันก็ไม่เคยทำแบบนั้นหรอกนะ เพราะฉันไม่เคยลำบากถึงขนาดต้องมาเดินหาเศษเงิน

ถ้าฉันเกิดเบื่อขึ้นมา ก็แค่กดปุ่มบนกล่องอิเลคโทรนิคส์สองสามที วีดีโอน้องแมวก็โผล่ขึ้นมาให้ดูกันไม่หวาดไม่ไหว ออกจะเป็นเรื่องน่าอายด้วยซ้ำที่ฉันพกกล่องนั้นไว้ในกระเป๋าถือด้วย ส่วนใหญ่มันมีไว้เพื่อความบันเทิง แต่ฉันสามารถใช้มันคุยกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหนก็ตาม

รอบเมืองของฉันมีห้องสมุดฟรีหลายแห่ง แถมใกล้บ้านยังมีสระว่ายน้ำและสวนธารณะที่ไม่ต้องจ่ายเงินอีกต่างหาก ด้วยค่าแรงขั้นต่ำเพียงวันเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะไปเที่ยวสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ดูละครเวที หรือเข้าคลาสเรียนวาดรูป

ถ้าฉันหิวแล้วขี้เกียจทำอาหารเอง ก็มีร้านมากมายที่พร้อมจะทำอาหารให้ฉันกิน สิ่งที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี อาหารพวกนี้ราคามักจะไม่เกินรายได้จากการทำงานสองสามชั่วโมง (แถมกินเหลือแล้วยังห่อกลับบ้านได้ด้วย) ฉันแค่นั่งลง แล้วทุกอย่างก็จะมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ แถมยังมีคนคอยแวะเวียนมาเติมน้ำให้เรื่อยๆ ราวกับว่าฉันเป็นราชินีอย่างนั้นแหละ

ในหลายประเทศ ค่าแรงวันละสองเหรียญถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพึงพอใจ แต่สำหรับในอเมริกา เงินสองเหรียญคือทิปที่เราให้เวลาทานข้าวที่ร้านพวกนี้

ถ้าระหว่างที่ฉันรีบแล้วเกิดหิวขึ้นมา ฉันยังสามารถสั่งให้คนเอาอาหารมาส่งถึงในรถ แถมราคาอาหารพวกนี้ก็ถูกกว่าค่าแรงหนึ่งชั่วโมงเสียอีก!

นี่คือไลฟ์สไตล์ที่คนทำงานประจำทุกคนมีได้ ฉันเลยนึกไม่ออกจริงจริงว่าการมีเงินมากกว่านี้มันจะทำให้ฉันมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ยังไง

เพิ่มเติม: ถ้าอ่านคำตอบนี้แล้วคุณรู้สึกดีก็ช่วยฟังคำแนะนำของฉันหน่อย – หากคุณเป็นชนชั้นกลางในประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณก็น่าจะมีเงินประมาณหนึ่งเลยล่ะ หลังจากที่ใช้เงินในเรื่องที่จำเป็นแล้ว คุณควรจะออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน ออมเงินสำหรับวัยเกษียณ และบริจาคเพื่อการกุศล ฉันคิดว่าการออมเงิน ลงทุน และให้ทานเป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียว

—–

ที่เอาเรื่องนี้มาแชร์ไม่ใช่เพราะว่าผมเชียร์ให้ทุกคนเป็นพนักงานประจำนะครับ

เพียงแต่อยากช่วยเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นมันไม่ได้แย่ขนาดที่ใครหลายคนวาดภาพให้มันเป็นหรอก

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณคำถามและคำตอบจาก Quora.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ไม่ต้องเถียง

20150815_DontArgue

ไม่ต้องเถียง เพราะเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ มันไม่มีประโยชน์
– วิลิต เตชะไพบูลย์ หนังสือ เสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หน้า 276

—–

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าตัวเองพูดน้อยลงไปเยอะเวลานั่งอยู่ในวงสนทนา

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเค้าคุยกันในเรื่องที่เราไม่ได้สนใจหรือไม่มีความรู้

อีกสาเหตุหนึ่งเพราะเห็นว่ามีคนในกลุ่มพูดกันเยอะอยู่แล้ว ผมเลยสมัครใจเป็นฝ่ายฟัง

แต่สาเหตุหลัก น่าจะมาจากความรู้สึก “ขี้เกียจพูด” มากกว่า

เหมือนว่าพอยิ่งอายุเยอะขึ้น ก็ไม่อยากใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

หรือโดยไม่รู้ตัว ผมอาจจะอยากเลียนแบบคนที่ผมชื่นชมอยู่ก็ได้

ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือหลายคนจะไม่ค่อยพูดอะไรเยอะนัก แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูด สิ่งที่เอ่ยออกมาก็จะเป็นคำพูดที่ชวนฟังและน่าคิดตามเสมอ

เรามักคิดว่าโค้ชที่เก่งๆ จะพูดเยอะและพูดปลุกเร้าเก่ง แต่ Daniele Coyle เล่าไว้ในหนังสือ The Talent Code ว่า John Wooden โค้ชทีมบาสเก็ตบอลของมหาลัยวิทยาลัย UCLA นั้นจะพูดไม่มาก มีนักวิจัยเคยลงไปสังเกตการซ้อมของทีมบาสแล้วก็พบว่า จอห์นจะพูดชมแค่ 7% ดุ 7% และอีก 75%* จะเป็นการพูดให้ข้อมูลแบบสั้นๆ กับนักบาสเป็นรายคนไป เช่นอย่าทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ ฯลฯ

Osho ก็เคยเขียนไว้ว่า ถ้าใครซักคนลองไปอยู่คนเดียวแบบไม่พูดเลยซักหนึ่งปี เมื่อเขากลับออกมา สิ่งที่เขาเอื้อนเอ่ยจะมีภูมิปัญญามหาศาล (โอโชยกตัวอย่างคนที่มีตัวตนอยู่จริงด้วยแต่ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)

—–

ผมมีเพื่อนร่วมงานที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกปปส.และทหาร

ช่วงที่การเมืองตึงเครียดเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ชอบเดินมาถามความเห็นของผมเกี่ยวกับสถานการณ์ แม้ผมจะเห็นต่างกับเขายังไง ผมก็เลือกที่จะพูดให้น้อยที่สุด เพราะคิดว่า “ไม่คุ้ม” ที่จะมานั่งอธิบายมุมมองของเรา ยิ่งเมื่อคำนึงว่าการสนทนาบทนี้มันก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการพิสูจน์ว่า “ใครคิดถูก – ใครคิดผิด”

หรืออีกนัยหนึ่ง มันแค่เป็นการเอาชนะคัดคานกันเพื่อส่งเสริมอัตตาตัวตนเท่านั้นเอง

—–

ไม่ใช่ผมไม่พร้อมที่จะถกเถียงหรือเอาความจริงมานั่งคุยกันนะครับ บางทีถ้ามันกระทบกับงานก็จำเป็นต้องคุยกันให้สะเด็ดน้ำ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงานหรือเรื่องคอขาดบาดตาย เราก็ควรดูว่าบทสนทนานั้นกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

ตอนเริ่มคุยกันใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างอาจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือความคิดเห็นเพื่อที่จะได้ “เข้าใจ” อะไรๆ มากขึ้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเจตนาของคู่สนทนาเปลี่ยนไปเป็นการ “มุ่งเอาชนะ” มากกว่าการเรียนรู้ ผมจะตัดบทให้เร็วที่สุด โดยยอมให้เขาได้พูดเป็นคนสุดท้ายเพื่อให้เขาได้ “ชนะ” สมใจ

แม้จะเป็นแค่ชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่ว่างเปล่าก็เถอะ

หนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมง และหนึ่งชีวิตมีแค่ 70 ปี เราจึงไม่ควรผลาญเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

สำหรับผม การเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ ถือว่าเป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” อันดับต้นๆ เลยครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณสรุปหนังสือเรื่อง The Talent Code จาก Jack Cheng PhD 

ขอบคุณหนังสือเสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

* อีก 11% หายไปไหนเขาไม่ได้ระบุ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ปล่อยของ

20150811_DieEmpty

“Don’t go to your grave with your best work inside of you. Choose to die empty”

“อย่าตายไปโดยที่ยังไม่ได้ปล่อยงานที่ดีที่สุดของคุณออกมา จงใช้ชีวิตให้หมดแม็กซ์”

– Todd Henry

—-

ผมได้ยินชื่อหนังสือ Die Empty ของ Todd Henry มาซักพักแล้ว

และแม้จะยังไม่เคยได้อ่านหนังสือ แต่คำว่า Die Empty ก็ดึงดูดผมอย่างประหลาด

ผมรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นการใช้ชีวิตที่เจ๋งดี

เท่าที่ดูจากคำโปรยในเว็บของผู้เขียน สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะสื่อก็คือ เราไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะงัดความรู้ความสามารถที่มีทั้งหมดที่เรามีออกมา เพื่อสร้างประโยชน์ต่อโลกใบนี้

เมื่อเราตายไปแล้ว จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ เพราะเราได้ “ปล่อยของ” ออกไปหมดแล้วนั่นเอง

ในบล็อกฉลองครบรอบ 35 ปีที่มีชื่อตอนว่า “ครึ่งทาง” ผมได้เล่าให้ฟังว่า

ในช่วง “ครึ่งแรก” ของชีวิต ผมสวมบทบาทผู้รับซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ รับการศึกษาจากครูบาอาจารย์ ร้บทักษะการทำงานจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน รับเงินจากองค์กร และรับความรู้ใหม่ๆ ผ่านหนังสือเล่มต่างๆ

ในช่วง “ครึ่งหลัง” จึงเป็นเวลาอันสมควรที่จะเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้ให้” ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะให้การดูแลทั้งบุพการี ภรรยา และบุตร รวมถึงให้ความรู้ที่ผมมีต่อคนอื่นๆ ที่เห็นคุณค่าและจะนำมันไปใช้ประโยชน์ได้

ผมตั้งใจมาตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมของปีนี้ว่าผมจะลองเขียนบล็อกทุกวัน ซึ่งตอนแรกก็มีคำถามในใจเหมือนกันว่าม้นจะมีเรื่องให้เขียนได้ทุกวันจริงๆ เหรอ แต่สุดท้ายก็ยังรอดมาได้เกินครึ่งปีแล้ว แม้หลายๆ วันจะต้องคิดจนหัวแทบแตกก็ตาม

การเขียนบล็อกทุกวันของผมก็คือการ “ปล่อยของ” ที่ผมมี กลับสู่โลกใบนี้วันละเรื่อง และคงจะเจ๋งดีถ้าผมจะเขียนบล็อกได้ทุกวันจนถึงอายุ 70 ปี

ถึงตอนนั้นคงจะได้ Die Empty สมใจ

เรื่องดีๆ อีกเรื่องที่ผมไม่เคยคิดว่าการเขียนบล็อก anontawong.com จะนำมาให้ คือมันได้ไปสะกิดให้เพื่อนๆ น้องๆ ที่รักและรู้จักกันมานานตั้งใจเขียนบล็อกเพื่อจะแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ณัฐสิรี ที่เล่าเรื่องการลาออกจากงาน QA Engineer เพื่อไปเรียนกีตาร์อย่างจริงจังที่ประเทศอังกฤษ และเก็บประสบการณ์โหดมันฮามาเล่าให้ฟังอย่างถึงพริกถึงขิง

2015-08-11_235130

หรืออัม อัมรินทร์ น้องอีกคนที่เคยอยู่รอยเตอร์และเล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นได้แบบขั้นเทพ ที่เล่าประสบการณ์การเรียนด๊อกเตอร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ University of Illinois Urbana-Champaign และประสบการณ์ฝึกงานที่ Google (ยังไม่ได้เขียนถึง Google แต่คาดว่ากำลังจะพูดถึงในตอนถัดไป)

11241024_909897229054040_9090896652801768889_n

(จริงๆ ต้องบอกว่าอัมนี่ชั่วโมงบินสูงกว่าผมมาก เพราะน้องเขาเขียนบล็อกมาร่วม 10 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้อาจจะเน้นเขียนเพื่อเป็นบันทึกให้ตัวเอง มาสังเกตว่าโพสท์หลังๆ นี่เริ่มเขียนเพื่อยังประโยชน์แก่ผู้อ่านเป็นสำคัญ อ้อน้องเค้าเพิ่งมี Facebook Page อิต อิ๊ส อะ แวรี่ กู๊ด ด้วยนะครับ )

ยังมีอีกสองคนคือเอก ผู้คิดค้นแคมเปญ I’m Farang กับรุ่นน้องชื่อเจที่พร่ำๆ ว่าเห็นผมเขียนบล็อกแล้วอยากจะเขียนบ้าง ซึ่งผมก็รอให้เขาลงมืออยู่เพราะสองคนนี้เป็นคนที่เล่าเรื่องสนุกมากอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่เริ่มเขียนจริงจังปีนี้ (แม้ผมอาจจะไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาก็เถอะ)

เช่นบอย ภัทราวุธ ผู้ร่วมก่อต้้งและ CTO ของ Wongnai.com ที่เล่าเรื่องการก่อเกิดของวงในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นค้นหาร้านอาหารและแบ่งปันรีวิวที่ดีที่สุดของเมืองไทย

2015-08-11_235233

หรือน๊อต Dithapong กับโบ๊ต WalkingTrail ซึ่งผมได้รู้จักสมัยอยู่รอยเตอร์ทั้งคู่ ทั้งสองคนได้ไปเปิดบ้านใน storylog.co และเล่าเรื่องราวที่ชวนให้คิดตามมาหลายสิบตอนแล้ว

14180280327458844531  14302171995886257214

—-
หลายคนคงมีคำถามว่า ตัวเองก็เป็นคนธรรมดาๆ ไม่ได้เก่งด้านใดเป็นพิเศษ มาเขียนเรื่องทั่วๆ ไปแล้วจะมีคนอ่านเหรอ?

แต่จากประสบการณ์เจ็ดเดือนที่ผ่านมาของผม ทำให้ผมเชื่อแล้วว่าเรื่องดีๆ นั้นมีคนรออ่านเสมอ

เราอยู่ในโลกนี้มาตั้งหลายสิบปี ย่อมมีแง่คิดและบทเรียนที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นแน่ๆ อย่าปล่อยให้มันตายไปกับเราเลยนะครับ เอาออกมาเล่าให้ฟังเถอะ

อยากเห็นทุกคนมา Die Empty กันเยอะๆ ครับ

—–
ขอบคุณคำพูดจาก ToddHenry.com 

ขอบคุณภาพจาก Public Domain Image

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเคารพ

20150809_Respect

“อย่างกองถ่ายซิตคอมของเรา พอลลาต้องต่อคิวกินข้าว ทุกคนต้องถือจานไปต่อคิว ถ้ามีขนมจีนวางอยู่จับเดียว แล้วพี่ช่างไฟไปต่อคิวก่อนพอลลา อันนี้จากเหตุการณ์จริงเลยนะคะ พี่เขาจะกิน เขาต้องได้กิน พอลลามาทีหลังไม่ได้กินนะจ๊ะ สิ่งที่สอนเรามาคือความเท่าเทียม กับความรับผิดชอบ ทุกคนมีโมเดลในชีวิตเหมือนกัน คือได้รับค่าจ้าง และมาทำงาน ไม่มีใครโดนจ้างมาเป็นขี้ข้าใคร ดังนั้นช่วยเคารพทุกคนให้เท่ากันด้วย ถ้าคุณเคารพผู้กำกับยังไง คุณต้องเคารพช่างไฟอย่างนั้น เราจะเจ็บปวดกับการดูถูก ดังนั้น เราจะไม่ดูถูกใคร”

– โอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล (พิมพ์ปรุ)
a day BULLETIN ฉบ้บที่ 106 กรกฎาคม 2553

—–
ผมรู้จักคุณโอปอล์ ปาณิสรา จากหนังเรื่องเพื่อนสนิท

แต่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอเคยทำงานเบื้องหลัง คือเป็นแคสติ้ง (คัดตัวนักแสดง) ให้บริษัทหับโห้หิ้น ซึ่งต่อมารวมตัวกับจีเอ็มเอ็มพิคเจอร์และไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์จนกลายมาเป็น GTH

คุณโอปอล์เล่าให้ฟังใน a day BULLETIN ว่า

“มันมีนางแบบคนหนึ่งนั่งไขว่ห้าง แล้วก็ยื่นปลายเท้าชี้ไปที่พื้น แล้วบอกว่า ‘หยิบรองเท้าคู่นั้นให้หน่อย’ เราก็เดินไปหยิบ พอจะยื่นให้ก็บอกอีกว่า ‘ใส่ให้ด้วย'”

ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่านางแบบคนนั้นเป็นใคร

และถ้าต้องเจอสถานการณ์แบบเดียวกับโอปอล์ ผมจะทำตัวยังไง

และถ้าแม่ของนางแบบมาเห็นกิริยาของลูกสาว คุณแม่จะอายแค่ไหน

—–

ผมรู้สึกว่าคุณธรรมพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขคือความเคารพซึ่งกันและกัน

เพราะหากเราไร้ซึ่งความเคารพซึ่งกันและกันแล้ว ปัญหาเล็ก-ใหญ่ย่อมตามมามากมาย

ปัญหาการกระทบกระทั่งกันของคนในครอบครัว มักเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองคือผู้ถือคำตอบที่ต้องที่สุด

ปัญหาระหว่างลูกน้องกับเจ้านาย มักเกิดจากการที่เจ้านายไม่เห็นคุณค่าในตัวลูกน้องหรือปฏิบัติกับลูกน้องราวกับเป็นเพียง “ทรัพยากร” ไว้ใช้สอย ทั้งที่จริงแล้ว “ลูกน้อง” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ เหนื่อยเป็น พลาดเป็น น้อยใจเป็น

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็เกิดจากการขาดความเคารพในตัวเอง ทั้งของผู้ซื้อและผู้ขาย

ปัญหาเรื้อรังอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อคนในพื้นที่เยี่ยงประชากรชั้นสองมาช้านาน (ไม่นับปัญหาในช่วงสิบปีให้หลังที่มีมิติด้านผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

ปัญหาเรื่องโลกร้อน ก็เกิดจากการที่เราใช้ทรัพยากรอย่างไร้สำนึกสาธารณะและความเคารพต่อธรรมชาติ

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า การขาดความเคารพเป็นต้นเหตุเพียงอย่างเดียวของปัญหาทั้งหลายเหล่านี้

แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาและทำให้มันคาราคาซัง

ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการ “เคารพ” คู่กรณีเสียก่อน ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

—–

แล้วเราจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาระดับสังคม ประเทศชาติ และระดับโลกได้อย่างไร?

เช่นเคย ผมว่าเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน

เพราะเท่าที่ผมสังเกต พวกเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าปัญหาทั้งหลายแหล่นั้น “เกิดจากคนอื่น” แล้วก็เรียกร้องให้คนอื่น “เปลี่ยน” โดยที่ไม่ยอมมองกลับมาที่ตัวเองเอง ทั้งๆ ที่เราเองก็เป็น “ตัวปัญหา” ไม่แพ้กัน

และการเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวเองอาจจะง่ายดายกว่าที่คิด

ผู้อ่านส่วนใหญ่ของ Anontawong’s Musings คงไม่ได้ทำงานในกองถ่ายเหมือนคุณโอปอล์ ดังนั้นคงไม่สามารถเคารพช่างไฟเหมือนที่เราเคารพผู้กำกับได้

แต่ผมเชื่อว่าชีวิตเรามี “ช่างไฟ” อยู่รอบตัว เพียงแต่อาจจะมาในเครื่องแบบอื่น เช่นชุดรปภ. ชุดบุรษไปรษณีย์ หรือชุดแม่บ้าน

ขอเพียงแค่เราเอ่ยทักทาย และขอบคุณคนเหล่านั้นบ้าง

ก็ถือว่าเราเข้าใกล้ “ทางออก” ขึ้นอีกหน่อยแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก TLC News

ขอบคุณบทสัมภาษณ์คุณโอปอล์จาก a day bulletin ฉบับที่ 106 กรกฎาคม 2553

 

(UPDATE: 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies